Planet opendream

January 26, 2012

Opendream's Blog

นวัตกรรมการพัฒนาสังคมในบังคลาเทศ

บันทึกนี้เป็นสำเนาดิจิทัลของบันทึกส่วนตัวใน Facebook ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์จากการร่วมวิจัยในเรื่อง Mobile Technology for Social Development กับ Oxfam GB

อยู่บังคลาเทศมาหกวัน

ไม่ค่อยได้ไปไหน เพราะถ้าออกไปแล้วเราก็อยากถ่ายรูป พอถ่ายรูปแล้วคนก็มามุง พอมามุงแล้วรถก็ติด เดี๋ยวพี่ๆ เจ้าเมืองเขาจะด่าพ่อเอา เวลาที่ใช้ไปส่วนมากในช่วงเวลาที่ยังสว่างอยู่ก็คือการประชุม รองลงมาคือการเดินทาง

ได้มีโอกาสเดินทางไปในเมืองที่ไกลโพดที่ชื่อบาร์กูน่า ถนนเข้าก็ยังลำบาก ห่างจากเมืองหลวงธากา ไปประมาณ 300 กิโลเมตร เดินทางทางบกใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ต้องไปด้วยเครื่องบินน้ำ ใช้เวลา 45 นาที ต้องลงจอดในแม่น้ำ กัปตันเครื่องต้องโบกให้เรือหลบ ตื่นเต้นดี

สิ่งที่พบอย่างหนึ่งคือ ในความลำบากของคนในประเทศต่างๆ ที่เคยเจอมาใน ไทย, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย จะคล้ายๆ กันคือ เกษตรกรจะในระดับยากจนข้นแค้นมหาศาลเนี่ยโดนกดขี่จากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ความยากจนจากการไม่มีโอกาสในการเข้าถึงตลาด หากเป็นกัมพูชากับบังคลาเทศก็จะเพิ่มเรื่องความลำบากของสตรีเนื่องจากโครงสร้างของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่เข้ามาอีก

คือถ้ามองในภาพรวมแล้ว มันก็ลำบากเหมือนๆ กัน พอๆ กัน อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความลำบากเหล่านั้น

ในบังคลาเทศนั้นมีกิจการที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาความลำบากโดยยังสามารถหาเลี้ยงตัวกิจการเองได้เยอะมาก เอาตั้งแต่ Grameen Bank ที่ทำเรื่อง Micro Finance, BRAC, Grameenphone (โดน Telenore ซื้อไปสามปีแล้ว), ระบบ Telecentre ที่ส่งเสริมการสร้างผู้เชี่ยวชาญชุมชน โดย Practical Action

ความน่าสนใจมากคือ ในประเทศอื่นๆ เราคงมองเห็นการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้ในรูปแบบของการจัดตั้งกลุ่มอาสา, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือรูปแบบอื่นๆ มาเพื่อ focus ในการแก้ไขปัญหานั้นๆ

แต่บังคลาเทศไปไกลกว่านั้นด้วยการพยายามทำให้รูปแบบการทำงานนั้นเลี้ยงตัวเองได้ และดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในวิธีคิดพื้นฐานของคนในบังคลาเทศ การทำ Social Enterprise เป็นเรื่องที่ต้องคิดรวมไว้ในกลยุทธ์ขององค์กร

Opendream ก็พยายามจะเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ก็ยังต้องเรียนรู้กันอีกมาก

มาบังคลาเทศครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างและต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง

สนุกดี.

by keng at January 26, 2012 03:21 PM

Anusorn Kansup

รถเมล์เขียวไปจากเชียงรายไป อ.ฝาง (เชียงใหม่)

น้องๆ ที่ออฟฟิศจะ backpack ไป Barcamp ที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เสร็จแล้วก็ว่าจะหาที่เที่ยวด้วย เลยแนะนำให้ไปกางเต้นท์ที่ “ดอยผ้าห่มปก” อุทยานแห่งชาติฝาง อยู่ใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เราก็เลยโทรไปถามรถเมล์เขียวที่เชียงรายได้ความมาดังนี้…

รถประจำทางที่วิ่งจากเชียงรายไป อ.ฝาง เป็นรถเมล์เขียว รถแอร์ปรับอากาศ มี 2 สาย…

  1. รถเมล์เขียวสาย อ.แม่สาย – อ.แม่จัน – อ.ฝาง
    ออกจากแม่สาย 7:00 น. ถึง อ.แม่จัน 7:30 น. ถึง อ.ฝาง 9:30 น. ถ้าจะไปขึ้นที่แม่จันก็ต้องหาว่ารถเมล์เขียวจะมาจอดตรงไหน (ลืมถามว่ากี่บาท)
  2. รถเมล์เขียวสาย เชียงราย – อ.ฝาง
    ออกจากเชียงรายที่สถานีขนส่ง (เก่า) 7.45 น. วิ่งไปสถานีขนส่ง (ใหม่) 8.30 น. ถึง อ.ฝาง 10.20 น. ค่าโดยสาร 84 บาท (ม.ค. 55)

การขึ้นลานกางเต้นท์ดอยผ้าห่มปก

  • สามารถขับรถขึ้นเองได้ แต่จะต้องเป็นรถกระบะ หรือ 4WD เท่านั้น
  • ถ้าไม่มีสามารถเหมารถของชาวบ้านได้โดยติดต่อที่ที่ทำการอุทยานฯ ค่ารถขึ้น-ลง 1,800 บาท (นั่งได้ 8 คน)
  • ออกจากที่ทำการอุทยานฯ – ลานกางเต้นท์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่า
  • ถ้าจะให้ไปรับที่ตัว อ.ฝาง จะบวกเพิ่ม 200 บาท
  • ที่ลานกางเต้นท์มีเต้นท์ เครื่องนอน เตาถ่าน ให้เช่า ติดต่อที่ที่ทำการอุทยานก่อนได้เลย

by Donuzz at January 26, 2012 08:57 AM

January 17, 2012

Patipat Susumpow

Reset

เมื่อวานต้องไปรักษารากฟัน

ปกติเป็นคนที่พยายามหลีกเลี่ยงการรักษาทางการแพทย์ใดๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ หู ตา จมูก ปาก เพราะคิดว่ามันเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างอ่อนไหว และเราควบคุมมันโดยตรงไม่ได้ นึกถึงเครื่องมือมหาศาลมาแหย่ๆ แยงๆ อวัยวะเหล่านั้นแล้วเสียวสันหลัง

ทำใจอยู่นานกว่าจะไปได้ เฮือกที่ตัดสินใจนอนลงบนเตียงทำฟันก็เพราะอย่างทดลองเรื่องการออกจากความรู้สึก

ศึกษาเรื่องนี้มาสักพักพบว่า ความรู้สึกจะนำไปสู่ความคิด และความคิดจะขยายความรู้สึก ยิ่งคิดมากจะยิ่งรู้สึกมาก ถ้าเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์เราก็จะหลงติดในอารมณ์ ถ้าเป็นเรื่องเจ็บปวดเราก็จะยิ่งเจ็บมากขึ้นจนทนไม่ได้

ยกตัวอย่าง

ผมหลีกเลี่ยงหมอฟัน เพราะกลัว ความกลัวจะทำให้ผมยิ่งคิดว่าการทำฟันมันจะเจ็บ ซึ่งจริงๆ มันก็เจ็บๆ เสียวๆ บ้างตามกลไกของเส้นประสาท แต่ทีนี้ด้วยความที่ยิ่งคิด ความคิดมันจะไปขยายความรู้สึก, ในที่นี้คือเจ็บ, ทำให้คิดว่าเจ็บมากขึ้น วนไปเรื่อยๆ จนทนไม่ได้ ที่สุดแล้วก็เลยหนี ไม่ไปหาหมอฟันละ

ผมคิดไปเองว่าการรักษารักนั้นมัน มันจะต้องเจ็บมาก เพราะมันต้องลงไปถึงเส้นประสาทรากฟัน แค่กินน้ำเย็นบางทีก็เสียวฟันจะตาย ยิ่งมีเครื่องมือลงไปถึงแล้วคงเสียวจนตายไปเลย

ด้วยความคิดที่ว่ามันเลยทำให้ผมยิ่งคิดว่า การรักษารากฟันมันคงเป็นพิธีกรรมอันโหดร้าย

แต่ทันใดนั้นผมลอง “ออกจากความคิด” เพื่อลดกาารคิดวนไปมาที่จะไปเร่งความรู้สึกกลัว ผลคือผมสามารถนอนลงบนเตียงทำฟันได้ด้วยความกลัวที่น้อยไปลงไปมาก

ในขณะทำฟัน หมอฉีดยาชาที่ปาก ทำให้ผมไม่รู้สึกอะไรเลยในระหว่างการทำฟัน 1 ชั่วโมง ซึ่งผมก็พบว่า ความคิดนั้นสามารถเร่งความเจ็บปวดที่มีอยู่น้อยนิดได้อย่างร้ายกาจ คือในเชิงชีววิทยาผมคงไม่รู้สึกอะไรเพราะกระแสประสาทถูกบล็อคจากยาชา แต่ความคิดมันไปเร่งทำให้เรารู้สึกว่ามันเจ็บจริงๆ

ใน 1 ชั่วโมงนั้นผมก็ลองออกจากความคิดบ่อยๆ เพื่อทดสอบความรู้สึกตัวเอง ซึ่งพบว่าความแตกต่างระหว่าง ความรู้สึกระหว่างการออกจากความคิด และ ความรู้สึกในขณะคิดนั้นแตกต่างกันมากจนสังเกตได้ชัดเจน

เลยยิ่งชัดเจนไปอีกว่า ในขณะที่เราติดอยู่กับสถานะการณ์หนึ่งๆ หากเราติดอยู่ในความคิด เราจะไม่มีทางออกจากสถานการณ์นั้นได้ การออกจากความคิดช่วยหยุด loop ของความคิดที่มาบดบังการสังเกต ซึ่งอาจจะช่วยให้เราออกจากสถานะการณ์นั้นได้อย่างง่ายดาย

ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเป็นปัจจัยในการค้นพบความแตกต่างนี้ อิอิ

ต้นฉบับที่ Facebook

by keng at January 17, 2012 03:44 PM

January 15, 2012

Theerapong Kraiamornchai

[Life] #TGS2012

บังเอิญว่าปีนี้มีเรื่องที่ประทับใจและไม่ประทับใจกับงานหลายเรื่อง เลยต้องลงบันทึกไว้สักหน่อย :)
 
ส่วนตัวผมเอง TGS 2012 มีจุดเริ่มต้นก่อนไปงานต่างจากปีก่อน อย่างแรกคือ เป็นปีแรกที่ไม่มีความคาดหวังหรือติดตามเกมใดๆ เป็นพิเศษ อีกเรื่องคือการทำให้ Goal ของปีที่แล้วเป็นจริง สิ่งนั้นคือการแต่ง Cosplay :)
 
 
ภาพรวมงาน
 
โดยภาพรวมปีนี้ Thailand Game Show ดูด้อยกว่าปีก่อน จากเดิมผมนิยามว่าเป็น "มหกรรม (ลดแลกแจกแถม) ของเด็กเล่นเกม" ปีนี้เป็น "มหกรรมทดลองเกม" เน้นดึงผู้ชมให้ทดลองเล่นเกมต่างๆ มากขึ้น แต่หนึ่งคนมีเวลาต่อหนึ่งเกมสั้นมาก ดังนั้นเกมที่เล่นง่ายกว่าจะได้เปรียบ และค่อนข้างบังคับเล่นเกมมากขึ้น ต่างจากเดิมที่เป็นกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไม่ก็แจกง่ายๆ ให้ไปเลย
 
กิจกรรมประจำทุกปีอย่างการเสนอหน้าไปทักทาย @mistercontact (ลุงอ้วนแดง) ปีที่แล้วไม่มี topic ที่จะคุย แต่ปีนี้แกกลายเป็น CEO บริษัทหน้าใหม่อย่าง 7zeed จึงได้ topic ซึ่งไม่ได้ชวนคุยเองแต่มีหลายบุคคลที่คุ้นหน้าคุ้นตามายืนสนทนาโดยเราเป็นผู้ฟัง (เขาคงจะคุ้นหน้าล่ะ แต่ไม่รู้ว่าพรีสชุดขาวนี่ใครกัน :P) โดยรวมแล้ว 7zeed น่าจะไปทาง Game School ปั้นคนมาทำเกมเป็นหลัก คล้าย Opendream ที่ทำงานพอคุม cash flow แล้วหันไปทำเรื่องที่อยากทำได้สะดวก ..ยังไงก็ตามส่วนตัวผมไม่ได้คาดหวังว่าจะกลายเป็น Social Enterprise อีกเจ้าเพราะ Training น่าจะคิดกำไรอยู่บ้าง
 
ส่วนความเฟลหนึ่งเดียวในงานคือ ผมคาดหวังกับคำโฆษณา "Go inter มีค่ายเกมต่างประเทศมาร่วมงาน" ซึ่งเข้าใจไปเองว่าอาจจะได้เห็นบูธค่ายเกมใหญ่ๆ นอกประเทศในงานด้วย แต่กลายเป็นว่ามีแค่ boyaa (ค่ายจีนที่เปิดเกมภาคภาษาไทย) และ playinter เท่านั้น
 
(อีกเรื่องเล็กๆ คือทำไมบูธวิศวะ มจธ. ซึ่งขอสปอนเซอร์จาก Show no limit ถึงใหญ่กว่าของอ่อนนุช 20...)
 
 
Cosplay
 
สำหรับเรื่อง Cosplay เพราะว่าเป็นการแต่งไปครั้งแรก เลยแต่งแก้เขินกันตั้งแต่วันศุกร์ ได้ผลตอบรับดีตั้งแต่วันแรก ขอถ่ายรูปมีนิดหน่อย (เพราะไม่มี acting อะไรเลย มีแต่ชุด) แต่มี Impact ตรงที่ได้คุยเล่นกับสตาฟและ GM ค่ายต่างๆ ด้วย คือโดนแซวบ้างถามบ้าง ชุดของเกมอะไร มีแม้แต่ให้แลกกับเสื้อเกม =_=" (คิดว่าแค่แซว) มันก็สนุกดีเพราะเดิมๆ ผมก็เดินฉับๆ อย่างเดียว
 
ขอบคุณจีใหม่ (GM ใหม่) ค่าย Ini3 ด้วยสำหรับประโยคบั่นทอนความมั่นใจ "คอสเกมนี้ช้าไปมั้ย เด็กเดี๋ยวนี้จะรู้จักหรอ" /:3
 
ส่วน Impact ของผมในวันแรกคือ การถูกถ่ายรูปในชุด Cosplay (High Priest) ครั้งแรกก็ได้รับคำถามเรื่องคอสกลุ่มไหนเลย ประหลาดใจนิดหน่อยแต่โดยสรุปคือจับกลุ่มคอสพาเหรดเกมเดียวกันในวันเสาร์
 
ในวันที่สองแผนเดิมคือแต่งไปแทรกๆ พาเหรดเขานิดหน่อย พลิกเป็นการไปแจมกับ Cosplayer ที่เป็นขาประจำงานต่างๆ มานานแล้วแบบไม่ต้องนัดกัน กลายเป็นกิลด์ปอริ่ง (Poring) เป็นแก๊งคอสเกม RO ประมาณสิบกว่าคน ซึ่งรั่วมาก ได้คุยกันตลอดงาน สนุกมากๆ และไม่ต้องเขินด้วย :) (โดนเรียกว่า "แฮร์รี่ ด้วยความที่ใส่แว่น และมาดคงจะให้? แถมไม่ได้แนะนำชื่อตัวเองในแก๊งเลย คุยอย่างเดียว)
 
มีน้องกระเทยคนนึง ตะโกนเสียงดังตอนกำลังเดินพาเหรดว่า "หล่ออ้ะ ขอถ่ายรูปหน่อย" เป็นคำชมที่ฟังชัดมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกจากปากผู้หญิงก็เถอะ ก็ขอขอบคุณ :3 (แต่ผมไม่ได้ไม้ป่าเดียวกันนะ 555)
 
โลกของ Cosplay ทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนถูกถ่ายรูปมากกว่าเดิม ถึงแม้ว่างานนี้ผู้ชายจะติดอยู่ในกล้องผู้เข้าชมงานน้อยกว่าผู้หญิง แต่ก็ยิงแฟลชกันรัวใช้ได้เลย ไม่ได้แสบตาแฟลชเท่าไหร่แต่ act ท่ากันเมื่อยเลยทีเดียว (ถึงแม้ว่าจะลอกท่าคนคอสชุดเดียวกันมาแบบไม่ได้คิดเอง)
 
แถมพอพยายามหาใน Social Network ก็พบภาพตัวเอง & เดอะแก๊งน้อยมาก (ว้า ไม่ค่อยคุ้มเมื่อย /:3)
 
ข้อเสียข้อเดียวที่แต่ง Cosplay คือไม่สามารถแบก Nikon DSLR มาสะพายไว้กดถ่ายเล่นได้ เลยทำให้ต้องฝากความหวังหนึ่งเดียวไว้ที่น้อง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ลองเปิดดูว่าถ่ายไปได้มากน้อย ดังนั้นปีหน้าอาจแปลนเป็นกล้อง Compact สักตัว
 
 
ส่งท้าย
 
สรุปว่าปีนี้งานดูกร่อยๆ ไปหน่อย แต่ได้เกมที่น่าเล่นเพิ่มเข้ามา 4 เกม (CS Online, S4Leage, Lime Odessey และ Dungeon Viva Zeed) และความสนุกสนานจากการแจม Cosplay มาชดเชยความกร่อยของงาน เข้าใจว่าเป็นเพราะสถานที่ไกลและคาดว่ามีต้นทุนสูงกว่าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดหวังว่าปีหน้าจะดีกว่านี้เพราะ BTS ช่วงแบริ่งจะไม่ฟรีอีกแล้ว การเดินทางยิ่งเปลืองเข้าไปอีก :P
 
สุดท้าย ...ชุดคอสดูเหมือนสีทองจะโดนชะไปกับแฟ๊บ =_=" ตรงผ้าส่วนล่างโดนหนักหน่อยเพราะสีทองเยอะ คงต้องหาวิธีแก้ก่อนเอาไปใส่ปีหน้าต่อ (ลืมเช็คชนิดผ้าว่ามันซักแฟ๊บได้ไหม)
 
Edit: เกือบลืมรูป ตอนนี้มีอยู่รูปเดียวที่เกือบครบแก๊ง ใครพบเห็นแก๊งนี้และมีรูปงามๆ รบกวนแจ้งทีนะครับ :3
(ได้โผล่บน manager เช่นกัน : http://www.manager.co.th/Game/ViewNews.aspx?NewsID=9550000006036)
 

January 15, 2012 05:57 PM

January 06, 2012

Arthit Suriyawongkul

อยากให้ใครอยู่ในแบงก์?

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ "เพนิซิลลิน"

การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน

สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ (สองอันหลังนี้ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงทั้งคู่ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England) ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์

สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง เพียงแต่วาดขึ้นมาให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป

เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :

ชุด “ชาวต่างชาติที่มาร่วมพัฒนาประเทศสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ

ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้

ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ

(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)


by bact at January 06, 2012 06:26 AM

December 25, 2011

Theerapong Kraiamornchai

[Note] ผลกระทบต่อ ISP จากการปิดเว็บ bittorrent ในไทย

ปล่อยร้างผิดวินัยที่ตัวเองตั้งใจว่าจะออก Entry รายปักษ์ไว้นานพอดู เรื่องที่จะเขียนนี้ มาจากการรับข่าวสารจากแหล่งต่างๆ บางเรื่องอาจไม่ถูกโรคกับการทำงานของรัฐ แต่ก็เป็น Fact ที่สังเกตได้
 
ช่วงนี้ผมเอารู้สึกว่าการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ที่อยู่ต่างประเทศออกอาการโคม่าในช่วงหัวค่ำถึงเช้ามืดวันรุ่งขึ้นแทบทุกวัน โดยเข้าถึงเว็บทั้งหมดช้ากว่าที่ควรจะเป็น และ speed test ที่ทำได้จะอยู่ที่ 100 - 150kB/s (กรณีของ 3BB โดยทั่วไปจนถึงช่วงกลางปีที่ผ่านมาทำได้เฉลี่ย 250-300kB/s)
 
หลังจากผิดสังเกตมาอาทิตย์กว่า สัปดาห์ก่อนจึงตัดสินใจดูตัวเลือกอื่นๆ เพราะเข้าใจว่า 3BB เองอาจมีจำนวนผู้ใช้งานเกินขีดจำกัดของ Bandwidth เส้นที่เชื่อมออกนอกประเทศไปแล้ว และเป็นรายเดียวที่ยังไม่มี Gateway หรือช่องทางเชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเทศ (รายใหญ่อย่าง True TOT และ CAT มี Gateway ต่อตรงเป็นของตนเอง ส่วนรายย่อยอื่นๆ ใช้การเช่าสายผ่านรายใหญ่อีกที)
 
ปรากฏว่าแม้แต่ True หรือ TOT เองก็มีการจำกัดความเร็วในลักษณะเดียวกัน คืออยู่ที่ 100-200kB/s คำถามคือเกิดอะไรขึ้นถึงได้ลดความเร็วลงเหมือนนัดหมายกันมาก่อน
 
สมมติฐานข้อหนึ่งคือความนิยมของ Youtube ที่มีการใช้งานไม่เว้นแม้แต่ตามงานโชว์ เว็บไซต์ หรือตาม Blog ส่วนตัว ซึ่งแม้แต่อเมริกาเองก็เคยประสบปัญหาการใช้ Bandwidth มหาศาลมาก่อน
 
อีกข้อคือปีนี้เป็นปีที่เว็บ Bittorrent ใหญ่ๆ ในไทยทยอยกันปิดตัวจากการโดนคดีต่างๆ ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว บางส่วนย้าย Server ออกไปนอกประเทศ เป็นไปได้ที่ปริมาณการรับส่งข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นมีบางส่วนที่เลี่ยงไปใช้เส้นทางเชื่อมต่อต่างประเทศแทน จึงไปคอขวดที่นั่น
 
สรุปว่าควรจะนอนเร็วขึ้นและตื่นเช้าเพื่อเลี่ยงการจำกัดเอา ดูท่าจะแก้ไม่ง่ายนัก -_-"

December 25, 2011 01:45 PM

December 17, 2011

Nat Weerawan

การสร้างโลกใบใหม่ใน JavaScript

วันนี้มาพูดถึง Scope ใน JavaScript แบบเบาๆกันหน่อย เรื่องScope ใน JavaScript มีรายละเอียดให้เราได้เคลิบเคลิ้มกันอีกนาน ซึ่งการสร้าง Scope ใน JavaScript สามารถทำได้ด้วยโค้ดแบบนี้ครับ ถ้าเราไม่สร้าง scope ใหม่แล้วประกาศตัวแปรตรงๆเลย มันจะเป็น global (windows) โอกาสที่ตัวแปรจะไปชนกันกับของคนอื่นก็จะมีเยอะกว่า เพราะใน JavaScript ถึงจะประกาศตัวแปรด้านล่างก็เห็นทั้งไฟล์อยู่ดี แต่ถ้าเราสร้างโลกของเราแล้วก็จะมั่นใจมากขึ้นว่าตัวแปรของเราจะไม่ตีกับใคร เราอาจจะได้เจอโค้ดลักษณะนี้ จากตัวอย่างคือสร้างโลกและส่งตัวแปร jQuery เข้าไปให้สิงอยู่ในตัวแปร $ ซึ่งเป็น local variable แล้วในโลกนั้นก็เรียก $ แทน jQuery ได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวไปตีกับคนอื่น่ เรื่องที่เกี่ยวข้องพฤษภาคม 10, 2011 -- ว่ากันเรื่อง Javascript scope ตอนที่ 2 [object, this, window, var]พฤษภาคม 7, 2011 -- ว่ากันเรื่อง [...]

by NAzT at December 17, 2011 02:00 PM

December 13, 2011

Panudate Vasinwattana

Frame

ครั้งหนึ่งที่ได้จับพูกัน แล้วแหกกฎการระบายสีน้ำ

" ไม่อยากอยู่ในกรอบ จึงเป็นคนในกรอบ "

by crosalot at December 13, 2011 03:24 PM

Arthit Suriyawongkul

[17 ธ.ค.] งานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์” @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง "แท่งอัปลักษณ์"

ถ้าศิลปะคือความงดงาม ถ้าศิลปะคือความซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่ศิลปะ
ถ้าศิลปะเปลือยให้เห็นความอัปลักษณ์ นี่(อาจจะ)เป็นศิลปะ

ขอเชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์”
เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า ที่ใดไม่รัก ที่นั่นติดคุก

เสาร์ 17 ธ.ค. 2554 @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ร่วมสร้างงาน เที่ยงตรง เปิดงาน 5 โมงเย็น


by bact at December 13, 2011 01:14 PM

November 29, 2011

Siriwat Aumngamsup

November 23, 2011

Siriwat Aumngamsup

แผล

แผลที่ได้มายังมีอาญาพลังอยู่
กระดาษที่ยับแล้วยังคงรอบยับอยู่
แผ่นเสียงคงไว้ซึ่งรอยระลึกอันน่าเพลิดเพลิน

เพรียบพร้อมแห่งอารมณ์รู้สึกทั้งหลาย
เสมือนหนึ่งฟ้าอาลัยดาวยามใกล้ฟ้าสาง
กลิ่นหอมรัญจวนสรรพเสียงยินชัดเจนซึ่งความหลัง

หากสิ่งนั้นน่ากลัว
พะวักพะวงหากันไปไยหรือ
ความเจ็บปวดนำมาแล้วแล้วซึ่งสิ่งน่าหวนคืน

เธอฟังเพลงรักอกหักกันทำไมหรือ?
ความไม่สิ้นสุดมีค่าเท่ากัน
เท่าที่เธอเคยบอกว่าตลอดกาลนั่นแหละ

สุดท้าย .. มีแต่ความว่างเปล่า
ไม่ได้โอบล้อมเธอ
ไม่ได้โอบล้อมใจและสหสัมผัสทั้งหลายเหล่านี้

เพราะมันว่างเปล่า เธอจะจับได้อะไรบ้างเล่าหรือ?

by noomz at November 23, 2011 09:30 PM

ลม

ลมพัดสาดซ่าพากิ่งไม้ไหว
เอียงเอนโน้มพริ้วเสียดสีใบไม้ฟังเพลิน
ใจฉันเอง

ไหวไปตามลม

by noomz at November 23, 2011 09:18 PM

November 21, 2011

Arthit Suriyawongkul

“รวมมิตร” บาร์แคมป์เวียงจันทน์ #barcampvte

กฎข้อสองของบาร์แคมป์: “คุณต้องบล็อกเกี่ยวกับบาร์แคมป์” (You do blog about BarCamp)

ที่บาร์แคมป์เวียงจันทน์, เอียน ชายอเมริกัน บอกผมถึงข้อสังเกตหนึ่ง เกี่ยวกับคนในภูมิภาคนี้

เขาพบว่าคนลาว เขมร เวียดนาม พยายามจะสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่คนไทยพูดน้อยกว่ามาก

เราคุยกันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พิดจิน, ครีโอล, และสภาวะหลายภาษา-ข้ามภาษา

อัลวิน เป็นคนจีน-มาเลย์ ที่ครอบครัวพูดฮกเกี้ยนและแมนดาริน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ทำงานให้กับบริษัทสิงค์โปร์ เขาเข้าใจภาษา Singlish

เอียน เป็นคนอเมริกันที่เกิดที่ฮาวาย เคยทำงานและอาศัยที่นิวยอร์ก

แม็กกี้ เพื่อนของเอียน ก็เกิดที่ฮาวายเช่นกัน เธอไปทำงานที่โตรอนโต เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากแห่งหนึ่งของอเมริกาเหนือ

เอียนและแม็กกี้พูดพิดจินที่ใช้ในแถบฮาวายได้ ทั้งสองคนลาออกจากงานเพื่อเดินทาง

เอียนบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย และจำนวนมากก็พูดภาษาแค่ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ

แม็กกี้เองก็อยากจะรู้ว่าโลกมันเป็นยังไง เลยเริ่มออกเดินทาง ทั้งสองคนเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาได้แปดเดือนแล้ว

ผมเล่าเรื่องโจ๊กของคนเอดินบะระที่แซวสำเนียงของคนกลาสโกว์ และนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมจำชื่อและอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นคนอพยพจากยุโรปตะวันออกมาอยู่อเมริกา และเรียนภาษาอังกฤษจากช่องกีฬา

หลังจากเล่าจบ โธมัสก็ถามเราว่ารู้จัก เหยา หมิง ไหม เขาคือนักบาสตัวสูง โคตรสูง จากจีนที่ไปเล่นเอ็นบีเอ

โธมัสบอกว่า ตอนแรกที่เขาฟังเหยาหมิงพูดภาษาอังกฤษทางวิทยุ เขานึกว่าคนอเมริกันผิวดำพูดอยู่

ตอนเหยาหมิงไปอเมริกา เขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย และจากการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เขาก็ได้สำเนียงและสไตล์การพูดแบบนั้นมา

ก่อนหน้านั้น ผมเล่าให้เอียนฟังเกี่ยวกับความซีเรียสของคนไทย กับการออกเสียงให้ ‘ถูกต้อง’

เอียนบอกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยรู้สึกประหม่า ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง เพราะกลัวออกเสียงผิด

เอียนน่าจะเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องนี้ ตลอดมื้ออาหารเขาพยายามพูดภาษาลาวกับคนรอบ ๆ ตลอดเวลา
สำเนียงของเขาเพี้ยนไปจากที่คนลาวพูดแน่ ๆ “โค้กหนึ่งป๋อง” เขาได้กินตามที่สั่ง

โธมัสพูดลาวและเขมรได้นิดหน่อย บางคำ แต่บ่นว่าภาษาเวียดนามยาก และคนเวียดนามดูจะไม่สนับสนุนการพยายามหัดภาษาของเขาเลย ทุกคำที่เขาพูดจะถูกล้อ จนเขาเบื่อ และเลิกเรียนมันในที่สุด

โธมัสและภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ทั้งสองคนอยู่ในประเทศแถบนี้มาได้หลายปีแล้ว เริ่มที่กัมพูชา ไปอยู่เวียดนามอีกสองปี จากนั้นก็มาลาว

ก่อนจากเยอรมนี โธมัสมีโอกาสไปงานบาร์แคมป์ที่แฟรงก์เฟิร์ต เขาชอบ และเอาไอเดียนั้นไปเผยแพร่ต่อในประเทศที่เขาเดินทางไปถึง

ระหว่างเดินข้ามถนนไปร้านอาหาร ผม เอียน กับแม็กกี้ คุยถึงทิศทางของเลนรถที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความเคยชินที่ทำให้เกิดอันตราย

แม็กกี้บอกว่าหลังจากเดินทางมาเยอะ ๆ ความเคยชินใหม่ของเธอก็คือ ต้องดูถนนมันทั้งสองทาง อย่าไปคิดเอาเอง

อัลวินก็ดูจะเป็นคนชอบเดินทาง เขาอายุ 27 ปี ทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และตกลงกับบริษัทที่สิงคโปร์ว่าจะทำงานผ่านเน็ต
เขาย้ายเมืองอยู่ไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่เชียงใหม่ได้สามเดือนแล้ว

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางเยอะ ตาได้เห็นความไม่ปกติอันเป็นปกติ และหูได้ฟังภาษาและสำเนียงอันหลากหลาย

สมัยมัธยมเรามีครูภาษาอังกฤษจากอินเดียและฟิลิปปินส์ อาจารย์จำนวนหนึ่งของผมในมหาลัยที่เมืองไทย เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จำนวนหนึ่งเป็นคนจากเอเชียใต้

ตอนไปอยู่เอดินบะระ ผมก็ยิ่งได้ยินสำเนียงภาษาสารพัด ทั้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนตามร้านค้า และโต๊ะข้าง ๆ ในผับ ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษแบบสก็อตมีไวยากรณ์บางอย่างต่างจากอังกฤษ ‘แบบบีบีซี’

ผมนึกถึงคำว่า ‘แก้ว’ ในภาษาลาว (ขวด) และ ‘แก้ว’ ในภาษาไทย

โธมัสบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไม Z จึงต้องเรียกว่า ‘ซี’ เขาคิดว่าการเรียกแบบอังกฤษว่า ‘เซ็ด’ นั้นก็เมกเซนส์อยู่แล้ว (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาอ้างนี้ถูกรึเปล่า มันน่าจะเป็น ‘แซ็ด’ สิ ‘เซ็ด’ มันดูเยอรมันไปหน่อย)

แม็กกี้เห็นด้วย เธอบอกว่าสมัยเด็ก ๆ เธองงมากว่าทำไมตอนต้นเริ่มด้วย เอ บี ซี แล้วตอนท้ายต้องไปจบที่ ซี อีก (โอเค โดยเคร่งครัดแล้ว มันอาจเป็นคนละซีกัน แต่เราคงพอนึกออกถึงความสงสัยนี้)

สมัยเด็ก ๆ ผมเรียก H ว่า ‘เฮช’ มาโดยตลอด จนสมัยวัยรุ่น ใครก็ไม่รู้มาบอกว่า ต้องเรียกว่า ‘เอช’ สิ มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละสอนกันผิด ๆ ว่า ‘เฮช’ … ผมเพิ่งได้รู้อีกครั้งตอนไปอยู่สกอตแลนด์ ว่าอย่างน้อยคนแถวนั้นก็เรียกมันว่า ‘เฮช’

การได้เห็นอะไรที่ผิดความคาดหมายบ่อย ๆ มันก็สอนให้เราเผื่อใจ และไม่ตัดสินคนจากความแผก หรือไปมองว่ามันเป็นสาระสำคัญ จนมองข้ามเรื่องอื่น

ผมคิดว่าปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็มาจากแค่นี้แหละ

ทัศนคติที่ตัดสินว่า แผก คือ ผิด

แบ่คเต้นกับตินติน ที่เวียงจันทน์

เต้นรำกับตินตินที่ริมน้ำโขง เวียงจันทน์. ตินติน (แตงแตง) เป็นนักข่าวที่ไปทุกที่ ใต้ทะเลจนถึงดวงจันทร์.

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก 21 พ.ย. 2554

เพิ่มเติม

พิดจิน (pidgin) คือภาษาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ต้องการจะสื่อสารกัน แต่ไม่มีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องคิดภาษาใหม่ขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมักเกิดบ่อยกับพ่อค้าทางเรือในสมัยก่อน ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพิดจินก็คือ มันไม่ใช่ภาษาแม่ของคนกลุ่มใดเลย ทุกคนเรียนมันเป็นภาษาที่สอง (หรือสามสี่…)

ครีโอล (creole) เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมกันของภาษาตั้งแต่สองภาษาขึ้นไป และถูกทำให้กลายเป็นภาษาถิ่น ลักษณะสำคัญของมันที่ต่างจากพิดจินก็คือ มันสามารถเป็นภาษาแม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็น เช่น Bahasa Indonesia ซึ่งถือว่าเป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษามาเลย์ผสมกับภาษาถิ่นและภาษาจากยุโรป มีผู้พูดมันเป็นภาษาแม่เฉพาะในเขตเมือง (อย่างจาการ์ตา) เท่านั้น และเอาเข้าจริงแล้ว Bahasa Indonesia ที่พูดตามเมืองต่าง ๆ ในอินโดนีเซียเองก็จะได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเข้าไป Singlish ในสิงคโปร์ก็เป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษามาเลย์ จีน ทมิฬ และภาษาถิ่นอื่น ๆ

ครีโอลนั้นเคยถูกมองว่ามีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า “ภาษามาตรฐาน” (กระทั่งในวงวิชาการภาษาศาสตร์เองก็เคยมีมุมมองแบบนี้ คือมองว่าครีโอลเป็นภาษาที่ “ถูกปนเปื้อน”) แต่ภายหลังยุคอาณานิคม ความคิดเช่นนั้นก็เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางประเทศประกาศให้ครีโอลเป็นภาษาประจำชาติ แต่ก็มีบางประเทศอย่างสิงคโปร์ที่สถานะทางสังคมของ Singlish ก็ยังต่ำกว่า “ภาษาอังกฤษมาตรฐาน” รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนให้ใช้มันในสื่อ แต่เหมือนนักวาดการ์ตูน Troy Chin จะไม่สนใจ เขาเลือกใช้ Singlish ในการ์ตูน The Resident Tourist


by bact at November 21, 2011 08:14 AM

November 11, 2011

Arthit Suriyawongkul

เมืองกระสอบทราย: คำอธิบายจินตภาพ

ของในถุงยังชีพ อาจซื้อแพงกว่าราคาตลาด
การซื้อแพงกว่าราคาตลาด อาจเป็นการทุจริต
ต้องติดตามตรวจสอบ ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ดีแล้ว

ส่วนกรุงเทพธุรกิจ ต้องปรับปุรงการเขียนคำอธิบายภาพโดยด่วน

กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ 11 พ.ย. 2554 หน้า 16 เขียนคำอธิบายภาพว่า
“ถุงยังชีพพิรุธ : น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เปิดถุงยังชีพที่ระบุชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมสภา ปรากฏว่าภายในถุงบรรจุเพียงมาม่าและปลากระป๋อง ซึ่งไม่เหมาะสมและมีราคาแพงเกินไป”

ในภาพข่าว มีกระป๋องผักกาดดองและกระป๋องข้าวสวยปรุงสุก
ในเนื้อข่าวรายงานรายการของในถุงยังชีพ มีข้าวสาร ข้าวปรุงสุก ปลากระป๋อง แกงเขียวหวาน ฯลฯ

ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา


by bact at November 11, 2011 06:23 AM

November 08, 2011

Patipat Susumpow

สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พ.ย. 2554

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พฤษจิกายน 2554

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว ถ่ายที่ความละเอียด 250 เมตร ต่อ 1 พิกเซล

ภาพรวมของน้ำเมื่อเทียบกับวันที่ 3 พ.ย. 2554 แล้วพบว่ายังมีน้ำปริมาณมากอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ จากการเปรียบเทียบด้วยสายตาแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่าน้ำยังคงมีปริมาณเท่าเดิม แต่เคลื่อนที่ลงใต้มาเรื่อยๆ

สถานการณ์ทางลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก คาดว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดอย่างมีนัยยะสำคัญเช่นเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำจำนวนมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะยังคงอยู่ไปอีกสักพักตามความสามารถการระบายน้ำออกอ่าวไทยของแม่น้ำต่างๆ ระดับน้ำในตัวเมืองนครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยาที่ลดลงไป ยังเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ในภาพรวมขนาดใหญ่ การให้ความช่วยเหลือประชาชนนอกเขตเมืองยังคงต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงประชาชนในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลอีกด้วย

by keng at November 08, 2011 06:42 AM

สถานการณ์น้ำวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ต้นฉบับที่ Google+

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว

เห็นได้ชัดว่าปริมาณน้ำจำนวนมากยังคงอยู่ในทุ่งเจ้าพระยาและเชื่อได้ว่ากำลังเคลื่อนตัวลงทิศใต้มาทางจังหวัด สมุครสงคราม, สมุครสาคร, กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำยังคงหนักหนาอยู่

ในขณะเดียวกัน แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลก็มีน้ำล้นออกมาจากแม่น้ำทั้งสองแล้ว เชื่อว่าความรุนแรงจะมากขึ้นในอนาคต กำลังการช่วยเหลือและเยียวยาของหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมกำหรับพื้นที่ในภาคอีสานก็น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

ภาพรวมในภูมิภาคจะเห็นว่า ตอนกลางและใต้ของกัมพูชา รวมไปถึง ตอนใต้ของเวียดนาม ก็ประสบอุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง ถ้ามองรวมทั้งภูมิภาค เหตุการณ์นี้ก็มีขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจ

ภาพจาก NASA : http://lance-modis.eosdis.nasa.gov/cgi-bin/imagery/single.cgi?image=crefl1_721.A2011307034000-2011307034500.500m.jpg ค้นพบผ่าน http://data.gov Collapse this post

by keng at November 08, 2011 06:21 AM

วิธีต้มมะระไม่ให้ขม

ต้นฉบับที่ Google+

ต้มมะระเป็นอาหารที่อร่อยอันดับสามในเมนูส่วนตัว รองจาก ผัดกระเพราและแพนง ปกติจะชอบกินแบบขมๆ ยิ่งขมยิ่งอร่อย แต่พอมาทำเอง @neung บอกว่าไม่ชอบ จึงต้องหาวิธีทำแบบไม่ขม

วิธีที่พบก็หาเจอในอินเทอร์เน็ต ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ แต่ลองแล้วได้ผลดี

๑. หั่นมะระ เอาใส้ออก ล้างให้สะอาด ๒. เอามะระที่หั่นแล้วไปแช่น้ำเกลือ ใส่เกลือในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะต่อน้ำ ๑ ลิตร แช่ไว้ประมาณ ๑๕ นาที ๓. ต้มน้ำสะอาดให้เดือด เอามะระที่แช่น้ำเกลือแล้วใส่ลงไปต้ม ปิดมาให้สนิท รอประมาณ ๕ นาที ห้ามเปิดดูนะ ๔. เอาออกจากหม้อต้ม ไปแช่น้ำอุณหภูมิห้อง

จากตรงนี้ไป มะระจะลดความขมไปอย่างมีนัยยะสำคัญ จะยัดหมูหรือเอาไปทำอะไรก็ตามแต่สะดวกจ้า

แค่สุดท้ายแล้ว ผมเห็นว่า หากจะกินมะระไม่ขม แนะนำให้กินฟักดีกว่าครับ :-P

by keng at November 08, 2011 06:18 AM

November 07, 2011

Theerapong Kraiamornchai

[Life] ซื้อสเวนเซ่นที่ Ensogo

ช่วงนี้ค่อนข้างถูกดูดกลืนเข้าไปใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์บ่อยครั้งขึ้นทีละน้อย
 
วันหนึ่งในเดือนตุลา น้องสาวให้ช่วยออกตังล่วงหน้า เพราะว่าจะซื้อดีล Ensogo ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือวันเกิดแม่อยากจะซื้ออะไรให้ แล้วไปเห็นซื้อ 1 แถม 1 ของสเวนเซ่นพอดี
 
ทั้งบ้านเท่ากับ 2 ชุด สำหรับ 4 คน จัดไป 198 บาท ด้วยเหตุนี้ทำให้ได้ประสบการณ์ซื้อดีลเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ค่อนข้าง Anti กับเว็บดีลเพราะมันชอบให้ชวนเพื่อนสมัคร
 
ขั้นตอนจริงๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก สมัครบัญชี เลือกดีล แล้วก็จ่ายเงิน ผ่านได้หลายทางทั้ง Paysbuy เคาน์เตอร์เซอร์วิส โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่เครดิตการ์ด
 
ด้วยความที่บัตร VISA มันจะได้ส่วนลดเพิ่ม ก็เลยพึ่งใบบุญ K-cyberbanking ก็คราวนี้ ดีลนี้จึงเหลือไม่ถึง 180 บาท Embarassed (ทั้งที่จริงมันค่าเท่ากันกับโอนเงิน คือหักบัญชี)
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Ensogo
  1. จ่ายง่าย สำหรับนักช็อป เที่ยว กิน คงทำให้กระเป๋าแบนได้ไม่ยากเย็น
  2. บางดีลของ Ensogo ก็ใกล้ตัวจนเกินคาด ถ้าติดตามดีๆ บางทีอาจได้ใช้ในยามจำเป็น
  3. ทุกดีลทำงานคล้ายโปรโมชั่นร้านค้า คือมีวันหมดอายุ แต่ Ensogo ก็ค่อนข้างแฟร์เพราะเจรจาเลื่อนขอบเขตออกไปได้ในยามฉุกเฉิน เช่นกรณีน้ำท่วม ทางสเวนเซ่นแจ้งว่า Ensogo ให้เลื่อนสิทธิออกไปถึง 15 ธ.ค. จาก 15 พ.ย.
  4. การใช้ดีล คือปริ้นท์จากเว็บไซต์แล้วเอาไปยื่นที่หน้าร้าน เข้าใจว่าคงใช้กับร้านที่อ่านบาร์โค้ดได้เป็นหลัก กรณีสเวนเซ่นคือจะเอาไปเช็คก่อนว่าดีลนี้ใช้ไปแล้วหรือยัง และตอนจ่ายตังก็ยื่นไปพร้อมบิลไอศครีม
  5. อันนี้งงนิดหน่อยที่ตอนยื่นใบดีลไป ให้เขียนอีเมลกับเบอร์โทรศัพท์ ยังไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัด

ส่วนร้านสเวนเซ่นเองนั้นช่วงนี้ไม่สะดวกนัก นอกจากของจะหมดหลายอย่าง (กล้วยและวิปครีมซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักเกือบทุกเมนูของร้าน และไอศครีมรสยอดนิยมแถวบนๆ) ก็เข้าใจว่าพนักงานลดลงจากการหายกลับบ้านบ้างอพยพบ้างตามสภาพ แต่อะไรที่หมดก็มีให้เลือกอย่างอื่นทดแทน ความลำบากครั้งนี้ไปตกที่น้องครับ จิ้มเลือกอะไรไป หมดทุกอัน Embarassed

นอกเรื่อง บลูเบอร์รี่ที่เลือกมาแทนกล้วยอร่อยมากครับ คราวหน้าต้องไม่พลาดที่จะเปลี่ยน Kiss

ข้อสรุปสำหรับ Ensogo: ติดตามบ่อยๆ อาจมีดีลที่ตรงใจ ไม่กั๊ก
ข้อสรุปสำหรับสเวนเซ่น (ในช่วงน้ำท่วม): ถ้าไม่ซีเรียสเป็นโอกาสในการเลือกรสแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้กิน แต่ถ้าซีเรียสรอให้น้ำท่วมผ่านไปก่อนค่อยมาจะดีกว่า 

November 07, 2011 05:37 AM

Arthit Suriyawongkul

ว่าด้วย “ถุงยังชีพ” #thaiflood 2011

ไอ้เรื่องถุงยังชีพหรือของบริจาคนี่สารภาพว่าเบื่อนะ ด่ากันไปต่าง ๆ นานา

ยังยืนยันว่า การแยกบรรจุใหม่ยังไงก็จำเป็น ไม่ใช่สักแต่ว่าขน ๆ ไปโยน ๆ ให้ผู้ประสบภัย
โดยไม่รู้ว่าของข้างในมันใช้ได้ใช้ไม่ได้ หรือกำลังจะเน่าเหม็นหมดอายุหรือไม่

และถ้าคิดถึงเรื่องการขนส่ง การใส่ลงไปเฉพาะของที่จำเป็นและใช้ได้ ก็จะช่วยให้ขนของไปช่วยคนได้เยอะขึ้นด้วย

ความผิดพลาดหรือจะเรียกว่าห่วยในการจัดการอะไรก็ตาม มันเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่คิดนิดนึงได้ไหม ก่อนจะผสมโรง

นึกถึงบริจาคเลือดน่ะ เราให้เลือดเราไปรวม ๆ กัน ทั้งเกล็ดเลือด เม็ดเลือด ศูนย์รับบริจาคเขาก็เอาไปคัดก่อน ใช้ได้ไหม มีเชื้ออะไรไหม กรุ๊ปอะไร บางทีเม็ดเลือดใช้ไม่ได้ ก็เก็บไว้เฉพาะเกล็ดเลือด ฯลฯ แล้วถึงเวลาจัดเก็บเขาก็เก็บแยกส่วนกัน เพราะส่วนประกอบแต่ละส่วนของเลือด มันมีวันหมดอายุไม่เท่ากัน

เราบริจาคสิ่งของช่วยเหลือ ก็ให้คิดว่าเหมือนบริจาคเลือด อย่าไปยึดติด ว่าจะต้องอยู่ในถุงในสภาพที่ฉันบริจาคไป จะแยกส่วนไม่ได้ จะนั่นจะนี่ ขอให้ของแต่ละส่วนมันไปถึงคนที่ต้องการใช้จริง ๆ ก็พอไหม จะแยกร่างยังไงก็แล้วแต่เถิด — และประเด็นการตรวจสอบการทำงานของศปภ.มันควรจะอยู่ตรงนี้ ว่าของอะไรไปถึงมือใครอย่างเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่ว่ายังแปะชื่อฉันอยู่ไหม หรือมีอะไรในถุงบ้าง เพราะของที่จำเป็นสำหรับพื้นที่หนึ่ง อาจจะไม่จำเป็นสำหรับอีกพื้นที่ก็ได้

อย่างที่เคยคุยไปในสเตตัสก่อนหน้านี้แล้ว ว่าข้อมูลที่จุด ๆ เดียวมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากนัก มันใช้ตั้งคำถามได้ แต่มันไม่ใช่คำตอบโดยตัวมันเอง จะหาคำตอบก็ให้ดูมันทั้งกระบวนการ

เราตรวจสอบศปภ.เพื่อผู้ประสบภัย ไม่ใช่ตรวจสอบเพื่อสนองความกระสันในร่างกายของเรา

(จากสเตตัสเฟซบุ๊ก 7 พ.ย. 2554)


by bact at November 07, 2011 04:58 AM

November 06, 2011

Patipat Susumpow

ย้ายออฟฟิศ (2)

ต้นฉบับที่ Google+

วันนี้ผมอยู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์

ตอนแรกตั้งใจจะย้ายโอเพ่นดรีมออกไปตามจังหวัดต่างๆ แต่ด้วยภาวะที่บางคนบ้านที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ก็ถูกน้ำท่วมไปแล้ว การหาที่ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ – ใต้หลังคาเดียวกัน – นอกกรุงเทพฯ น่าจะเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและดำเนินการได้เร็วที่สุด

ผมและเพื่อนร่วมงานพยายามอธิบายทุกคนที่มีโอกาสได้คุยด้วยถึงความเสี่ยงในการอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ตั้งแต่ ความเสี่ยงทางตรงจากน้ำท่วม หรือความเสี่ยงทางอ้อมเช่น ภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากระบบการผลิตและขนส่งอาหารให้กรุงเทพฯ พัง โรคระบาด การเป็นภาระให้ผู้เข้ามาช่วยเหลือ ฯ ซึ่งการนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นไม่ใช่การหนี แต่เป็นการตั้งรับจากภายนอก หลบเลี่ยงจากการเป็นผู้ประสบภัยจนเป็นภาระของผู้อื่นต่างหาก

ตัวอย่างที่จะถูกยกขึ้นมาช่วงนี้คือ ขนาดโอเพ่นดรีม เตรียมการณ์เรื่องนี้มาล่วงหน้าเกือบ 1 สัปดาห์ พอถึงวันต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายจริงๆ ก็ยังมีความผิดพลาดเยอะมาก อาทิ ลืมเครื่องกรองน้ำ เครื่องสำรองไฟ Printer เอกสารทางภาษีบางอย่าง ไว้ที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเอาได้แล้ว ยิ่งนึกถึงการเคลื่อนย้ายแบบฉุกละหุกโดยไม่เตรียมการแล้ว ยิ่งน่ากลัวว่าความโกลาหลจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ที่รู้สึกน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกคือ วันนี้ในหัวหิน ผมไม่สามารถหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดได้อย่างง่ายอีกแล้ว 7-ELEVEn มีการระบุว่าสามารถซื้อได้เพียง 6 ขวดต่อคนต่อครั้ง Tesco Lotus น้ำดื่มบรรจุขวดหายไปจากชั้นวางของ ร้านค้าท้องถิ่นจี้อันตึ๊ง ก็ไม่มีน้ำขายเช่นกัน ขณะขับรถตามหาน้ำ ผมคุยกับ @neung @nazt @googiw ว่าแล้วกรุงเทพฯ จะเป็นขนาดไหน เมืองใหญ่ขนาดคนสิบล้านคน – หนึ่งในหกของประเทศ – ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ในภาวะขาดแคลนขนาดหนักมันจะเป็นความสับสนที่คาดเดาไม่ได้

หลายๆ ข้อมูลที่ผมมี รวมไปถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์จากคนที่ทำงานในแนวหน้า ออกมาใกล้เคียงกันคือ กรุงเทพฯ จะพบกับภาวะวิกฤติในเรื่อง อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และ ความปลอดภัย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หากออกมาได้ เคลื่อนย้ายตัวเองและครอบครัวออกไปยังเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้

คิดเสียว่า เปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัย มาเป็นนักท่องเที่ยว

by keng at November 06, 2011 05:42 PM

ปูมแฮ็ค infoaid.org

ต้นฉบ้บที่ Google+

ปูม “แฮ็ค” infoaid.org/alert

ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่เมื่อวาน แต่หมดแรงเลยย้ายมาเขียนวันนี้ด้วยความรู้สึก 2 อย่าง

  1. ขอบคุณทีมอาสาสมัครโอเพ่นดรีมทุกคนที่ช่วยกันพัฒนาระบบนี้ขึ้น สำหรับคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อในนี้ +ไอหมาคุง คือชื่อของฉัน @phisite @xihfkx @bact @nattapol_ke พวกเขาก็ยังมีส่วนร่วมในการช่วยรับภาระงานของคนอื่นๆ ที่ต้องกระโดดมาทำ infoaid
  2. บล็อกตายแล้ว

หลายๆ ครั้งคนถามว่า “โอเพ่นดรีม” ทำอะไร เกือบทุกครั้งก็จะตอบสิ่งที่อยู่ในใจว่า “สร้างเทคโนโลยีเพื่อร่วมสร้างนวัตกรรมทางสังคม” อันนี้จะ subjective หน่อย อีกแบบที่ตอบคือ “โอเพ่นดรีม ไม่ได้ไปช่วยให้น้ำไม่ท่วม แต่เราไปช่วยให้คนที่ช่วยน้ำท่วมทำงานได้เร็วขึ้น” อะไรเทือกๆ นี้

เราไม่ถนัดการทำงานหน้างาน ถ้าเอาเราไปแพ็คของ ใส่กระสอบทรายคงจะได้ productivity น้อยกว่าคนอื่นๆ มาก แต่สิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เรามี คือเครื่องมือทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้ผู้ที่รอรับข่าวสารเรื่องน้ำท่วมลดความตื่นตระหนกลงจากข่าวลือ ด้วยข้อมูลตรงจากสำนักระบายน้ำ

เศร้านิดหน่อยตรงที่เรายังไม่สามารถหาข้อมูล real time นอกกรุงเทพฯ ได้ หวังว่า http://infoaid.org จะเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวของ #opendata อย่างจริงจังได้ อย่างน้อยก็ในเรื่องภัยพิบัติ

ผมหวังว่า Post อันนี้จะช่วยอธิบาย “วิธีคิด” ของโอเพ่นดรีม ได้ส่วนหนึ่ง :)

11 ต.ค. 2554 ประมาณ 21.00 น.

ตัดสินในนอนเฝ้าน้ำที่โอเพ่นดรีม นอนชั้นล่างกับหมาน้อย

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.00 น.

เริ่มมีข่าวว่าน้ำมาแล้ว น้ำมาแล้ว ด้วยความที่ออฟฟิศโอเพ่นดรีม มันมีติ่งหนึ่งติดกับคลองลาดพร้าวที่เป็นหนึ่งในจุดที่ “เขา” ว่ากันว่าน้ำมันจะท่วมเป็นจุดแรกๆ เราก็เลยเริ่มมองหาข้อมูลน้ำ โชคดีที่ สำนักระบายน้ำ กรุงเทพฯ มีเว็บ http://dds.bangkok.go.th ที่มีระบบ monitor น้ำคลอง, น้ำท่วมถนน และ โทรมาตร ที่่มี visualisation ค่อนข้างดีมาก เรายก iMac จอ 27 นิ้วมา 1 เครื่องตั้งไว้ชั้น 1 ของออฟฟิศ เปิดดูน้ำตรง คลองลาดพร้าว, ถนนรัชดาหน้าโรบินสัน และ แยกรัชดาลาดพร้าว

ดูข่าวคุณตันน้ำท่วมโรงงานแล้ว ก็พูดกันเล่นๆ ว่า เราน่าจะเขียนโปรแกรมจนน้ำท่วมแล้วเรียกสรยุทธ์มาถ่ายทำรายการบ้าง

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 13.00 น.

นั่งกินข้าวกลางวันกับ @neung @panuta @InIce คุยกันเรื่อง นอนเฝ้าน้ำเข้าออฟฟิศ @neung พูดว่าถ้ามี SMS เตือนก็ดีเนอะ

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.00 น.

นั่งแงะๆ ดู http://dds.bangkok.go.th ด้วย Firebug พบว่าข้างหลัง Flash เขาจะ request ไปยัง feed ข้อมูลน้ำเป็น XML แยกตามแต่ละสถานีอยู่แล้ว เรียก @InIce @boyone @neung มาดู แล้วร้องว่า เสร็จกู

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.20 น.

ป๋า @boyone เปิด Pentaho ขึ้นมาเพื่อลองดู feed ระดับน้ำจากตำแหน่งต่างๆ ในกรุงเทพฯ มี +Chongsawad Saiaram ช่วยทำ ลองดูแล้วพบว่าน่าจะเอามา feed เข้า MySQL ตามเวลาไปเรื่อยๆ แล้วทำระบบเตือนผ่าน SMS ได้

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 19.00 น.

ทีม @boyone @InIce นั่งเขียน Pentaho flow ดูดน้ำกันอย่างเมามัน ยังแหยงๆ ว่า server เขาจะล่ม

ตอนแรกว่าจะทำระบบใช้กันเองภายใน แต่ด้วยความสนุกเลยตัดสินใจทำเป็นระบบให้ภายนอกใช้ด้วย

ตอนนี้ติดต่อ dtac เพื่อแจ้งใช้ MT Sender ให้เป็น OpenMsngr เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ OpenMessenger ที่น้า +Twin Panichsombat +Thawatchai Jong ทำในอนาคต

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 20.00 น.

ทีม UX design @fufudogu @khuntuck @googiw เริ่มเข้ามาอาสาช่วยออกแบบ flow การรับสมัครข้อมูลน้ำ

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 21.00 น.

ทีม Developer มี @noomz @rutcreate อาสาเข้ามาช่วยเขียนระบบข้างหลัง แบ่งเป็น ระบบค้นหาจุดวัดน้ำ, ระบบสมัครรับข้อมูลน้ำ, ระบบส่งข้อความผ่าน SMS gateway ตอนแรกว่าจะใช้ PHP ธรรมดา เราอยากผลักดันให้ใช้ Yii แต่ไม่คุ้นมือ เลยจบลงที่ Drupal

ทีม Pentaho @boyone @InIce ตอนนี้สร้าง schema ของข้อมูลน้ำ + ข้อมูลถนน อยู่

ตอนนี้เริ่มสั่งอาหารมากินแล้ว เพราะพบว่าไม่ใช่ระบบเล็กๆ แล้ว เดี๋ยวหิวตาย

12 ต.ค. 2554 ประมาณ 22.00 น.

เริ่ม “แฮ็ค” กันทั้งระบบอย่างพร้อมเพรียง

ทีม Pentaho @boyone @InIce ดูดข้อมูล feed น้ำ สร้าง schema

ทีม UX @fufudogu @khuntuck @googiw เริ่มวาดหน้าจอเว็บ

ทีม Developer @noomz @rutcreate เขียนโปรแกรม

ตัดสินใจใช้ชื่อ http://infoaid.org/alert เพราะเป็นโดเมนที่จดไว้ตั้งแต่ปี 2008 ตอนไปช่วยพี่ @nuling ทำข้อมูลช่วยคนพม่าตอนพายุนากิสเข้า แล้วคิดว่ามันตรงวัตถุประสงค์ดี – ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือ

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 04.30 น.

โครงของระบบทั้งหมดขึ้นมาหมดแล้ว หมดแรง บอกทีมว่าให้เข้ามาทำต่อตอนพระอาทิตย์ขึ้น

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 12.00 น.

ข่าวมวลน้ำยังโผล่มาเป็นระยะ ทีมพัฒนาทั้งหมดยังคงอาสาทำงานกันอย่างเต็มที่ นานแล้วที่ไม่ได้เห็นบรรยากาศการ “แฮ็ค” แบบเหนื่อยแต่สนุก

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 16.00 น.

@fufudogu @khuntuck @googiw วางโครงหน้าเสร็จหมดแล้ว @packyy เข้ามาช่วยวาดโลโก้ @donuzz เข้ามาช่วยปรับ flow UX เพื่อให้ผู้ใช้ไม่งง

คุยกับทีมพัฒนาทั้งหมดแล้วคิดว่าน่าจะ Go-live ได้ตอนค่ำๆ

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.00 น.

เกือบ 24 ชั่วโมงตั้งแต่เริ่ม “แฮ็ค” พบว่ายังมีบั๊กอยู่พอสมควร แต่โครงสร้างโดยรวมดูดีหมดแล้ว

ประกาศในโอเพ่นดรีมว่าวันพรุ่งนี้ 14 ต.ค. ให้เป็นวันหยุดไปช่วยคนอื่น หากไม่รู้จะช่วยใคร ให้มาช่วยทีมทำ infoaid :)

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 20.00 น.

ตั้งใจจะ Go-live กันตอนประมาณสามทุ่ม เพราะไม่อยากให้ทีมนอนดึกไปกว่านี้ แต่ยังมีปัญหาเรื่อง logic ของการเตือนระดับน้ำ คุยกันตัดสินใจว่า

  • ระดับน้ำในคลองจะเตือนตามที่สำนักระบายน้ำเตือน ใน feed เขามี flag นั้นอยู่
  • ระดับน้ำบนถนน จะเตือนเมื่อน้ำท่วมถนนเกิน 30 ซ.ม. เพราะถือว่าเป็นระดับที่สูงจนรถมอเตอร์ไซค์ไปไม่ได้

13 ต.ค. 2554 ประมาณ 23.00 น.

บอกเล่นๆ ว่าจะ Go-live ตอน 01.23 น. ของวันที่ 14 ต.ค.

@fufudogu @khuntuck @googiw @packyy @donuzz มาช่วยกันปรับหน้าเว็บให้ดูดี

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 03.00 น.

ทดสอบรอบสุดท้าย แต่ยังไม่ได้ทำ integration test ระหว่างฝั่ง Pentaho กับเว็บ แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาแล้ว น่าจะจัดไปได้เลย

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 03.30 น.

เปิดตัวทาง Twitter จึ๊กแรก https://twitter.com/#!/kengggg/status/124565892423090176

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 09.00 น.

ประมาณ 6 ชั่วโมงหลังจาก Go-live

ตื่นเช้ามาพบกับการส่งต่อข้อมูลเรื่อง http://infoaid.org กันอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครรับข้อมูลเกือบ 1,000 คน ทีมพัฒนาเริ่มเข้ามาออฟฟิศกันแต่เช้า [@crosalot](http://twitter.com/crosalot] กับ @nazt เข้ามาช่วย @noomz @rutcreate ในฝั่ง Developer

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 10.30 น.

น้า @roofimon และ @somsak บอกว่า http://infoaid.org เริ่มกินทรัพยากรณ์ของระบบค่อนข้างหนักมาก พยายามหาจุดคอขวดที่นึกได้ 2 ที่คือ

  • ระบบ Ajax live search
  • ระบบส่งข้อความ

[@crosalot](http://twitter.com/crosalot] @nazt @noomz @rutcreate ช่วยกันหาจุดผิดพลาด

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.00 น.

ตอนนี้คนเข้ามาใช้เว็บเป็นจำนวนมาก ตัวเลขผู้สมัครรับข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 60 คนต่อนาที @somsak บอกว่าระบบจะล่มแล้ว [@crosalot](http://twitter.com/crosalot] @rutcreate แก้โดยเพิ่ม delay ของ Ajax Live Search ชั่วคราว @somsak แนะนำว่าให้ใช้ Memcache ด่วน

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.30 น.

เว็บเริ่มออกอาการ “สะอึก” แต่คนสมัครรับข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 50 คนต่อนาที UIP เกิน 10,000 แล้ว

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 12.00 น.

พบบั๊กร้ายแรงจากการไม่ได้ทำ integration ระหว่าง Pentaho และ Web หลอนกันหมด @nazt @rutcreate ช่วยกันแก้ พบว่าเกิดจาก @InIce แก้อะไรนิดหน่อยแล้วลืม Test แล้วออกไปกินข้าว

[@crosalot](http://twitter.com/crosalot] บอกว่า ในช่วงชีวิตของคนมันจะต้องแก้บน Production แล้วพังสักครั้ง มันจะได้จำ

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 14.00 น.

Load คนที่เข้า http://infoaid.org มหาศาลมาก พยายามใช้ Memcache แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ครงกันทำให้ต่างคนต่างเข้าใจไปคนละแบบ แต่สุดท้ายก็เข้าใจตรงกัน ตอนนี้มีผู้สมัครรับข่าวสารประมาณ 2,000 คน UIP เกือบ 15,000 สุดท้ายต้องยอม down ระบบ https://twitter.com/#!/kengggg/status/124758210644152320 เพื่อแก้ Ajax Live Search ไปใช้ Memcache

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 15.00 น.

ถือโอกาสปรับแก้ไขหน้าจอ @packyy ทำโลโก้ให้ใหม่

14 ต.ค. 2554 ประมาณ 16.00 น.

http://infoaid.org กลับมาทำงานได้ตามไปปกติ และทนทานต่อการทำงานมาจนถึงบัดนี้

15 ต.ค. 2554

ขุดหาข้อมูลอื่นๆ จาก กรมชลประทาน แต่ยังหาข้อมูลที่ “ใช้ได้” ไม่ได้

้เริ่มถูกกล่าวถึงในสื่อต่างๆ คืนนั้นเห็นแว้บๆ ใน ThaiPBS

17 ต.ค. 2554

มีผู้สมัครรับข่าวสารเกือบ 5,000 คน ข้อความถูกส่งออกไปเกือบ 20,000 ข้อความ UIP ประมาณ 25,000

by keng at November 06, 2011 05:39 PM

ย้ายออฟฟิศ

ต้นฉบับที่Google+

20 ตุลาคม 2554 เป็นวันที่น่าตื่นเต้นวันหนึ่งสำหรับ โอเพ่นดรีม

เมื่อเช้าหลังจากประชุมกันในหมู่ Senoir โอเพ่นดรีม ตัดสินใจย้ายทีมทั้งหมดออกจากกรุงเทพฯ ไปยังที่ปลอดภัย

สาเหตุหลักที่ตัดสินใจย้ายออกไม่ใช่กลัวน้ำท่วม แต่เป็นเรื่องสภาพของโครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสาร อาทิ อินเทอร์เน็ตที่อาจจะใช้ไม่ได้, การสือสารที่อาจจะล่ม และเส้นทาง logistic ที่ส่งอาหารและสาธารณูปโภคที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ที่จะส่งผลให้กรุงเทพฯ น่าจะขาดแคลนอาหารในช่วงอาทิตย์หน้า

ผมตัดสินใจกับ @neung @roofimon @panuta ว่า หากเราอยู่ที่เดิม เราอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะศักยภาพของโอเพ่นดรีมขึ้นอยู่กับการสื่อสารเป็นหลัก หากอยู่ที่เดิมจะกลายเป็นผู้ประสบภัยและต้องรอให้คนอื่นมาช่วย การออกไปข้างนอกและตั้งฐานในที่ปลอดภัยจะเกิดศักยภาพในการทำงานมากกว่า

นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ โอเพ่นดรีม จะทดสอบการทำงานทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต ตอนนี้จะมีทีมแบ่งเป็น 3 ทีมตามจังหวัดต่างๆ ที่น่าจะปลอดภัย โดยยังมีทีมส่วนหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ผมเริ่ม migrate เครื่องมือต่างๆ ออกไปยัง Amazon EC2 เผื่อกรณีที่ระบบ server และการสื่อสารในกรุงเทพฯ ล่ม

ผมเชื่อว่าด้วยเครื่องมือที่เราใช้กันตอนนี้จะเอื้อให้เราสามารถทำงานทางไกลได้อย่างไม่มีปัญหา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี -/-

by keng at November 06, 2011 05:26 PM

October 28, 2011

Arthit Suriyawongkul

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก

เมื่อเท้าเราเหยียบอยู่บนกระเบื้องปูถนนที่หลุดร่อน เมืองที่เราสัมผัสเป็นแบบหนึ่ง
เมื่อตัวเราอยู่ในรถและมองออกไป เมืองที่เราเห็นก็เป็นอีกแบบ

ความรู้สึกกับเมืองที่ 60 กม./ชม. ย่อมต่างไปจากความรู้สึกกับเมืองที่ 4 กม./ชม.

“windshield perspective” หรือมุมมองจากกระจกหน้ารถ เป็นคำอธิบายหนึ่งในแวดวงผังเมือง ว่าทำไมเมืองหลายเมืองในโลกนี้ที่ถูกสร้างหรือพัฒนาขึ้นใหม่หลังการปฏิวัติรถยนต์ จึงมีสภาพที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินถนนเอาเสียเลย

สถาปนิกและนักนโยบายสาธารณะที่มองความเป็นไปของเมืองจากรถยนต์ของพวกเขา

ทางเท้าที่สวยงาม ด้วยพุ่มไม้และน้ำพุ เมื่อมองจากกระจกรถ — เครื่องประดับประดาเดียวกันนี้คือสิ่งกีดขวางบนทางเท้า

“windshield perspective” — a point of view in which people on the other side of the glass are somehow always responsible for everything that happens to them.

ความตายของคนเดินเท้านั้นเป็นเพราะความโง่งี่เง่าของพวกเขาเอง

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก


by bact at October 28, 2011 12:07 PM

October 19, 2011

Theerapong Kraiamornchai

[OS] Fedora tryout + Lubuntu

ทีแรกที่จะลองของเมื่อ Entry ก่อน นั่นคือ Fedora ด้วยความจริงที่ว่า GNOME 3 มันยังร่วมโลกกับ Ubuntu ไม่ได้

ข้อสรุปสั้นๆ คือ FAIL ไปเรียบร้อย โดยคราวแรกขบ option ของการติดตั้งลงบนฮาร์ดดิสก์ไม่แตก แถมดันไม่เห็น NTFS เข้าใจว่ามันคงไม่สนใจ Format ข้อมูลทั้งหมดในเครื่องเหี้ยน ส่วนรอบสองดัน Unmount disk จนร่วง
 
ขอบคุณพระเอกขี่ม้าขาว TestDisk with LiveCD ช่วยดึงข้อมูลกลับมา 95% ซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้สำหรับเครื่องที่ชอบเก็บของเก่าทิ้งไว้ แต่ต้องลง Windows ใหม่ ทั้งสองรอบ -_-"
 
หลังการลองของแบบค่อยเป็นค่อยไปมา 3 วัน และไม่เข็ดกับการทำข้อมูลหาย ได้ความจริงบางอย่าง
  1. การ mount disk ของ Fedora เสี่ยงต่อการพลาด unmount แล้ว partition พังง่ายมาก เข้าใจว่าเป็นบั๊กส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือปุ่ม Eject หรือ Unmount device ใหญ่ควาย รอให้กดอยู่ข้างล่าง จึงจัดไป (Ubuntu 10.04 เมื่อ Unmount ไม่ได้พัง partition แต่อย่างใด)
  2. Fedora เลือกให้การติดตั้งแบบ "ใช้พื้นที่ทั้งหมด" ไปอยู่บนสุด นั่นคือมัน format ทั้ง harddisk และ partition แล้วค่อยจัดที่ให้ตัวเองใหม่ นับเป็นการ Clean install อย่างแท้จริง ซึ่งไม่เหมาะนักสำหรับผู้ใช้ Dual OS ถ้าภาษาไม่แข็งแรงเดาอันแรกไป ร้องไห้
  3. เครื่องมือแบบ GUI ดีๆ ไม่ค่อยมี แม้ Unity จะออกแบบมาเพื่อ Touch แต่การใช้งานไม่ได้ยากเย็นเท่า Fedora ด้วยเหตุผลว่าเครื่องไม้เครื่องมือใน Ubuntu มีเยอะและ configuration UI บน Ubuntu แถมมาในตัว Fedora อาจเหมาะสำหรับ hardcore programmer มากกว่าก็เป็นได้
  4. ความเลวร้ายจากบั๊กที่คาดไม่ถึง ดวงซวยเจอบั๊กของ Firefox ของ Fedora อยู่ดีๆ ก็เชื่อมต่อเว็บทุกเว็บไม่ได้ดื้อๆ ไม่ชินการติดตั้งแบบ Ubuntu สมัย 2-3 ปีก่อน และโดน Software Installation Error ในเวลาเดียวกัน จังหวะเดียวกับตอนที่รับรู้ว่ามัน Format ฮาร์ดดิสก์ใหม่ทั้งลูก
  5. GNOME Shell ได้รับการแก้ไขบน Ubuntu แล้ว Ubuntu 11.10 ที่เพิ่งออกไม่นานนี้ ดูเหมือนจะแก้ปัญหา GNOME Shell ด้วยการ Update ซึ่งเท่ากับว่าปัญหาของ GNOME 3 Shell เพราะ Ubuntu ดันใช้ GNOME 2 จะหมดไป

ตัวเลือกเสริมหลังการยอมแพ้ Fedora คือ Lubuntu ซึ่งทดลองใช้ผ่าน Live CD เพราะ Partition Table ยังรวนอยู่ ไม่มีตัวเลือกนอกจากต้องหา External HDD ที่มีพื้นที่ราว 200GB ให้ใช้ backup data ก่อนถึงจะแก้ได้

โดยพื้นฐาน Ubuntu แล้วถือว่า Lubuntu ซึ่งใช้ LXDE เป็นหน้าเป็นตาแทน GNOME ทำงานได้ไม่แพ้รุ่นใหญ๋ แม้ในสเปคขั้นต่ำบอกว่ารองรับ Pentium II 200MHz, RAM 128MB ได้ การทดสอบผ่าน LiveCD ตอบสนองการสั่งงานได้ลื่นไหลดี

แต่ด้วยเหตุผลเดียวกับ Fedora คือหลายๆ อย่าง Ubuntu มีเครื่องไม้เครื่องมือมาแล้ว และมีความลำเอียงเรื่องความขี้เกียจตั้งค่า base script ให้วุ่นวาย สุดท้ายเลยตัด Lubuntu ไว้ในฐานตัวเลือกสำรอง กรณีเครื่องไม่ไหวกับ Ubuntu ตัวหลักแล้วจริงๆ

สรุปตอนนี้ยังจับคู่ Windows + Ubuntu ไว้เหมือนเดิม (เพียงแต่งานเข้าต้องซื้อ External HDD มาเพิ่ม) /:3

ให้คะแนนการใช้งานแบบเอียงๆ: Windows 7 = 7, Ubuntu = 7, Fedora = 3 (เจอ Experience เลวร้าย) และ Lubuntu = 5

คะแนนเต็ม 10 ส่วนที่ขาดหายไปคือ ผมหวัง Bash บน Windows และหวัง UX ที่ง่ายกว่านี้บน Ubuntu ครับ :P

October 19, 2011 01:15 PM

Arthit Suriyawongkul

มากกว่า 112

นอกจากกฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว การปกป้องกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์ หรือสภาวะยกเว้นของกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์นั้น สามารถพบเห็นได้ในกฎหมายอื่น ๆ อีกด้วย (ซึ่งก็ตั้งคำถามได้ ว่ามันซ้ำซ้อนหรือสร้างปัญหาในแง่ระบบยุติธรรมหรือไม่)

ตัวอย่างเช่น มาตราต่าง ๆ ใน หมวด 2 “พระมหากษัตริย์” ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2550)

ใน หมวด 2 “ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย” ของพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

มาตรา 14 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้

สถิติการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์และการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เริ่มประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มันถูกใช้เป็น “มาตรา 112 ฉบับออนไลน์”

ล่าสุด พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำลังถูกแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการห้ามพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นการเฉพาะ จากเดิมมีเพียงการห้ามนำเข้า และเพิ่มโทษปรับจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกนั้น 3 ปีเท่าเดิม (ดูร่างฉบับ PDF)

ไอเดียของร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฉบับใหม่นี้ คล้ายกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน นั่นคือ ให้อำนาจรัฐในการระงับการเข้าถึงข้อมูล “ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” (กรณีอินเทอร์เน็ตคือ ปิดหรือบล็อคเว็บ, กรณีสิ่งพิมพ์คือ ห้ามพิมพ์หรือห้ามนำเข้า) และกำหนดโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม

มาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญระบุว่า

มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มีคำถามน่าสนใจว่า หากสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จะยังใช้บังคับคุ้มครองสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์ในกรณีนั้น ๆ ได้อยู่หรือไม่

หรือจะไปใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญที่ว่า

มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อย กฎหมายลักษณะนี้ ใส่มันไปหมดทุกที่ เหมือนรูปที่มีทุกบ้าน

ถาม-ตอบว่าด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 – Article 112 Awareness Campaign


by bact at October 19, 2011 12:53 PM

October 16, 2011

Arthit Suriyawongkul

โชติช่วงชีวิตแห่งการแชร์: ชัชวาล บุญปัน

"Patience" - The Milky Way

ผมชอบอาจารย์ ชัชวาล บุญปัน มาก ๆ

ผมรู้จักการสังหารหมู่กวางจูในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก จากการฉายหนัง May 18 ของชัชวาล

ชัชวาล(เคย)เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ มช. เป็นคนที่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง และพยายามจะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา ความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสังคม

ปี 2010 ผมหลุดเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเรียนสัมมนาของชัชวาล ผ่านการแนะนำของเพื่อนใหม่ชื่อโฟน ซึ่งก็เพิ่งรู้จักกันวันที่ฉายหนัง May 18 นั่นแหละ สัมมนาพูดถึงมนุษย์กับสงคราม แง่มุมทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ … สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในตึกภาควิชาฟิสิกส์-ในประเทศไทย

ห้องเรียนสัมมนาดำเนินไปในลักษณะการสนทนากันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เอาเข้าจริงคือ ทุกคนต่างเรียนจากอีกฝ่าย ในอากาศเต็มไปด้วยคำถาม และทุกคนคิดกับมัน โฟนบอกว่า ห้องเรียนของชัชวาลก็เป็นแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาชอบ

โฟนเป็นนักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมมักจะพบเขาในงานสัมมนาประเด็นทางสังคม วรรณกรรม หรือภาพยนตร์

Contact เป็นหนังไซไฟที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง (มันน่าจะอยู่ในหมวดเดียวกับ Gattaca) บทหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน โดย คาร์ล เซแกน เซแกนเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สนใจการสื่อสารประเด็นวิทยาศาสตร์กับสาธารณะ

ในทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีความขัดแย้งหนึ่งที่เรียกว่า Fermi paradox มันคือความขัดแย้งของตัวเลขประเมินจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมในแกแล็กซีทางช้างเผือก (สมการของเดรกDrake equation) ซึ่งมีเยอะกว่าหลักฐานที่เราเคยค้นพบอยู่มาก-เพราะเรายังไม่เคยค้นพบเลย สำหรับนักฟิสิกส์ดารารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้มีนัยยะว่า อารยธรรมนั้นเกิดขึ้นมากมายแต่มีอายุสั้นมาก นั่นคือ ที่เราหาพวกเขาไม่พบ เพราะอารยธรรมเหล่านั้นทำลายตัวเองไปหมดแล้ว

Fermi paradox ทำให้เซแกนสนใจการเมืองและเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนามและการต่อต้านนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 80 — เขาเคยถูกจับขณะพยายามปีนข้ามรั้วเข้าไปในเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เนวาดาระหว่างการชุมนุมประท้วง

เซแกนสอนวิชาการคิดเชิงวิพากษ์ที่คอร์เนลจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1996

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชัชวาลมีความสนใจในประเด็นทางสังคม รู้แต่เพียงว่า นี่คือตัวอย่างของอาจารย์ที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องมีมากขึ้น เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า “วิทยาศาสตร์เกี่ยวอะไร?” — สมการของเดรกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขภายหลัง มีพารามิเตอร์หนึ่งคือ “การล่าอาณานิคม(ดวงดาว)” เราต้องมีระบบการศึกษาแบบไหนที่อนุญาตให้คนคิดข้ามกรอบสาขาได้ขนาดนี้ ?

การศึกษาที่ไม่จัดคนอยู่ในกล่อง เพื่อจะให้คนในกล่องไปจัดคนลงกล่องต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

แม้จะเกษียณไปแล้ว ทุกวันนี้ชัชวาลก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายทอดสิ่งที่เขาเชื่อให้กับนักศึกษา ผ่านการบรรยายพิเศษตามวาระต่าง ๆ

 

บันทึกสืบเนื่องจากข่าวงานเสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยสำนักข่าวประชาธรรม; ปรับปรุงจากสเตตัสเฟซบุ๊ก

ภาพประกอบโดย by Luke Peterson Photography สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา


by bact at October 16, 2011 03:20 AM

October 14, 2011

Arthit Suriyawongkul

Country IS Body. Bangkok IS Head. #thaiflood

เห็นด้วยในหลักการว่า จำเป็นต้องรักษาบางส่วนที่สำคัญเอาไว้เพื่อให้รักษาส่วนอื่น ๆ ต่อไปได้ … แต่:

1) ทำไมต้องเป็นกรุงเทพ
2) ทำไมต้องมีที่เดียว ประเทศมันตั้งใหญ่
3) เมืองมันตั้งใหญ่ เวลาบอกว่ารักษาไว้ จะจิ้มตรงไหนของเมือง เหตุผลคืออะไร สมมติ เอสพลานาดนี่มันเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือไหม

สำหรับคนจำนวนมาก คำพูดแบบ “ต้องรักษาส่วนน้อยไว้ เพื่อรักษาส่วนใหญ่” พูดยังไงมันก็ถูก – ถูกแบบเหมาโหลเลย ไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ แล้ว – เพราะเราเป็นคน เป็นคนที่มีหัว อยู่ได้ด้วยหัว

ดังนั้นมันเป็น ‘ธรรมชาติ’ มากสำหรับเรา ที่จะอยู่ในโหมดคิดที่เอาอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย> มามองสิ่งต่าง ๆ

พอเทียบบ้านเมืองเป็นร่างกาย หัวเลยสำคัญ มาก และต้องมีหัวเดียวด้วย

ซึ่งพอบวกกับแนวคิด “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มันเลยเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหลายศูนย์กลางในการจัดการ/จัดการตัวเอง (จะมีอาณาจักรล้านนาหรือปัตตานีไม่ได้) เพราะมันไม่ฟิตกับอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย>

การกระจายอำนาจและทรัพยากร (และการกระจายความชิบหายวายป่วงทั้งหลาย) จะไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ายังไม่เลิกคิดในโหมดเหล่านี้

บ้านเมืองต้องไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกอย่างต้องรับใช้และเอาทรัพยากรมาป้อนหัว หัวสั่งอย่างเดียว

ประเทศมันต้อง ‘แบ่งแยก’ ได้ หัวมันเดียวจะ fits all ได้ยังไง

UNIQLO มัน made for all เพราะมันทำเสื้อหลายแบบหลายไซส์ ไม่ใช่ว่าทำแบบเดียวไซส์เดียว แล้วบังคับให้ทุกคนใส่เหมือน ๆ กัน รักเหมือน ๆ กัน ยืนเหมือน ๆ กัน

 

เพิ่มเติม คนละประเด็นกัน เพิ่งคิดคำถามได้ตะกี้

ถ้าทางราชการแจ้งว่า มีผลการศึกษาวิจัยชัดเจนที่ชี้ว่า จำเป็นต้องทุบบ้านคุณทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว คุณจะยอมไหมครับ?

ให้ไปอยู่ที่อื่น มีค่าชดเชยให้คุ้มค่า ประกอบอาชีพทำมาหากินแบบเดิมได้ คุณจะยอมไหมครับ ทุบบ้านที่เคยอยู่ทิ้ง


by bact at October 14, 2011 11:27 PM

October 13, 2011

Opendream's Blog

ข้อมูลเพื่อการเตรียมตัวรับมืออุทกภัยปี 2554

เว็บไซต์ infoaid.org
เว็บไซต์ http://infoaid.org

ในช่วงห้าปีหลังที่ผ่านมา เราพบว่าในช่วง กรกฎาคม - พฤศจิกายน ของทุกปี จะเป็นช่วงที่หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยจะต้องเกิดอุทกภัยอยู่เสมอ และทุกๆ ปีนั้น เราก็จะพบกับเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความวุ่นวายทั้งในการจัดการตัวเองของผู้ประสบภัยและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความวุ่นวายเหล่านั้นคือความสับสนของข้อมูลที่ส่งให้ผู้รับสาร

โอเพ่นดรีมมีความเชื่อว่า ข้อมูล/ข่าวสาร ควรจะถูกส่งจากแหล่งกำเนิดไปยังผู้รับสารอย่างไม่ถูกบิดเบือน โดยเฉพาะข้อมูลสาธารณะที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้รับสามารถจัดการตัวเอง/ครอบครัว/ชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่วุ่นวาย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่เราทดลองหลายๆ อย่างกับข้อมูลเปิดสาธารณะในประเทศไทย ข้อมูลที่ไม่ถูกบิดเบือนจากต้นทางหรือตัวกลาง จะช่วยเสริมศักยภาพการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ

read more

by keng at October 13, 2011 05:18 PM

Arthit Suriyawongkul

ใช้โปรแกรมเข้ารหัสก็ยังไม่ปลอดภัย ถ้าโดนดักก่อนหน้านั้น

ตำรวจเยอรมนียอมรับ ใช้โทรจัน R2D2 สอดแนมประชาชนจริง

@jiew ส่งข่าวนี้จากบล็อก Naked Security มาให้ดู ก็เลยแปล จากข่าวนี้ก็ทำให้พบว่า Skype หรือโปรแกรมเข้ารหัสอะไรต่าง ๆ นั้นก็ไม่ได้ช่วยทำให้การสื่อสารของเราปลอดภัย ถ้าเกิดเราไม่ดูแลเครื่องของเราให้ดี ให้รอดพ้นไปจากพวกมัลแวร์สปายแวร์ทั้งหลาย ที่ดักข้อมูลในจังหวะที่ยังไม่ถูกเข้ารหัส … ปัญหาคือแล้วจะไปรู้ได้ยังไง ว่าเครื่องเรามีสิ่งเหล่านั้นติดตั้งอยู่

หรือควรจะใช้วิธีทำงานบน Live CD ? แบบเขียนไม่ได้ :p


by bact at October 13, 2011 11:02 AM

October 12, 2011

Arthit Suriyawongkul

October 05, 2011

Arthit Suriyawongkul

BNE WAS HERE (@PouYingluck)

BNE WAS HERE (@PouYingluck)

“this” is a “hack”.

// or (imaginary) practical joke


by bact at October 05, 2011 06:26 AM

October 01, 2011

Theerapong Kraiamornchai

[ภูมิปัญญาชาวบ้าน] แปลง Word เป็น PDF ไม่ต้องมี MS Office ก็ทำได้

มีคนกล่าวว่าถ้าจะทำสาระมารวมๆ เป็น Blog ควรจะเขียนเป็น Buffer เอาไว้ให้พอกับการออกประจำ (แบบนิตยสารที่ออกเป็นรายปักษ์) อาจต้องหาเวลามาทำบ้าง
 
เข้าเรื่อง จากปัญหาในชีวิตประจำวัน (อยู่บน Platform อย่าง Ubuntu มี Libre Office เป็นเพื่อน) ของที่มักเจอเป็นประจำคือลูกค้ามักจะส่งเอกสารที่สร้างจาก Microsoft Word มาให้ ซึ่งมีบางอันมันควรเป็น pdf เพราะดูเหมือนหนังสือที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไร คนอ่านก็คงไม่คิดจะแก้ด้วย Kiss
 
แม้ Libre Office จะเปิดไฟล์ .doc / .docx ได้ แต่ไม่ได้การันตีหน้าตา (พอๆ กับการเปิดเว็บบน Ubuntu) มันจึงไม่เคยเหมือนต้นฉบับ
 
โชคดีที่วันนี้ Microsoft มีบริการ Office Web App ให้สำหรับคนที่มี Live Account (หรือก็คือบัญชี Hotmail / MSN) สามารถสร้างหรือ Import File ที่เป็นเอกสาร doc / docx ขึ้นไปเปิดอ่านก็ได้ แม้แต่จะแก้เอกสารก็ไม่ยากเย็นครับ Cool
 
สำหรับคนที่ไม่มีก็ Register Account ตามปกติสามัญของเว็บ ขอไม่กล่าวถึงนะครับ
 
1. หลังจาก Login แล้ว เข้าไปที่เมนู SkyDrive จะมีตัวเลือกย่อย เลือก Document (ภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 เข้าสู่ Microsoft Web App ผ่าน SkyDrive
ภาพที่ 1 เข้าสู่ Microsoft Web App ผ่าน SkyDrive
 
 
2. หน้าตา SkyDrive ล่าสุดจะมีทั้งจัดการรูปภาพและเอกสาร เนื่องจากข้อแรกเราเลือกเป็นเอกสารจึงสามารถกดเพิ่มไฟล์ได้เลย (Add files) ตามรูปที่ 2
 
หมายเหตุ: สำหรับคนที่จะทำรายงานหรือเอกสาร Word เองก็เลือกสร้างตามไอคอนที่อยู่ด้านซ้ายของ Add files ได้ครับ
 
รูปที่ 2 หน้าต่าง SkyDrive
รูปที่ 2 หน้าต่าง SkyDrive
 
 
3. ตัว SkyDrive เองจัดหมวดหมู่ของเอกสารให้จำนวนหนึ่ง ในลักษณะเดียวกับ Windows คือแยก Public, Share และ My Documents ในที่นี้ผมต้องการแค่แปลง PDF เลยใช้เป็น My Documents ครับ
 
รูปที่ 3 เลือก Folder สำหรับจัดเก็บเอกสารที่ Import
รูปที่ 3 เลือก Folder สำหรับจัดเก็บเอกสารที่ Import
 
 
จากนั้นจะมีกล่องให้ลากวางไฟล์จากในเครื่องเข้าไป (สำหรับ Ubuntu จะเป็นกล่อง Browse.. ให้ Upload File ตามปกติ) ลากครบแล้วก็ Continue ครับ
 
รูปที่ 4 หน้าต่าง Import File
รูปที่ 4 หน้าต่าง Import File
 
 
4. ใช้เวลาแปลงสักครู่ เมื่อเรียบร้อยมันจะกลับมาหน้า SkyDrive พร้อมไฟล์ที่เราเอามันขึ้นไปเมื่อกี้นี้ ก็คลิกที่ชื่อเพื่อเปิดบน Web App
 
รูปที่ 5 หน้าต่าง SkyDrive พร้อมรายชื่อไฟล์ของคุณ
รูปที่ 5 หน้าต่าง SkyDrive พร้อมรายชื่อไฟล์ของคุณ
 
 
5. สำหรับ Ubuntu แล้วจะมีตัวเลือก Print to file ในคำสั่งพิมพ์ (Print) อยู่แล้ว เราจึงต้องการแค่บอกให้ Office Web App พิมพ์มันออกมาก็พอ
 
รูปที่ 6 สั่งพิมพ์เพื่อใช้ฟีเจอร์ Print to file ของ Ubuntu สร้าง PDF
รูปที่ 6 สั่งพิมพ์เพื่อใช้ฟีเจอร์ Print to file ของ Ubuntu สร้าง PDF
 
 
สำหรับคนที่ใช้ Windows ต้องหาโปรแกรมมาช่วย ตัวที่ผมหาได้ก็มี CutePDF Writer ซึ่งเป็น Freeware จำลองตัวเองเป็น Printer และพิมพ์ออกมาเป็นไฟล์ PDF ได้เหมือน Print to file ใน Ubuntu
 
หมายเหตุ: CutePDF Writer แบ่งเป็นตัวโปรแกรมเอง และตัว Converter ต้องโหลดมาติดตั้งทั้งสองตัว โดยมีลิงก์สำหรับดาวน์โหลดอยู่ตรงเมนูด้านซ้าย ตรง Free Download, Free Converter (ตัว converter คือ ghostscript เป็น GPL ด้วยนะ)
 
 
เอนทรี่หน้าจะมีการลองของกันนิดหน่อย โปรดติดตามครับ Cool

October 01, 2011 03:08 PM

Siriwat Aumngamsup

โถม

โดดเดี่ยวพื้นทรายกว้างไพศาล
พลันโถมถั่งด้วยคลื่นน้ำมหึมาสารทิศ
ท่วมท้นอ้างว้างลึกสงัดใต้มหาสมุทรมืดมิด

หลับตา ...

by noomz at October 01, 2011 06:55 AM

September 29, 2011

Siriwat Aumngamsup

September 22, 2011

Nat Weerawan

[drupal] วิธีการทำ views summary ให้เป็นแบบ Jump Menu (drop down)

วิธีการทำ views summary [argument] แบบเป็น drop down ใน drupal 6 แบบนี้ views ปกติจะมีแค่ Unformatted กับ List แต่ไม่มี jump menu แบบภาพข้างล่าง ตอนแรกจะเขียน hook_views_plugins แต่ไปเจอ code ใน core ของ views ว่ามันมี jump menu มาให้แล้ว แต่ต้องลง module ctools ด้วยจ้า (บรรทัดที่ 261) ตามภาพข้างล่าง จะได้แบบนี้แหละจ้า กราบ ctools -/-่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกันยายน 22, 2011 -- [drupal 6] ปัญหา views image cache ไม่ส่ง alt, [...]

by NAzT at September 22, 2011 12:41 PM

[drupal 6] ปัญหา views image cache ไม่ส่ง alt, title

override field เถิด function phptemplate_imagecache ก็ไม่ทัน จัดไปเลย เยี่ยงนี้ (ต้องดูใน web จ้า) เรื่องที่เกี่ยวข้องกันยายน 22, 2011 -- [drupal] วิธีการทำ views summary ให้เป็นแบบ Jump Menu (drop down)มิถุนายน 26, 2010 -- [drupal6] ใช้ Views ดึงภาพจาก Forum Topic ออกมากุมภาพันธ์ 18, 2011 -- Traffy API Wrapper ด้วย Drupal7มกราคม 12, 2011 -- ดูภาพจากกล้อง CCTV ทั่วกรุงเทพ ด้วย TraffyAPI (และ Drupal7)มกราคม 4, 2011 -- [...]

by NAzT at September 22, 2011 12:21 PM

September 17, 2011

Nat Weerawan

ตัวแปร this ใน javascript ทำงานยังไง (เกี่ยวกับ Function Invocation Pattern)

ถ้าพูดถึงตัวแปร this ในโลกของการเขียนโปรแกรมแบบ Object Oriented ผมจะตีความตัวแปร this ว่ามันจะต้องหมายถึงตัว object นั้นๆ ที่กำลังทำงานอยู่ เป็นแน่แท้….. แต่มันไม่ใช่แบบนั้นใน javascript น่ะสิ!! …. อ้าวอ้าว ยังไง ตอบมาให้เคลียร์เลย คือหยั่งงี้ครับ… เพราะว่าตัวแปร this ใน javascript มันจะหมายถึง Object อะไรนั้นมันขึ้นอยู่กับวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชั่น (invocation pattern) ซึ่งมีด้วยกัน 4 แบบ ดังนี้ Method Invocation Pattern Function Invocation Pattern Constructor Invocation Pattern Apply Invocation Pattern ขยายความดังนี้นะครับ Method Invocation Pattern เป็นการเรียก Function ที่อยู่ในObject หรือที่เรียกว่า Method นั่นเอง [...]

by NAzT at September 17, 2011 08:53 AM

September 13, 2011

Nat Weerawan

ปัญหา git push แล้วเกิด [user/repo2 denied to user/repo1]

error แบบนี้ หาในเครื่องตั้งนาน ว่ามันไปอ่าน config มาจากไหน ที่ไหนทางฝั่ง github น่าจะเกิดตอน ติดตั้ง github for mac วิธีแก้มีใน github อยู่แล้ว เป็น ssh-issue ที่หน้า http://help.github.com/ssh-issues/ Permission to user/repo2 denied to user/repo1 This error occurs when you attach your key as a deploy key on repo1. You can push and pull from that repo without issue, but you won’t have access [...]

by NAzT at September 13, 2011 05:33 PM

September 09, 2011

Patipat Susumpow

Kindle จอแตก

Love you, Amazon.

หากใครติดตามมาได้สักพัก คงพอจะรู้ว่าชะตากรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผมหลายๆ ชิ้นที่มีจอเป็นองค์ประกอบนั้นมักกจะสิ้นชีพด้วยอาการ “จอแตก” อยู่เรื่อยมา อันนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่

เจ้า Kindle น้อยที่เพิ่งได้มาอายุประมาณ 5 เดือนนี่ก็ไม่พ้นชะตากรรมดั่งเช่นอุปกรณ์รุ่นพี่อื่นๆ อยู่มาคืนหนึ่งอยู่ๆ จอก็แตกอย่างนี้ไปเสียได้ โชคดีที่เป็นผลิตภัณฑ์ของพี่เจฟ และพ่อหนุ่มก็ประสบชะตากรรมเดียวกันเมื่อเดือนก่อน เราเลยรอดจากการเสียทรัพย์มาได้

ทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นภายใต้การโทรศัพท์ไปยังบริการหลังจากขายของ Amazon ภายในห้านาที Order ถูกสั่งวันที่ 4 กันยายน 2554 และ Kindle เครื่องใหม่ก็มาถึงภายใน 9 กันยายน 2554

กราบพี่เจฟอีกที

by keng at September 09, 2011 12:18 PM

September 02, 2011

Patipat Susumpow

รักจัดหนัก

ได้ไปดูรอบสื่อมาเมื่อต้นสัปดาห์ ตอนนี้เขาฉายไปแล้ว 3 วันยังไม่สายสำหรับการเล่าให้อ่าน ทั้งนี้เป็นมุมมองของผมผู้ซึ่งดูนเรศวร ๔ สนุกกว่านเรศวร ๓ , ดูสุดเขตสเลดเป็ดหลับตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ, ดูหนังเป็นเอกไม่รู้เรื่องสักเรื่อง และ ไม่เคยดูหนังอภิชาติพงศ์

รักจัดหนัก (Love, Not Yet – เว็บไซต์ http://lovenotyet.com) เป็นหนังที่ประกอบเป็นหนังเรื่องย่อย 3 เรื่อง แต่ละเรื่องอยู่บนพื้นฐานของการเล่าถึงความสัมพันธ์ ทั้งทางสังคมและทางเพศ ของวัยรุ่นอายุช่วง ม.ปลาย – มหาวิทยาลัยปี 1 โดยมีพื้นฐานจากเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในสังคม อำนวยการสร้างโดยบริษัท ออก-ไป-เดิน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่มีเป้าหมายในการสร้างหนังที่สะท้อนปัญหาสังคมเพื่อสร้างการตระหนักถึงปัญหานั้นๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคต

ผมจะไม่ลงถึงรายละเอียดแต่อยากเล่าถึงอารมณ์โดยรวมของหนังแต่ละเรื่อง ประมาณนี้

  • ทั้งสามเรื่องมีพื้นฐานการเล่าที่คล้ายกันคือ หากเอากันแล้วท้องโดยไม่คาดคิด เรา (ทั้งคนเอาและให้เอา) จะรับมือมันอย่างไร
  • ทั้งสามเรื่องมีอารมณ์ที่ต่างกัน แต่หากคนที่อยู่ในวัยเดียวกับตัวละครหรือเคยผ่านวัยนั้นมา จะนึกตามได้และอาจจะ “อิน” ว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร
  • ตัวหนังไม่ได้ชี้ชัดหรือตัดสินด้วยกรอบ “ศีลธรรม” ที่คนบางกลุ่มในสังคมมักจะใช้กัน แต่หนังเลือกที่จะใช้วิธีการจบแบบปลายเปิดนิดๆ ให้คนดูคิดตาม/คิดต่อ ว่าทางออกคืออะไร
  • ผมสนุกกับทุกเรื่องที่นำเสนอ พยายามจะสังเกตว่าที่สนุกเป็นพิเศษเพราะว่า รู้จักกับพี่หมู (Producer ของหนัง) หรืออะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ก็พบว่าเป็นเพราะหนังนำเสนอด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม นักแสดงถึงจะแสดงแข็งไปนิดแต่ดูแล้วก็เหมือนเรานั่งดูเหตุการณ์ที่มีเพื่อนที่ไม่มีจริตในการแสดง
  • แต่ด้วยการนำเสนอที่ตรงไปตรงมา คนที่คาดหวังจะให้หนังมีจุดหักมุมหรือพลิกผลันให้ร้อง “เหยด” อาจจะไม่มี แต่ผมเชื่อว่าด้วยอารมณ์ของหนัง และการสื่อสารของหนังจะทำให้ดูแล้วสนุกได้ไม่แพ้กัน
  • ตัวหนังบอกว่าเป็นหนังที่เด็กควรแนะนำให้ผู้ปกครองดู ซึ่งเห็นด้วยเป็นอย่างมาก จริงๆ แล้วควรจะมีการเดินสายไปให้นักเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยในที่ที่เข้าถึงโรงหนังยากได้ดูด้วย
  • สาวๆ ในเรื่องน่ารักมาก

สรุปว่า เป็นหนังที่น่าเสียเงินเข้าไปดูหากสนใจจะสนับสนุนหนังประเด็นหนักๆ และไอเดียการสร้างหนังที่ไม่ผ่านค่ายหนังขนาดใหญ่ ขอให้ฉายยืนโรงได้นานๆ จ้า

(ภาพประกอบจาก http://lovenotyet.com ลิขสิทธิ์โดย บริษัท ออก-ไป-เดิน จำกัด)

by keng at September 02, 2011 07:30 PM

September 01, 2011

Panu Tangchalermkul (Sea Sand Song)

What type of book do you like the most?

วันก่อนมีคนถามว่าชอบอ่านหนังสือประเภทไหน?

เป็นคำถามที่ตอบลำบากเหมือนกัน เพราะชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภทมาก และหลายครั้ง มักจะระบุประเภทของหนังสือแน่นอนไม่ได้ (มันเป็นจิตวิทยาหรือมันเป็นธุรกิจ?) หรือหนังสือบางประเภท บอกออกไปก็อาจจะไม่เข้าใจ ต้องอธิบายกันยืดยาว (เช่น หนังสือเกี่ยวกับ User Interface Design หรือเกี่ยวกับทฤษฎีการออกแบบ ฯลฯ)

ก็เลยมักจะจบลงด้วยการตอบไปสั้นๆ เลือกมาซัก 1-2 ประเภท เช่นที่กำลังอ่านล่าสุด หรือที่ทำให้ตัวเองดูดีสุด เป็นต้น

สั้นๆ แต่สื่อสารความเป็นตัวตนของเราออกไปไม่ได้

พามาดูชั้นหนังสือที่บ้าน น่าจะเป็นคำตอบที่สามารถสื่อสารได้ดีที่สุด

by panuta at September 01, 2011 09:22 AM

Arthit Suriyawongkul

สืบพยานคดีสื่อ-คอมพิวเตอร์ กันยายน 2554 @ ศาลอาญา รัชดา

เดือนกันยา 2554 นี้ ที่ศาลอาญา รัชดา (MRT ลาดพร้าว) มีสืบพยานคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายสื่อตลอดทั้งเดือน (เลยไปถึงตุลา) รวม 3 คดี ดังนี้

  • คดี “ประชาไท” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14, 15) :
    1-2, 6-9, 20-21 ก.ย. [สืบพยานโจทก์ต่อ] + 11-14 ต.ค. [สืบพยานจำเลย]
  • คดี “เอกชัย ขายซีดี” (พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มาตรา 4 , 54 , 82 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) :
    19 ก.ย. [นัดตรวจพยานหลักฐาน]
  • คดี “ลุง SMS” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2), 14(3) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) :
    23, 27-28 ก.ย. [สืบพยานโจทก์] + 29-30 ก.ย. [สืบพยานจำเลย]

ดูปฏิทินนัดสืบพยานได้ที่เว็บไซต์ iLaw http://ilaw.or.th/calendar/2011-09

ติดตามความเคลื่อนไหวของคดีได้ทางเว็บไซต์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ ไอลอว์

ภาษาอังกฤษที่ FACT และ Siam Voices

ทวิตเตอร์ @thainetizen, @iLawClub, @Saksith, humanrightsSEA, และ hashtag #ThaiCCA (Thai Computer-related Crime Act)


by bact at September 01, 2011 05:36 AM

August 28, 2011

Arthit Suriyawongkul

แบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกติกาในโลกออนไลน์

แบบสำรวจโดยโครงการกฎหมายคอมพิวเตอร์ภาคประชาชน My Computer Law ครับ

คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
ผลสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนผู้ตอบไม่ได้

คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ


by bact at August 28, 2011 05:59 AM

August 23, 2011

Arthit Suriyawongkul

ถุงสีแดงคือวัตถุแห่งความปราถนา

ในตอนที่ผมยังอยู่อนุบาล มันมีถุงอยู่สองแบบสำหรับใส่เงินค่านม ในตอนเช้าของแต่ละวัน เราจะนำเงิน 50 เยนติดตัวไปเพื่อจ่ายค่านมสำหรับมื้อกลางวัน ถุงสีขาวนั้นสำหรับนมธรรมดา และถุงสีแดงนั้นสำหรับนมรสกาแฟ

ในตอนเช้า เราจะใส่ถุงค่านมลงไปในกล่องไม้กล่องหนึ่ง มีชื่อของพวกเราบนถุงเหล่านั้น บ้างก็สีขาว บ้างก็สีแดง ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ แม่ของผมเกิดไปได้ไอเดียมาว่า ผมจะเอาถุงสีแดงไปอนุบาลไม่ได้ ผมมองอย่างเจ็บปวดทรมานและมีความปราถนาไปที่ถุงสีแดงพวกนั้น ที่เพื่อน ๆ ของผมนำมาและใส่มันลงไปในกล่องไม้อย่างร่าเริง

ถุงสีแดงนั้นเคยเป็นความฝันของชีวิตผม ถุงสีแดงนั้นเคยเป็นวัตถุแห่งความปราถนา มันไม่เคยมีอะไรที่น่าหลงใหลไปกว่าการได้เห็นถุงสีแดงอยู่ในกล่องไม้กล่องนั้น ผมยังจำมันได้อย่างชัดเจนจนกระทั่งทุกวันนี้

แปลจาก Red bag was the object of desire. โดย เคนอิจิโร โมงิ

เคนอิจิโรเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง ปัจจุบันทำงานที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โซนี่ เขาเขียนบล็อกส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า The Qualia Journal เล่าเรื่องราวรอบ ๆ ตัวในชีวิตเขา รวมถึงบางส่วนจากหนังสือที่เขากำลังเขียนอยู่

ในช่วงที่มีกระแสต่อต้านเกาหลีและรายการบันเทิงเกาหลีอย่างรุนแรงในสังคมออนไลน์ของญี่ปุ่น เคนอิจิโรได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนกันกระแสต้านดังกล่าว และกล่าวว่า :

เป็นเรื่องโง่เกินไปแล้ว กระแสเกาหลีมีอะไรผิด ? เราอยู่ในยุคของโลกาภิวัตน์กันแล้วนะ ความคิดชาตินิยมแบบโง่ ๆ มันเป็นเรื่องโง่สิ้นดี มีแต่จะทำให้ภาพรวมของญี่ปุ่นต้องแย่ลงไปด้วย

ชาตินิยมจอมปลอม, ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง, ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ถ้าไม่กำจัดความคิดแบบนี้ให้หมดไป ญี่ปุ่นก็หมดหวังแน่ ๆ


by bact at August 23, 2011 10:45 AM

August 21, 2011

Opendream's Blog

เปิดตัว iOS App สำหรับการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง DoctorMe

การดูแลสุขภาพด้วตัวเองป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรง การมีสุขภาพที่แข็งแรงก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดความคิดสร้างในการสร้างนวัตกรรม เป็นที่น่าเสียดายที่การดูแลสุขภาพด้วยตัวเองในปัจจุบันนั้นยังเป็นการพึ่งพิงผู้ให้บริการการดูแลสุขภาพเป็นเสียส่วนใหญ่ จะดีกว่าไหมหากเราสามารถสร้างฐานข้อมูลพื้นฐานเพื่อการการดูแลสุขภาพด้วยตนเองเพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

ลองนึกถึงตัวอย่างเหล่านี้

  • ตื่นเช้ามาวันหนึ่ง คุณรู้สึกปวดหัวตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้ เราเลยเดินไปหยิบยาพาราเซตามอลหรือยาลดไข้มากินตามความเคยชิน แล้วนอนต่อเผื่อว่าอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจะหายไป
  • คุณไปกินอาหารทะเลกับแฟนสาวริมทะเลภายในบรรยากาศสุดแสนจะเป็นใจ แต่ด้วยความหิวทำให้คุณเผลอกลืนก้างปลาเข้าไป คุณร้องแอ่กๆ ด้วยความเจ็บจากก้างปลาที่ทิ่มหลอดอาหารของคุณ แฟนสาวหน้าเสีย และบรรยากาศนั้นก็เปลี่ยนไปกลายเป็นความวุ่นวาย
  • คุณไปขี่จักรยานเล่นกับแฟนสาว อยู่ๆ เธอก็ร้องบอกคุณว่าขาของเธอเป็นตะคริว คุณได้แต่ยืนงงบอกให้เธออยู่นิ่งๆ เพราะพอแตะตรงขาแฟนสาวของคุณแล้วเธอก็ร้องเพราะกล้ามเนื้อเกร็งทำให้เธอเจ็บปวดมาก

เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ลองนึกถึงการหยิบยากินตามความเคยชินที่อาจจะส่งผลให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย หรือนึกถึงหน้าเหวอๆ ของแฟนหนุ่มหรือแฟนสาวของคุณเมื่อเตอเหตุการณ์ฉุกเฉินที่รับมือไม่ถูก

หน้าจอโปรแกรมหมอมี เพื่อการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองสำหรับ iOS
ดาวน์โหลดฟรีผ่าน iTunes Store

หมอมี โปรแกรมดูแลสุขภาพด้วยตัวเองบน iOS ที่เป็นภาษาไทยโปรแกรมแรก ที่จะเป็นผู้ช่วยให้คุณไม่งง ไม่เหวอกับการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง หมอมีอาจจะช่วยให้คุณผ่านเหตุการณ์ตัวอย่างข้างบนได้อย่างราบรื่น รวมไปถึงสร้างความประทับใจให้กับแฟนสาวหรือแฟนหนุ่มของคุณได้อีกด้วย :)

หมอมี เป็นการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง โอเพ่นดรีม กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบัน ChangeFusion และ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

โปรแกรมหมอมี มีความนิยมเป็นอันดับที่ 2 ของหมวดโปรแกรมฟรีในประเทศไทย

ข้อมูล ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554 โปรแกรมหมอมีมีความนิยมเป็นอันดับ 2 ของโปรแกรมฟรีทั้งหมดใน iTunes Store ประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 1 ของหมวด Health & Fitness ด้วยระดับคะแนนเฉลี่ยน 5 ดาวจากการลงคะแนน 68 ครั้ง

by keng at August 21, 2011 08:24 PM

Nat Weerawan

JSONP request ใน jQuery และ ExtJS

jsonp request ใน jQuery jsonp request ใน ExtJS forEach: jquery ใช้ jQuery.each ส่วน extjs ใช้ Ext.iterate เรื่องที่เกี่ยวข้องกรกฎาคม 1, 2011 -- jQuery Tip: การ break; ออกจาก jQuery.each [ forEach ]กุมภาพันธ์ 24, 2011 -- ดูกล้อง CCTV ทั่วกรุงเทพ ด้วย Traffy API [Wrapper/Proxy] + jQuery + JSONPพฤษภาคม 8, 2011 -- ตัดคำภาษาไทยด้วย javascript [ตัดคำทาง service]กุมภาพันธ์ 24, 2011 -- มาดูป้ายจราจรอัจฉริยะทั่วกรุงเทพและลองใช้ API [...]

by NAzT at August 21, 2011 02:50 PM

August 16, 2011

Arthit Suriyawongkul

ชื่ออะไรมันก็ “จริง” ทั้งนั้น

ในช่วงนี้ที่มีการถกเถียงกันมากว่า นโยบายการบังคับใช้ชื่อจริงใน Google+ เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ จากมุมมองต่าง ๆ ดานาห์ บอยด์ (danah boyd) ได้โพสต์บล็อกนี้ : “Real Names” Policies Are an Abuse of Power

โพสต์ดังกล่าวพูดถึงนโยบายการบังคับให้ใช้ “ชื่อจริง” โดยโต้ว่า ชื่ออะไรมันก็ “จริง” ทั้งนั้นแหละ ในบริบทหนึ่ง ๆ และมันมีเหตุผลที่ชอบธรรมในการใช้ “ชื่อปลอม” (pseudonym)

ในโพสต์ยังเล่าถึงถึงประวัติการใช้ “ชื่อจริง” ของเฟซบุ๊ก เนื่องจากเป็นมักถูกอ้าง (อย่างผิด ๆ) เสมอว่าเป็นตัวอย่างของการใช้นโยบายชื่อจริงที่ประสบความสำเร็จ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็คือ ในช่วงแรกที่เฟซบุ๊กจำกัดอยู่เฉพาะนักศึกษามหาลัยชั้นนำ มันเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่จะใช้ “ชื่อจริง” ที่คนในมหาลัยใช้เรียกคนคนหนึ่ง นั่นคือชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่ “จริง” ในบริบทของชุมชนมหาลัยช่วงนั้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อตามกฎหมายก็ได้ เช่นคนก็ใช้ชื่อ Bill (ชื่อเล่น) แทนที่จะเป็น Williams (ชื่อตามกฎหมาย) โดยชื่อ Bill มันก็ไม่ได้จริงน้อยไปกว่า Williams (เผลอ ๆ จะจริงมากกว่าด้วยซ้ำสำหรับเพื่อน ๆ ของเขา)

หรือกรณี Lady Gaga เฟซบุ๊กก็ไม่ได้บังคับให้เธอใช้ชื่อตามกฎหมาย (ซึ่งสำหรับแฟน ๆ ชื่อตามกฎหมายของเธอนั้นไม่ได้สำคัญหรือจริงเท่าชื่อ Lady Gaga)

นั่นคือ ในบริบท (หรือถ้าจะใช้ภาษาของ Google+ ก็ต้องบอกว่า “Circles”) ที่ต่างกัน เราสามารถมีชื่อที่ต่างไปได้ และชื่อแต่ละชื่อมันก็ “จริง” ได้เท่า ๆ กัน

สุดท้ายบอยด์ย้ำว่า คนเรามีสิทธิเลือกชื่อได้ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชื่อตามกฎหมาย ในวงสังคมที่เราเลือก ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม

โดยเฉพาะถ้าคำนึงถึงผู้ถูกคุกคามและจะอยู่ในอันตรายถ้าใช้ชื่อตามกฎหมาย คนเหล่านี้มีความชอบธรรมเต็มที่จะใช้ชื่อปลอม และบริการต่าง ๆ จะต้องคำนึงถึงจุดนี้ นั่นคือความปลอดภัยของชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญสุด

ดานาห์ บอยด์ ทำวิจัยเรื่องสังคมออนไลน์และวัยรุ่น ร่วมเขียนหนังสือ Hanging Out, Messing Around, and Geeking Out: Kids Living and Learning with New Media (2009) [โหลด PDF ฟรี] ปัจจุบันทำงานอยู่ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช จบการศึกษาจาก School of Information ที่ UC Berkeley และ MIT Media Lab เธอย้ำว่าบล็อกของเธอนั้นเป็นมุมมองส่วนตัวของเธอ และไม่ได้เขียนให้กับนายจ้าง ตามทวีตเธอได้ที่ @zephoria

danah boyd เปลี่ยนชื่อของเธอจากชื่อตอนเกิด และเลือกจะเขียนชื่อของเธอเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด

“autonym” หมายถึง ชื่อที่ตั้งให้กับตัวเอง

ชื่อบล็อกนี้คือ bact’ is a name


อ่านเรื่อง “สงครามชื่อ” โดยอาจารย์มะนาว ต่อได้ที่เว็บไซต์เครือข่ายพลเมืองเน็ต


by bact at August 16, 2011 03:00 AM

August 13, 2011

Thanyawan Mingsong

ต้นเหตุเพลงทฤษฎีสีชมพู

ได้อ่านหนังสือของนิ้วกลม มา 2-3 เล่ม ชอบเวลาเค้าเขียนถึงแฟน อ่านแล้วน่ารักมาก บีมบอกว่ามีหนังสือที่เค้าเขียนเกี่ยวกับแฟน ลองไปซื้อมาอ่านสิ “The Soundtracks of my love เพลงรักประกอบชีวิต”

อ่านแล้วก็ไม่ผิดหวัง อ่านไปยิ้มไป บางทีก็หัวเราะลั่น เป็นหนังสือที่อ่านก่อนนอนแล้วจะฝันดี นอนยิ้มได้ทั้งคืน ฮ่ะๆๆ (เราใกล้บ้าแล้ว)

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้การฟังเพลง เป็นการฟังเพลง ได้ฟังทั้งคำร้อง และทำนอง ฟังเพลงได้เพราะขึ้น เข้าใจขึ้น และอินขึ้น โดยเฉพาะเพลงทฤษฎีสีชมพู ที่ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกว่าเพราะดี แต่หลังจากนี้ไปมันจะเพราะยิ่งขึ้น เพราะรู้ที่มาแล้ว :)

เมื่อคนสองคนอยู่ใกล้ๆกัน สีสองสีจะไหลไปปนกัน เมื่อไรที่นายรู้สึกว่าสีของอีกคนไหลเข้ามาปนในชีวิตของนายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็แปลว่า เขาเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตนายแล้ว

  1. แค่มี
  2. เธอคือความฝัน
  3. เร่ขายฝัน
  4. หุ่นกระบอก
  5. ภาพเก่าๆ
  6. ก้อนหินละเมอ
  7. ปราสาททราย
  8. ตอนนี้
  9. คำตอบ
  10. รู้สึกแปลก
  11. Something changed
  12. ความสุข
  13. พรหมลิขิต
  14. วงกลม
  15. แล้วแต่เธอ
  16. ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้
  17. เสียงข้างในจิตใจ
  18. ต่อให้ใครไม่รัก
  19. คำที่เป็นสุข
  20. หยุด
  21. พอ
  22. ผู้ชายที่โชคดี
  23. สัญญา
  24. บนฟ้า
  25. บ้าน
  26. แต่งงาน

by admin at August 13, 2011 04:36 PM

หมาออมสิน

พ.ย. ปีที่แล้ว ไอหมาจ้อยที่เลี้ยงอยู่ อิคคิวดันตะกละกินเหรียญเข้าไป -*- ตอนแรกไป รพ.ใกล้บ้านก่อน ลอง x-ray แล้วเหรียญยังอยู่ที่กระเพาะอาหาร หมอบอกว่าวิธีรักษามีอยู่ 2 ทาง คือ 1. ทำให้อ้วกออกมา 2. ผ่าตัด หมอที่นี่พยายามใช้วิธีแรก แต่วันแรกไม่สำเร็จ หมอบอกพรุ่งนี้มาใหม่มาทำให้อ้วกใหม่ แล้ว x-ray ดูอีกครั้งว่าเหรียญเคลื่อนตัวไปที่ลำไส้ใหญ่แล้วรึเปล่า ถ้าไปที่ลำไส้ใหญ่แล้วก็จะได้ให้อึออกมา แต่หมอก็บอกเองว่าลำไส้ใหญ่ของหมาเล็กแบบนี้มันเล็กมาก (แล้วมันจะออกมาได้ไงวะ??)

คืนนั้นสภาพอิคคิวแย่มาก กินข้าวไม่ได้ กินปุ๊ปอ้วกปั๊ป น่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาทำให้อ้วกที่หมอให้ไว้ เราก็เลยลอง search หาในเนตดู มีเคสหนึ่งของเมืองนอก คือ หมากินตุ๊กตาเซรามิกแมวเข้าไป พอหมอ x-ray เจอสิ่งที่เค้าทำทันที คือ ผ่าตัด ซึ่งมันตรงข้ามกับที่ รพ นี้ทำอยู่ คืนนั้นเลยโทรไปปรึกษา รพส เกษตร เค้าบอกว่าพรุ่งนี้เช้าให้มาที่ รพ และถ้า x-ray อีกครั้งเหรียญยังอยู่ที่เดิมก็จะผ่าตัดเลย

ตอนเช้าเราก็รีบพาไป รพส เกษตร ซึ่งพอได้ x-ray และคุยกับหมอแล้ว หมอบอกว่าถ้ากินเหรียญ หรือพวกโลหะเข้าไปต้องรีบเอาออกให้เร็วที่สุด เพราะถ้านานไปเหรียญเป็นสนิม แล้วมันจะทำปฏิกิริยากับเลือดหรืออะไรซักอย่างจำไม่ได้ละ จะทำให้เม็ดเลือดแตกเกิดอันตราย สรุปว่าบ่ายวันนั้นอิคคิวก็เข้าห้องผ่าตัด ผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี พร้อมได้เหรียญบาทมา 1 เหรียญ – -

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ได้ความรู้เพิ่มว่า

ถ้าหมากินอะไรแปลกๆเข้าไป ต้องรีบเอาออกให้ด่วนที่สุดนะจ๊ะ ซึ่งวิธีการทำให้อ้วก หรืออึออกมาก็เป็นวิธีนึง ซึ่งเหมาะกับหมาที่ใหญ่หน่อย แต่ถ้าเป็นหมาเล็กๆนี่ ลำไส้ กระเพาะ หรือลำคอมันก็เล็กตามตัว การจะให้มันขย้อนออกมาเป็นเรื่องลำบากนัก ผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีกว่า

และควรไปโรงพยาบาลสัตว์ที่เชื่อใจได้ :)

ปล. อิคคิวเป็นหมาชิวาวาตัวจ้อย หนัก 3 โลคับ

by admin at August 13, 2011 04:30 PM

August 09, 2011

Arthit Suriyawongkul

กวาดสายตาที่เส้นขอบฟ้า

My first piece on horizon scanning. Examples used in the article are from my travelling around Southeast Asian countries in recent years, particularly Cambodia and Indonesia.

@PACEyes ชวนเขียนบทความส่งนิตยสารว่าด้วยการมองภาพอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมก็เขียนเรื่องที่ผมพอเขียนได้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไร แต่ก็เล่าเรื่องที่เดินทางและพบเห็น พร้อมกับข้อสังเกต รวม ๆ ทั้งหมดมันตั้งอยู่บนธีมหลักที่ผมสนใจ คือ “mobility”

ชื่อวารสารคือ Trendnovation Southeast Newsletter ตีพิมพ์ไปแล้วเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา มีให้โหลดออนไลน์ ตามลิงก์ข้างล่าง

Suriyawongkul, Arthit. 2011. “It’s moving”: Digital Migrations and Identity Transformations in Southeast Asia. In Trendnovation Southeast Newsletter, Issue 8 (June 2011). [PDF]

การเดินทางไปเจอคนต่าง ๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่ส่วนหนึ่งถูกนำเป็นข้อมูลในงานชิ้นนี้ มีทั้งงานของโอเพ่นดรีม แม่โขงไอซีทีแคมป์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และที่เรียนมานุษยวิทยาที่ท่าพระจันทร์

เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกับวิธีการที่เรียกว่า horizon scanning ก็ได้คนจาก Noviscape ช่วยโค้ชให้ พร้อมกับปรับกรอบการนำเสนอ (ข้อมูลภาคสนามจำนวนหนึ่งเคยใช้ในงานอื่น ๆ มาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในกรอบของ horizon scanning) ก็สนุกดี ได้ลองอะไรใหม่ ๆ

ผมอ่านดูบทความอื่น ๆ ในเล่ม วิธีการเขียนนี่คนละแนวเลย ที่ผมเขียนจะเป็นลักษณะเรื่องเล่ามากกว่า และมันไม่ใช่การศึกษาแบบสเกลใหญ่ แต่เป็นกรณีย่อย ๆ มากกว่า ข้ออ่อนของมันคือ เราจะสามารถทำให้สิ่งค้นพบย่อย ๆ เหล่านั้น กลายเป็นข้อสังเกตในแบบทั่วไปได้หรือไม่ ? (generalization) ความคิดเห็นจากกองบรรณาธิการระหว่างการเขียนก็คือ ต้องเพิ่มการอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือเอกสารให้บทความมันแข็งแรงขึ้น หลังจากแก้ ๆ ไปหลายรอบ ก็ได้รับความเห็นเพิ่มเติมมาจากทีมว่า น่าสนใจ เป็นวิธีการเขียนที่ไม่เคยมีมาก่อนในวารสารนี้ — และผมเองก็ไม่เคยเขียนแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน นี่คือที่บอกว่าสนุก

รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า โค้ชชิ่งเป็นเรื่องสำคัญ

อะไรคือ Horizon Scanning ? ดูตามสไลด์ละกันนะครับ ผมก็ไม่แม่น


by bact at August 09, 2011 07:45 AM

August 06, 2011

Panu Tangchalermkul (Sea Sand Song)

MOVE EAT LEARN

หลังจากที่ได้ดูวิดีโอ 3 อันนี้จบ (MOVE, EAT, LAERN) ก็ทำให้นึกถึงความคิดเรื่องงานที่อยากทำด้านการท่องเที่ยว ที่ก่อตัวขึ้นมาในช่วงปีสองปีให้หลังมานี้

อยากเปิดบริษัทท่องเที่ยว รับจัดหรือประสานงานทริปเดินทาง รวมไปถึงเป็นศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว

หัวใจหลักของการเดินทางที่อยากจัดขึ้นคือ การเปิดประสบการณ์และการเรียนรู้

ผมว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมืองไทยหรือเมืองนอก ซึ่งแต่ละสถานที่ๆ ไปนั้นทำให้โลกของผมกว้างขึ้น ได้มองเห็นอะไรที่มันแตกต่างไปจากเมืองที่เราอาศัยอยู่ ทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก กรอบความคิดหรือกรอบความรู้ที่เรายึดติดอยู่นั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้นเอง

ชิมอาหารท้องถิ่นอย่างเดียวไม่น่าจะพอ อยากลองทำเองดูบ้างไหม?

เที่ยวชมไร่นา สวนผลไม้ เดินถ่ายรูปและซื้อหามาทาน ทำไมไม่อยากลองปลูกดูบ้าง?

ร่วมงานประเพณีท้องถิ่น เดินเล่นจับจ่ายซื้อของตามร้านค้าที่มาขายตามงาน อยากลองเปลี่ยนจากหน้างานเข้าไปหลังงาน ไปก่อนหน้าที่งานจะเริ่ม ช่วยจัดงานนั้นขึ้นมาไหม?

เที่ยวป่าเขา น้ำตก ทะเล หาดทราย นักท่องเที่ยวธรรมดาไปแล้วสถานที่มักจะโทรมลงเรื่อยๆ อยากลองเป็นนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่บ้างไหม? ที่ไปที่ไหน ก็ช่วยทำให้ธรรมชาติดีๆ ให้กลับคืนมา

ไม่เคยสัมผัสโลกใต้ทะเล ไม่เคยลองปีนหรือหย่อนตัวจากหน้าผา ไม่เคยโดดร่ม ไม่เคยบังคับเรือ ไม่เคยโน่นไม่เคยนี่ แต่ก็อยากลองดูสักครั้งไหม?

โลกใบนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ ไหนๆ ก็จะไปเที่ยวกันอยู่แล้ว ไปเที่ยวแบบเรียนรู้ ไปเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ไปเที่ยวแบบเปิดโลกใบใหม่ … กันบ้างดีกว่า …

by panuta at August 06, 2011 03:26 PM

July 28, 2011

Arthit Suriyawongkul

สาวตรี สุขศรี: ว่าด้วยหลักกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550

อาจารย์กฎหมายตอบคำถาม ว่าด้วยหลักการบัญญัติกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน (2550) มีอะไรพิเศษไปกว่ากฎหมายอาญาทั่วไป ?

  • อาชญากรรมคอมพิวเตอร์กับอาชญากรรมอินเทอร์เน็ตมันต่างกันยังไง ?
  • อะไรคือ “ความมั่นคง” ในมาตรา 14 (2) ?
  • โทษของตัวกลางในมาตรา 15 ทำไมจึงไม่เป็นไปตามมาตรฐานโทษอาญาทั่วไป ?
  • อะไรคือหลักความยืดหยุ่น ที่บอกว่าต้องใช้กับกฎหมายเทคโนโลยี ?
  • อะไรคือลำดับของหลักปฏิบัติทางกฎหมาย ? กรณีมาตรา 20 (ปิดกั้นเว็บไซต์)

บทสัมภาษณ์ สาวตรี สุขศรี อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์:
ชำแหละพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 – ผิดหลักบัญญัติกฎหมายหรือไม่ ?

@MyComputerLaw


by bact at July 28, 2011 03:22 AM

July 25, 2011

Arthit Suriyawongkul

“ไม่มีใครสามารถทำให้เราเงียบเสียง”

“You will not destroy us. You will not destroy our democracy nor our quest for a better world. … No one will bomb us to silence, no one will shoot us to silence, no one will ever scare us from being Norway. … Tonight we will take care of each other, comfort each other, talk together, and stand together. Tomorrow, we will show the world that the Norwegian democracy is stronger when it counts. … We must never infer from standing up for our values. We must show that our open society stands this test. That the answer to violence is even more democracy, even more humanity, but never naïveté.”
– Jens Stoltenberg, Prime Minister of Norway speech after Norway attacks on July 22, 2011

“คุณไม่สามารถทำลายพวกเรา คุณไม่สามารถทำลายประชาธิปไตยของเราหรือความพยายามของเราเพื่อโลกที่กว่าเดิม … ไม่มีใครสามารถระเบิดพวกเราให้เงียบเสียง ไม่มีใครสามารถยิงเราให้เงียบเสียง ไม่มีใครเลยที่จะสามารถทำให้พวกเรากลัวที่จะเป็นนอร์เวย์ … ในคืนนี้ พวกเราจะดูแลกันและกัน พูดคุยกัน และยืนหยัดด้วยกัน พรุ่งนี้ พวกเราจะแสดงให้โลกได้เห็นว่าประชาธิปไตยของนอร์เวย์จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น ในยามที่มันถูกท้าทาย … เราต้องไม่ลดละจากการลุกขึ้นยืนเพื่อคุณค่าที่เราเชื่อ เราต้องแสดงให้เห็นว่าสังคมเปิดของเราจะผ่านพ้นการทดสอบนี้ไปได้ ว่าคำตอบต่อความรุนแรงคือประชาธิปไตยที่มากยิ่งขึ้น ความเป็นมนุษย์ที่มากยิ่งขึ้น หากแต่ต้องไม่ไร้เดียงสา”
– เยนส์ สโตลเตนเบอร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ แถลงหลังเหตุก่อการร้ายในนอร์เวย์ 22 ก.ค. 2554

 

การก่อการร้าย ไม่ใช่ข้อแก้ตัวของ เผด็จการ


by bact at July 25, 2011 06:38 AM

July 24, 2011

Theerapong Kraiamornchai

ของที่อยู่ใกล้ๆ เรามักมองข้าม [Drupal]

ช่วงเดือนนี้แม้ว่าจะเหนื่อยกว่าเดิม แต่ก็ตัดใจทิ้งตัวนอนพักผ่อนไม่ได้ซักที /:3

 

สัปดาห์ที่ผ่านมางานเข้าอยู่เรื่อยๆ เลยทำให้ผลักดันตัวเองเพื่อหา "วิธีแก้โจทย์" เพิ่มเติม แม้แต่ช่วงเวลาที่เขียนนี้จะหมดวันพักผ่อนแล้วก็ยังค้นได้ข้อมูลบางอย่างมาได้บ้าง

สิ่งนั้นคือ Section "Sites Made with Drupal" (http://drupal.org/cases)

ตรงตามชื่อ มันคือหน้ารวม Case Study ของเว็บที่ใช้ Drupal ซึ่งบางอันก็ละเอียด (อย่าง Symantec Connect) และมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในแต่ละเคสด้วยนิดหน่อย

ด้วยเวลาแล้วไม่น่าจะพอสำหรับคืนนี้ เลยต้องแปะโป้งไว้ใน blog
ก็ ... "ฝากไว้ก่อนเถอะ!" /:3

ถ้าเก็บมาไม่ทันสงสัยจะเกิด Stack overflow กันอีกระลอก (คือเก็บนานจนลืม หาย) ...

ป.ล. สัปดาห์ที่ผ่านมาก็สร้าง Facebook Page ขึ้นมาเก็บขยะอีก 2 อัน แต่ดูเหมือนอีกอันจะไม่ได้ใช้แน่ๆ เพราะได้ Solution แล้ว (และน่าจะเขียนที่อื่นมากกว่าลง blog)

ป.ล.2 มีคนแนะนำมาว่าน่าจะมี Portfolio ของตัวเองได้แล้ว เร็วๆ นี้คงได้โดเมนใหม่อีกอัน (fact ของ portfolio คือมันสะสม Revision ของตัวเองในแต่ละช่วง ซึ่งควรจะเก็บความสนใจในห้วงเวลาหนึ่งได้ด้วย) 

EDIT: คืนนี้ไม่จบ ยังมีอีก
Pressflow is a distribution of Drupal with integrated performance, scalability, availability, and testing enhancements. (้http://pressflow.org/)

July 24, 2011 02:32 PM

July 23, 2011

Nat Weerawan

Javascript สั้นๆ ตอน Array ปลอมๆ [แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็น Array หรือ Object]

ใน JavaScript ไม่มีข้อมูลที่เป็น Array จริงๆ Array ที่มีอยู่มัน array แบบหลอกๆ จริงแล้วมันเป็น object ที่มี key เป็นตัวเลข, มี method เกี่ยวกับ array, และมี property length ถ้าเราพึ่งคำสั่ง typeof อย่างเดียวเราก็จะเจ็บอีกตามเคย กล่าวคือถ้าเราสั่ง typeof [] และ typeof {} มันจะบอกว่า เป็น object ทั้งคู่! แบบนี้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็น array รึเปล่า ตรวจสอบได้หลายวิธีนะครับ เช็ค constructor ก็ได้ if (my_value && typeof my_value === 'object' && my_value.constructor === Array) { } [...]

by NAzT at July 23, 2011 11:28 AM

มาทำโปรเจ็ค JavaScript แบบใช้ TDD กันไหมครับ .. แบบหัดๆ

พอดีผมไปหา code เก่า… แล้วเจอ code ที่เขียนแบบนี้ var graph_url = '/' + pageId + '/members/' + uid; ปวดตับมาก code แม่งดูโคตรยากเลย ต่อ string กันกระจาย… ก็เลยคิดว่าถ้าเราเขียนฟังก์ชั่นทำ string template แบบนี้ str_parse("/${0}/members/${1}", [pageId, uid]); ก็คงจะดีไม่น้อย ได้ใช้บ่อยแน่นอน (ลอกมาจาก facebook api ของ facebook ในส่วนของ FQL) แล้วก็จะเขียนด้วย TDD/BDD เพราะว่าจะได้ฝึกหัดการเขียนโปรแกรมแบบ TDD ไปในตัว และสร้างความสนิทสนมกับ Jasmine ด้วย [Jasmine เป็น behavior-driven framework] เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า… โครงสร้าง โครงสร้างของโปรเจ็คที่เราใช้ Jasmine จะเป็นแบบนี้ [...]

by NAzT at July 23, 2011 07:15 AM

July 20, 2011

Nat Weerawan

Javascript สั้นๆ ตอน parseInt ใช้ไม่ดี เจ็บ!

JavaScript มีฟังก์ชั่น parseInt เพื่อเปลี่ยน String อย่างเช่น “8″ ให้เป็น ตัวเลข 8 แต่ถ้าเป็นตัวหนังสือแล้วใช้ operator + มันจะเอา String ไปต่อกัน เพราะ context มันเป็น string แต่ถ้าใช้ไม่ดีเนี่ย…​ เราจะเจ็บ แบบนี้ ลองสั่ง parseInt(“08″) ดูจะได้ 0 เพราะว่าถ้า parseInt เจอ 0 นำหน้าตัวเลขเมื่อไร JavaScript จะคิดว่าอยู่ในโลกของฐาน 8 อาจจะทำให้เราเกิดอาการน้ำตาตกในได้ ถ้าหาบั๊กไม่เจอ วิธีแก้ไขก็คือ ใช้แบบกำหนด radix เข้าไปเพื่อบอกฐานด้วยเช่น parseInt(“08″, 10); ภาพประกอบ   credit:  JavaScript The Good Parts เรื่องที่เกี่ยวข้องกรกฎาคม 23, 2011 -- Javascript [...]

by NAzT at July 20, 2011 03:39 PM

July 19, 2011

Panu Tangchalermkul (Sea Sand Song)

ร้านกาแฟใกล้ที่ทำงาน

ถามว่าถ้ามีร้านกาแฟอยู่ใกล้ที่ทำงาน อยากให้มันเป็นแบบไหน?

อยากให้เป็นที่ๆ เราสามารถปลีกจากโต๊ะทำงาน มานั่งสบายๆ อยู่ร้านกาแฟ เผื่อคิดอะไรที่ต้องใช้ไอเดียเยอะๆ หรืออาจจะอยากพักสายตาจากที่ทำงานซักระยะ และเป็นที่ๆ สามารถนัดคนอื่นมานั่งคุยเล่นสบายๆ โดยไม่ต้องไปนัดคุยกันในบรรยากาศห้องประชุม

โต๊ะนั่งมีขนาดพอสมควร สามารถวางของได้หลายอย่าง เช่น หนังสือหลายเล่มหรือบอร์ดเกม และต้องเป็นโต๊ะไม้เท่านั้น (ไม้จริงไม้เกือบปลอมได้ แต่ต้องแข็งแรง)

มีเพลงเปิดคลอเบาๆ และเราสามารถเลือกเพลงที่อยากฟังได้

มีพนักงานร้านกาแฟที่พอเห็นหน้าเราแล้วก็จำได้เลยว่าชอบสั่งอะไร แบบไหน หรือไม่เอาอะไร แต่ไม่ต้องคุยกันเยอะ ทักทายกันนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ

บรรยากาศร้านต้องสว่างๆ ถ้าเป็นแสงจากธรรมชาติก็จะดีมาก

มีกาแฟให้เลือกได้จากหลายแหล่ง สามารถเข้าไปช่วยทำบางขั้นตอนของการทำกาแฟได้ เช่น บดกาแฟด้วยมือเอง ก่อนส่งให้คนชงกาแฟทำที่เหลือ สามารถเล่นโน่นเล่นนี่ ใส่โน่นใส่นี่ ได้ตามใจ หรืออาจจะทำเองจนจบขั้นตอนเลยก็ได้ สามารถเอาของที่เราเอามาเอง ผสมไปกับกาแฟของเราเองได้ ควรจะมีเครื่องชงหลายๆ แบบให้ได้ลองเล่น เช่น moka pot, coffee press, vacuum coffee maker เป็นต้น

สามารถเอาแก้วใบโปรดเก็บไว้กับร้านกาแฟ เพื่อให้เวลาที่เรามา เค้าก็จะใช้แก้วใบนั้นใส่กาแฟให้เรา พอกินเสร็จ ก็ล้างแล้วเก็บให้

มีเคาท์เตอร์บาร์ให้นั่งอยู่ด้านหน้าที่ชงกาแฟ ไว้ดูคนอื่นชงกาแฟแบบเพลินๆ และอาจจะนั่งคุยกับพนักงานร้านกาแฟไปเรื่อย

เอาอาหารอย่างอื่น เอาน้ำอย่างอื่น เข้ามาทานได้ตามสบาย (ยกเว้นของมีกลิ่นแรง เกรงใจ) เผื่อจะเอาขนมที่เพื่อนซื้อมาฝาก มานั่งกินเล่นกันในร้าน

นอกจากกาแฟแล้ว ต้องมี ชา และน้ำผลไม้ ขายด้วย เผื่อวันนั้นกินไปหลายแก้วแล้ว อยากกินอย่างอื่นบ้าง ถ้ามีชาแปลกๆ น้ำผลไม้แปลกๆ ให้สั่งได้ก็จะดี

มีขวดโหลคุ๊กกี้ให้หยิบกินได้ฟรีๆ และอาจจะมีขนมอย่างอื่นด้วย แล้วแต่ช่วงว่าจะทำอะไร ซื้ออะไรมา ให้ได้ลุ้นกัน

พอตกกลางคืนเปลี่ยนเป็นลานเบียร์

by panuta at July 19, 2011 01:53 PM

July 17, 2011

Nat Weerawan

Javascript สั้นๆ ตอน Semicolon Insertion [Awful Parts]

JavaScript มีกระบวนการที่คอยแก้ไขโปรแกรมที่มีข้อผิดพลาดโดยการใส่ ; (semi colon) ซึ่งกระบวนการนี้ก็อันตรายไม่ใช่เล่น ลองดูตัวอย่าง return statement นี้ครับ กระบวนการแทรก ; (semi colon) จะทำงานเมื่อสิ้นสุดบรรทัดที่ไม่มี semi colon ใน case นี้ก็ จะกลายเป็น ลองดูผลลัพธ์ จาก function a เมื่อเรียกฟังก์ชั่น a จะได้ undefined แทนที่จะเป็น Object { status: true } serious error กันเลยทีเดียว ตัวอย่างนี้เป็น awful part จากหนังสือ javacript good parts. คร้าบ เรื่องที่เกี่ยวข้องกรกฎาคม 23, 2011 -- Javascript สั้นๆ ตอน Array ปลอมๆ [...]

by NAzT at July 17, 2011 01:16 PM