
สุดสัปดาห์ที่แล้วเป็นวันหยุดยาว 3 วันก็เลยวางแผนกับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศไปเที่ยวทะเลกันครับ อยากไปทะเลที่ไกลๆ หน่อยไม่ใช่แค่หัวหินหรือพัทยา แต่ก็คงไปทางใต้ไม่ไหวเพราะเวลามีจำกัด (งบก็มีจำกัดด้วย) เพราะฉะนั้นทะเลตะวันออก จ.ตราด น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด สามารถขับรถไปได้แบบสบายๆ 5-6 ชั่วโมง ไม่นานเกินไปนัก ในที่สุดก็มาลงตัวกันที่ “เกาะหมาก” ครับ
“เกาะหมาก” ตั้งอยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะกูด ห่างจากชายฝั่ง จ.ตราด ออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรครับ เกาะหมากเป็นเกาะที่มีพื้นที่เล็กๆ เพียงแค่ 13 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่ว่าเป็นเกาะที่มีประวัติเรื่องราวที่น่าสนใจ มีชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะมายาวนานกว่าร้อยปีเลยทีเดียว
สำหรับทริปนี้ ก่อนเดินทางเราหวังไว้ว่าจะได้เห็นแสงแดด ขอบฟ้า และอากาศที่สดใส เพราะช่วงสัปดาห์ก่อนเดินทาง อากาศมันช่างร้อนเหลือเกิน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ เพราะนี่ก็เริ่มเข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว ตลอด 3 วันของการเดินทางของเราจึงเต็มไปด้วยความหม่นหมองของท้องฟ้า สลับกับฝนที่ตกลงมาเป็นระยะๆ ตลอดเลย… ไปชมกันครับ

พวกเราไปกัน 10 คนพอดีกับรถเก๋ง 2 คันครับ นัดกันแต่เช้า เพื่อออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้าตรู่ บางคนยังไม่ได้นอนเพราะเพิ่งกลับจากการจัดหนักคืนวันศุกร์ ก็มานอนต่อบนรถครับ ฮ่าๆ : )

ขับรถมาถึงท่าเรือเที่ยงพอดี เราโทรมาจอง Speed Boat ล่วงหน้าไว้แล้วครับ ที่ท่าเรือกรมหลวงชุมพร (แหลมงอบ) จ.ตราด มีเรือเร็ว Speed Boat ข้ามไปเกาะหมาก 2 เจ้าคือ “เรือปาหนัน” และ “เรือลีลาวดี”

เราเลือกไปกับเรือเร็วปาหนันครับ เพราะว่าเรือจะไปจอดที่ท่าเรืออ่าวสวนใหญ่ (หน้าเกาะหมาก รีสอร์ท) ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของพวกเรา ส่วนเรือลีลาวดีจะไปจอดอ่าวอื่นที่อยู่ไกลกว่าครับ

เกือบบ่ายโมงก็ได้เวลาลงเรือกันแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเราแวะซื้อเสบียง อาหารสด ขนม เครื่องดื่ม ของใช้จำเป็น จากตลาดในตัวเมือง จ.ตราด มาเรียบร้อยแล้ว ก็เลยทยอยขนของลงเรือกันได้เลย

เรือ Speed Boat ใช้เวลาวิ่งประมาณ 40 นาที ก็พาพวกเรามาถึงเกาะหมากแล้วครับ วันนี้คลื่นลมค่อนข้างแรง ตลอด 40 นาทีที่ผ่านมาก็เลยต้องเกร็งกันมากกับการกระแทกของเรือกับคลื่น แทบจะบินกันเลยทีเดียว

หลังจากเก็บของเข้าที่พัก และรับประทานอาหารกลางวันแบบง่ายๆ กันแล้ว รถที่เรานัดไว้ก็มาถึง เพื่อที่จะมารับพวกเราไปทัวร์รอบเกาะกันในช่วงเย็นวันนี้ครับ

ไกด์ของเราแจกแผนที่ และเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ของเกาะหมากให้พวกเราได้ฟังก่อนที่จะออกรถ
เรามารู้ทีหลังในวันถัดไปเมื่อพวกเราไปรับประทานมื้อเย็นกันที่ “เกาะหมากซีฟู๊ด” ว่าไกด์ของเราในวันนี้ชื่อพี่เอก เป็นผู้ดูแลร้านนี้ และเป็นทายาทของตระกูลเก่าแก่บนเกาะหมาก คอยดูแลชุมชนบนเกาะหมาก และเราก็ยังได้เข้าไปชมบ้านไม้เก่าแก่ของต้นตระกูลพี่เอก (ในตอนกลางคืน แบบมืดๆ ไม่มีไฟ) ที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิทธภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่เดียวกับร้านอาหารนั่นเอง ทำให้พวกเราได้รู้ถึงเรื่องราวความเป็นมาที่ยาวนานบนเกาะแห่งนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ

พี่เอกพาเรานั่งรถไปชมจุดต่างๆ ที่น่าสนใจบนเกาะหมาก แล้วก็เล่าเรื่องราวของเกาะหมากให้พวกเราได้ฟังกันด้วย

จุดชมวิวที่มองลงไปเห็นอ่าวสวนใหญ่

รถวิ่งต่อไปสักพักก็มาถึงชายหาดอีกฝั่งหนึ่ง น่าจะเป็นบริเวณอ่าวกระทิงครับ

นั่งรถต่อไปชมอ่าวขาว หาดนี้ทรายจะขาวที่สุดครับ ช่วงเย็นของวันนี้ลมพัดแรง คลื่นค่อนข้างแรง

อันนี้เป็นที่มาของชื่อ เกาะ “หมาก” -_-’ (พูดเล่นนะ)

ที่สุดท้ายของทัวร์รอบเกาะวันนี้เป็นบริเวณพื้นที่ภายในของ “ซินนาม่อน รีสอร์ท” ครับ

สะพานไม้ยื่นออกไปบนน้ำยาวกว่าครึ่งกิโลเป็นจุดเด่นของที่นี่ บรรยากาศดีมาก ของจริงมันสวยกว่าในรูปนะ

เย็นนี้เรากลับที่พักไปเล่นน้ำ ปิ้งหมึกกินกันริมหาดหน้าที่พัก แล้วก็เข้านอนเตรียมตัวไปทัวร์ดำน้ำในวันรุ่งขึ้นครับ

เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง เก้าโมงครึ่งมีรถมารับเราไปที่ท่าเรืออ่าวนิด เพื่อลงเรือไปดำน้ำดูปะการังที่หมู่เกาะรังครับ

เรือแล่นฝ่าคลื่นลมแรงออกมาจากอ่าวนิดอย่างช้าๆ เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ก็มาถึงจุดดำน้ำจุดแรกที่เกาะรัง และนี่เป็นจุดที่ 2 ที่เรือมาจอดพักกลางวันรับประทานอาหารแบบข้าวกล่องครับ

คลื่นลมแรงในวันนี้ทำให้เรือโครงเครงมาตลอดการเดินทาง สภาพก็เลยออกมาเป็นแบบนี้

พักกลางวันเสร็จแล้วเรือก็ออกพาไปดำน้ำในจุดต่อไป สำหรับใครที่ไม่ไหวแล้ว ก็สามารถนอนพักรอบนฝั่งได้ครับ อีก 2 ชั่วโมงเรือจะกลับมารับ :P

เรือกลับจากเกาะรังมาถึงเกาะหมากช่วงเย็นๆ จากอ่าวนิดมีรถมาส่งเราถึงที่พัก พระอาทิตย์หน้าที่พักเราเกือบลับฟ้าแล้ว ก็เลยต้องรีบถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกันก่อนครับ

เข้าสู่ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะหมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น วันสุดท้ายของการเดินทาง พวกเราตื่นสายๆ มาลงเรือกันตอน 11 โมงเช้า กลับขึ้นฝั่งที่ จ. ตราด และขับรถเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำๆ ครับ เป็นอันสิ้นสุดของการเดินทางทริปนี้
ถึงแม้ว่าทะเลตะวันออกใน 3 วันนี้จะไม่ได้สดใสแบบภาพที่เราคิดไว้ก่อนเดินทาง แต่ก็ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศในอีกแบบหนึ่งที่ต่างออกไป เกาะเล็กๆ กลางทะเลตะวันออกของอ่าวไทยแห่งนี้ ยังมีความสดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุก และความประทับใจจากการเดินทางครั้งนี้ครับ : )
ดูรูปจากกล้องดิวได้ที่ “เกาะหมากครั้งแรก” By Nattapol Kengkuntod
ข้อมูลเพิ่มเติมของทริปนี้
- ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน
- พักที่ สุชานรี บังกะโล อ่าวสวนใหญ่ เป็นที่พักแบบบังกะโล ราคาประหยัด คืนละ 650 ไม่มีแอร์ น้ำอุ่น แต่ทำเลดี ติดหาด
- มีรถตู้จากอนุสาวรีย์ วิ่งไปส่งที่ท่าเรือกรมหลวงชุมพร แหลมงอบ จ.ตราด ค่าโดยสารเที่ยวละประมาณ 300 บาท
- จากกรุงเทพฯ ถึงท่าเรือกรมหลวงชุมพร แหลมงอบ จ.ตราด ประมาณ 330 กิโลเมตร ขับรถ 5-6 ชั่วโมง
- ควรโทรไปจองเรือก่อน เพราะเรือมีรอบน้อย ไม่ได้มีตลอดแบบเกาะช้าง
- ที่พักก็ต้องจองล่วงหน้าไปก่อนเช่นเดียวกัน
- ค่าเรือ Speed Boat ไปเกาะหมากเที่ยวละ 450 บาท ไป-กลับ ก็ 900 บาท (พ.ค. 55) เรือวิ่ง 40 นาที
- เรือช้าวิ่ง 3 ชั่วโมงครึ่ง ไม่รู้กี่บาท
- เกาะขามอยู่ทางทิศเหนือของเกาะหมาก จากอ่าวสวนใหญ่สามารถพายเรือคายัคไปถึงได้ แต่ต้องเสียค่าขึ้นเกาะ 100 บาท
- บนเกาะมีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าวันละ 300 – 400 บาท
- บนเกาะมีรถรับจ้างวิ่งไปส่งตามจุดต่างๆ ค่าโดยสารคนละ 50 บาท
- ทริปดำน้ำเกาะหมาก One day trip ราคา 700 บาท เป็นเรือช้าพาไปหมู่เกาะรัง (ที่เดียวกับทริปดำน้ำของเกาะช้าง)
- บนเกาะมีร้านมินิมาร์ทหรือร้านโชว์ห่วยของชาวบ้าน ราคาเท่าบนฝั่ง หรือแพงกว่าแค่นิดหน่อย ไม่โหดเหมือนเกาะเสม็ดหรือเกาะล้าน
- เกาะหมากซีฟู๊ด อาหารอร่อย บรรยากาศร้านดี บริการเป็นกันเอง มีรถรับ-ส่งถึงที่พักฟรีด้วย
- ทริปนี้ใช้เงินไปคนละ 3,030 บาท + เงินติดกระเป๋าคนละ 1,000 บาท
- ที่ท่าเรือมีบริการรับฝากรถ คืนละ 50 บาท ที่จอดรถมีหลังคากันแดดกันฝน แต่ถ้าเต็มก็ต้องจอดกลางแจ้ง
- ถ้าขาไปออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า ก็สามารถแวะเที่ยวสวนผลไม้ที่จันทบุรีได้ทันนะ หรือจะแวะขากลับก็ได้

บทความ Rites of Protest: Populist Funerals in Imperial St. Petersburg, 1876-1878 ของ Tom Trice ตีพิมพ์ใน Slavic Review Vol. 60, No. 1, Spring, 2001 พูดถึงแง่มุมด้านสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินขบวนที่นำโดยนักศึกษา ในช่วงการเคลื่อนไหวสังคมนิยมในรัสเซียสมัยซาร์.
บนถนนมีขบวนของนักศึกษาและชาวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พวกเขาโห่ร้อง ตะโกนคำปฏิวัติ และแบกโลงศพของชายหนุ่ม ที่พวกเขาก็ไม่รู้จัก หรือคนที่คิดว่ารู้จักก็อาจเข้าใจผิด-จำเขาสลับกับชายอีกคนที่ตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว. แต่ใครจะอยู่ในโลงก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ขบวนนั้นใหญ่เสียจนทุกคนในเมืองหลวงของรัสเซียต้องสนใจ แม้แต่ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองเองด้วย.
แน่นอนว่าการเดินขบวนโดยปกตินั้น จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ชายหนุ่มหญิงสาวบนท้องถนนกำลังฉวยเอาการแห่ศพ มาหลบเลี่ยงการปราบปรามและเซ็นเซอร์โดยรัฐ. แม้ในนั้นยุคระบอบซาร์จะทรงอำนาจ แต่พลังของศาสนาก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ ผู้ไม่พอใจกับระบบซาร์ จึงใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือท้าทายรัฐ และพิธีศพในที่สาธารณะเช่นนี้ เป็นช่องทางในการรวมตัวและประท้วง-พร้อมกับเจือความคิดทางโลก/ทางการเมืองเข้าไปด้วย. การแสดงบนท้องถนนในระหว่างพิธีกรรม นำเอาศพของเพื่อนที่ตายเพราะระบอบซาร์มาโชว์ เรียกความเห็นใจจากชาวเมือง และขยายปริมณฑสาธารณะของรัสเซียออกไป.
คนที่ตายคือนักโทษการเมืองชื่อ Pavel Feoktistovich Chernyshev. เขาเคยเรียนแพทย์ที่ St. Peterburg’s Military Medicinal Academy ซึ่งหนึ่งในคนรุ่นนั้นบอกว่าเป็น “สวรรค์ของนักกิจกรรมประชานิยม.” ชีวิตและกิจกรรมของ Chernyshev นั้นไม่ได้มีอะไรหวือหวาสำคัญ แต่นักศึกษาก็สามารถนำเอาชีวิตของเขามาเฉลิมฉลอง เพื่อที่จะวิพากษ์ระบบเผด็จการ.
Chernyshev ถูกตำรวจจับเนื่องจากเข้าใจผิดว่าคือผู้ลี้ภัยชื่อ Ivan Chernyshev แต่ภายหลังที่ตำรวจพบว่าได้ทำผิดพลาด พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อย Chernyshev. กรณีของ Chernyshev เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจและละเลยหลักการกฎหมายของรัฐบาลเผด็จการ. เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากของเขา ความตายของ Chernyshev นั้นมาจากโรคที่มักพบพร้อมกับความยากจนและการถูกกักขัง.
ในตอนแรกพิธีศพเป็นที่รู้กันไม่กี่ร้อยคน เฉพาะในวงญาติและผู้จัดงาน. ต่อมาชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งได้ติดต่อ และโน้มน้าวญาติ ๆ ของ Chernyshev ให้ “สหาย” ต่าง ๆ ของเขาเป็นผู้จัดงานให้.
แม้รูปแบบของขบวนแห่จะมีลักษณะตามธรรมเนียมทั่วไป แต่การปฏิบัติต่าง ๆ ในขบวนแห่ศพของ Chernyshev นั้นไม่ธรรมดา. คนในขบวนร้องเพลง Orthodox เสียงดัง เพื่อเรียกความสนใจ เมื่อมีคนถามว่าใครตาย พวกเขาก็จะตอบว่า “เหยื่อของความอยุติธรรมและสหายที่แสนดี.” เมื่อเดินผ่านสถานกักกัน พวกเขายกโลงขึ้นลงไปในอากาศสามครั้ง ราวกับจะโชว์ให้ทุกคนเห็นศพ. เมื่อถึงตอนนี้ พระที่ร่วมขบวนมาด้วย ก็กลัวและออกไปจากขบวน.
ขบวนการสังคมนิยม ประสบความสำเร็จในการรวมเอาภาพคริสเตียนของการตัดสิน ผู้ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา (martyr) และดินแดนพันธะสัญญา มาเป็นกรอบให้ประชาชนมองการปฏิวัติ – ถึงระบอบเผด็จการจะยังมีอำนาจมากมาย แต่สักวันนึงสวรรค์ของสังคมนิยมจะต้องมาถึง. สิ่งที่ขบวนแห่ทำ คือการหยิบเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีพลังในสังคมขณะนั้น มาใส่ความหมายทางโลกซึ่งก็คือสังคมนิยมเข้าไป เพื่อใช้รังสีบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังให้กับอุดมการณ์สังคมนิยม.
“His faith is socialism, the people is god.”
ขบวนแห่ให้ประสบการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับศาสนาและการปฏิวัติที่ผ่านมาในรัสเซีย ฉวยเอาโอกาสในช่วงเวลาและพื้นที่ “ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งถูกสร้างโดยการแสดงของพิธีกรรมงานศพตามประเพณี เพื่อเสนอพลเมืองร่วมชาติของเขา ถึงทางเลือกที่นอกเหนือไปจากระบอบในขณะนั้น. ด้วยรูปแบบที่ไม่ได้มีลักษณะทางการเมืองในแบบเดิม ๆ พิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะพิธีเปลี่ยนผ่าน (rites of passage) เช่น พิธีศพซึ่งเกี่ยวกับความตาย นั้นมักดึงดูดผู้ต่อต้านระบอบ ผู้ซึ่งหวังให้พลังของพิธีกรรมช่วยให้กลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจเสียใหม่.
ด้วยการใช้ถนนสายหลักในเมืองหลวงเป็นเวทีแสดงของพวกเขา คนหนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้ท่าทางของพิธีกรรมและท่วงทำนองของศาสนาที่ผู้คนคุ้นเคย แสดงออกมาอย่างเด่นชัดถึงการอยู่ขั้วตรงข้ามของพวกเขาต่อระบอบเดิม ที่ผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทั้งยังปฏิเสธหลักการกฎหมายสมัยใหม่ซึ่งเริ่มแพร่หลายในช่วงก่อนการปฏิรูปครั้งใหญ่. การแสดงศพเหยื่อของระบอบต่อสาธารณะ แม้เป็นเวลาสั้น ๆ แต่นั่นก็สะท้อนถึงอุดมคติทางการเมืองและทางสังคมของพวกเขา ที่พวกเขาได้ยอมสละชีวิต. ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้แปลงเอานักโทษที่น้อยคนจะรู้จัก ให้กลายเป็นแกนสำคัญของการประท้วง.
แทบจะทันทีหลังจากการเดินขบวนแห่ศพของ Chernyshev หนังสือพิมพ์ Vpered! ก็ใส่ชื่อของ Chernyshev ไว้ใน “Martyology of the New Era”, หนังสือพิมพ์ดังกล่าวมอบพื้นที่ให้กับบทความสองสามชิ้นเกี่ยวกับการเดินขบวน. ในเวลาต่อมา Vpered! ก็ได้อ้างว่า การเดินขบวนดังกล่าวได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ในฐานะที่มันเป็นการเดินขบวนอุดมการณ์สังคมนิยมครั้งแรกในนประวัติศาสตร์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก.
ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดในมุมมองของผู้เขียน ถึงอิทธิพลของพิธีศพของ Chernyshev ก็คือเมื่อเวลาหนึ่งปีครึ่งถัดมา ที่หนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้พิธีศพสาธารณะของนักโทษการเมือง Anton Padlewski เพื่อประกาศความไม่พอใจของพวกเขาต่อระบอบซาร์.
สิ่งที่ผู้คนที่เดินไปสู่สุสานกับ Chernyshev และ Padlewski ได้ทำ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวในขบวนปฏิวัติให้ทำสิ่งดังกล่าวต่อไปอีก. เหมือน ๆ กับที่เพื่อน ๆ ของเขาในยุโรปตะวันตกทำ เหล่าผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบซาร์หนุ่มสาวเหล่านี้ ได้ปรับเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ผสมความหมายทางโลกเข้าไปในองค์ประกอบการปฏิบัติต่าง ๆ ของพิธี เพื่อถ่ายโอนเอาความศักดิ์สิทธิ์และประวัติศาสตร์ที่เดิมถูกใช้แต่เฉพาะกับความเชื่อของทางการ ให้มาเสริมความเชื่อของพวกเขา. พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากการให้เกียรติยกย่องและให้ความเคารพต่อพิธีศพเพื่อที่จะแสดงความเคารพต่อศพ ในการแสดงให้สาธารณะเห็นถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และได้ทำให้ผู้ที่ต้องการจะโต้เถียงนั้น ไม่สามารถที่จะโต้ได้ เนื่องจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ตาย. พร้อม ๆ กับโฆษกของหนังสือพิมพ์ใต้ดินและของตำรวจ หนุ่มสาวเหล่านี้ได้ใช้ศิลปะโน้มน้าวให้ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้ว ได้มีคุณสมบัติของการโค่นล้มระบอบและการเป็นผู้ยอมสละชีพ และได้แปลงพวกเขาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ต้องการจะโค่นล้มระบอบและผู้คนที่ต้องการจะหยุดมัน.
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้คนที่ได้ทำให้นักโทษการเมืองที่น้อยคนจะรู้จักสองคนให้กลายเป็นผู้ยอมสละชีพนั้น ได้ใช้ทักษะเป็นอย่างดีในการต่อรองกับขีดจำกัดที่ระบอบซาร์ได้เซ็นเซอร์และจำกัดการสนทนาสาธารณะด้วยตำรวจการเมือง, สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยจินตนาการและการกล้าตัดสินใจ แม้แต่พิธีศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ดูเหมือนจะไม่มีช่องให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้อีก ก็ยังสามารถถูกใช้เพื่อเปิดพื้นทั้งทางกายภาพและทางสัญลักษณ์ ในการอ้างและปกป้องสิทธิได้.
—-
ภาพประกอบดัดแปลงจากรูปถ่าย Church on Spilled Blood โดย On The Go Tours (ซึ่งสร้างหลังอเล็กซานเดอร์ที่สองตายนะ)
———————— วันที่ 3 ————————
————————————————————
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี
ผ่านไปแล้ว 2 วันในเกาหลี ตั้งแต่มาถึงเกาหลี เราก็ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเลย วันนี้วันที่ 3 ของการเดินทางแล้ว จะเริ่มเที่ยวในเมืองแล้วครับ

เช้าวันนี้เราออกจากที่พักย่านฮงแด (Hongdae) เดินมายัง Subway สาย 2 เตรียมตัวออกเดินทางเที่ยวกรุงโซลด้วยรถไฟใต้ดิน
ย่านฮงแดที่เราอยู่เป็นย่านของที่ตั้งมหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) มหาวิทยาลัยศิลปะชื่อดังของเกาหลี รวมถึงบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยด้วยครับ ที่พักย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็น Guesthouse และ Hostel มากกว่า (ดูรายชื่อที่นี่) จะไม่ค่อยมีแบบโรงแรม (Hotel) ครับ

เรานั่งรถไฟใต้ดินไปเปลี่ยนสายที่สถานี Seoul Station ครับ แต่ต้องเดินขึ้นมาด้านบนด้วย ซึ่งด้านบนนี้เป็นสถานีรถไฟใหญ่ศูนย์กลางของรถไฟเกาหลี มีทั้งรถด่วน KTX และรถไฟธรรมดาไปยังเมืองต่างๆ ทั่วเกาหลีเลยครับ … แต่ทริปนี้เราไม่ได้นั่งรถไฟแบบนี้ : (

หลังจากเปลี่ยนสาย Subway ที่สถานี Seoul Station แล้ว ก็นั่งมาถึงสถานี Ichon Station ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีครับ

อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ออกแบบได้เรียบง่ายสวยงามทันสมัย มองไปไกลๆ เห็นหอคอยนัมซาน (N Seoul Tower) ด้วยครับ
เราใช้เวลาเดินชมพิพิธภัณฑ์นี้ไม่นานครับ เพราะงานที่จัดแสดงในส่วนของนิทรรศการถาวรดูค่อนข้างเป็นวิชาการมากๆ น่าจะเหมาะกับการมาศึกษาจริงๆ จังๆ มากกว่ามาท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวทั่วไปไปชมหมู่บ้านวัฒนธรรมที่อยู่ในเมืองน่าจะสนุกกว่าครับ

จากพิพิธภัณฑ์ฯ เรานั่ง Subway มาที่สถานี Dongdaemun ครับ ย่านนี้จะเป็นย่านที่มีของขายส่งเยอะๆ แบบสำเพ็ง และมีเสื้อผ้าขายคล้ายๆ ประตูน้ำบ้านเรา

คลองชองเกชอน (Cheongyecheon) ไหลผ่านกลางเมืองในย่านทงแดมุน (Dongdaemun)

เดินดูบ้านชมเมืองไปเรื่อยๆ อากาศหนาวๆ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ เข้าสู่ช่วงเย็นแล้วครับ

หลังจากที่เดินเล่นในย่านทงแดมุน (Dongdaemun) สักพักนึงแล้ว เราก็นั่ง Subway ต่อมาที่สถานีเมียงดง (Myeongdong Statin) เพื่อที่จะไปขึ้นหอคอยนัมซาน (N Seoul Tower) ดูวิวสวยๆ ยามเย็นครับ

จาก Subway เดินขึ้นเขามาที่สถานีรถ Cable Car เหนื่อยนิดหน่อย >_<

เดี๋ยวเราจะขึ้น Cable Car ไปบนนั้นแล้ว :P

ขึ้น Cable Car มาถึงด้านบนแล้ว แต่เดี๋ยวต้องขึ้นลิฟต์ต่อไปบนยอดหอคอยอีก

ที่นี่คู่รักจะต้องมาคล้องกุญแจกันครับ

ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นชมวิวของหอคอยนัมซาน N Seoul Tower แล้ว.. เห็นวิวสวยๆ แบบนี้

สูงมากๆ สามารถมองเห็นวิวกรุงโซลได้ทั่วทั้ง 360 เลยครับ

บนหอคอยนี้มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกด้วยครับ เราเลยนั่งพักชมวิวไปเรื่อยๆ จนเริ่มมืด เห็นวิวตอนค่ำๆ ไฟตึก ไฟรถ ไฟถนน ในเมืองที่กว้างใหญ่ สวยและโรแมนติกกว่าตอนกลางวันเสียอีก <3

N Seoul Tower หอคอยนัมซานตอนกลางคืนประดับไฟสวยงาม

ลงมาจาก N Seoul Tower แล้วก็เดินไปเที่ยวต่อย่านเมียงดงที่อยู่ติดๆ กัน

เมียงดง (Myeongdong) เป็นย่านศูนย์กลางการช้อปปิ้งใจกลางเมืองครับ เปรียบเหมือนกับสยามสแควร์บ้านเรา ที่นี่มีร้านทุกแบรนด์ ทั้งแบรนด์เกาหลี และแบรนด์อินเตอร์ให้ได้ช้อปกันกระหน่ำ สิ่งที่ถูกใจคนไทยมากที่สุดก็คงจะเป็นร้านเครื่องสำอางค์ เพราะเครื่องสำอางค์ และครีมบำรุงผิวต่างๆ ของเกาหลี เค้าว่ากันว่าใช้ดี และที่สำคัญที่สุดคือ “ราคาถูก” กว่าที่เมืองไทยเยอะมากครับ
เราเดินวนอยู่หลายชั่วโมงจนทั่วเมียงดง ดึกๆ ก็นั่ง Subway กลับที่พักย่านฮงแด วันนี้เหนื่อยมาก หลับไปเลย..
———————— นอนคืนที่ 3: ฮงแด โซล (Hongdae, Seoul) ————————
———————— วันที่ 4 ————————
————————————————————
วันที่ 4 ของการเดินทางแล้ว วันนี้จะได้เที่ยวกรุงโซลเต็มๆ วัน อีกวันหนึ่งครับ : )

วันนี้จะต้องออกไปเที่ยวในกรุงโซลกันต่อครับ

จากที่พักย่านฮงแด เรานั่ง Subway มาเหมือนเดิม เช้านี้มาออกที่สถานี City Hall ใจกลางเมือง เราจะเดินแวะชมพระราชวังและจุดที่น่าสนใจไปเรื่อยๆ ตามทางครับ

พระราชวังด็อกซูกุง (Deoksugung)

ยังไม่ทันไรเดินผ่าน KFC ก็เลยต้องขอแวะลองสักหน่อย เป็นมื้อกลางวันไปเลย ปกติไปเที่ยวประเทศไหนจะต้องลองกิน KFC ตลอดเลยครับ อยากรู้ว่าแต่ละประเทศมันต่างกันยังไง

เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางเดินเที่ยวชมเมือง ระหว่างทางก็ผ่านห้างขายสินค้าปลอดภาษีดงหว่า (Dongwha Duty Free) เข้าไปดูของหลายอย่างถูกกว่าบนห้างเยอะเลยครับ ก็เลยจัดแว่น Rayban ไป 2 อัน (มีคนฝากซื้อ)

เดินต่อมาเรื่อยๆ จนถึงพระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung) มีขบวนทหารออกมาเดินโชว์นักท่องเที่ยวด้วยครับ ดูน่าตื่นเต้นดี

ผ่านมาจนถึงช่วงบ่าย เราก็นั่ง Subway มาที่ย่านมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ

ย่านมหาวิทยาลัยอีฮวานี้มีร้านแฟชั่น Hand made น่ารักๆ อยู่เยอะ แล้วก็มีสาวๆ เยอะด้วยครับ ^_^

อาคารใต้ดินภายในมหาวิทยาลัยที่นี่เท่มากๆ

ร้านค้าบริเวณย่านมหาวิทยาลัยอีฮวาในช่วงเย็นครับ
เราเดินเล่นในย่านนี้จนถึงช่วงเย็น แล้วก็เดินต่อไปยังย่านซินชอน (Shinchon) ที่อยู่ติดๆ กัน แวะกินราเมน แล้วก็นั่งรถ Subway ต่อไปยังย่านนัมแดมุน (Namdaemun) แล้วเดินต่อไปเก็บตกที่ย่านเมียงดง (Myeong-dong) จนถึงดึกเลยครับ เป็นช่วงสุดท้ายของทริปนี้แล้ว ก็เลยต้องทำเวลา หาซื้อของที่อยากได้ และของฝากกันอยู่ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย
———————— นอนคืนที่ 4: ฮงแด โซล (Hongdae, Seoul) ————————
———————— วันที่ 5 ————————
————————————————————
และแล้ววันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง เมื่อคืนเที่ยวกันจนดึกมาก ขากลับแวะนั่งดื่มเบียร์ที่ฮงแดด้วย วันนี้ก็เลยขอตื่นสายๆ เลย แบบว่าตื่นมาแล้วเตรียมตัวไปสนามบินกลับบ้านเลยครับ

ก่อนกลับก็เดินหาซื้อขนมในร้านขายของชำแถวที่พักเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เดินออกมาขึ้นรถไฟ AREX ที่สถานี Hongik University Station มีรถไฟตรงไปถึงสนามบินอินชอน (Incheon Airport) เลยครับ

มาถึงที่สนามบินอินชอนแล้ว ขากลับก็นั่งคาเธ่ย์แปซิฟิคกลับ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงเหมือนเดิม ออกจากเกาหลีบ่ายสามกว่า ถึงกรุงเทพฯ เกือบเที่ยงคืนเลยครับ
และแล้วทริปนี้ก็จบลง.. หลังจากได้เห็น “เกาหลี” ใน “ทีวี” มาหลายปี ก็ได้ไปเห็นเกาหลี “จริงๆ” เสียที เป็นการเดินทางไปเกาหลีครั้งแรกที่น่าประทับใจครับ เสียดายจริงๆ ที่มีเวลาเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ยังมีอีกหลายที่เลยที่ดูในไกด์บุ๊คแล้วน่าไปแต่ก็ยังไม่ได้ไปเพราะเวลาไม่พอ ที่เที่ยวสุดฮิตอย่างเกาะนามิที่ทัวร์เกาหลีทุกกรุ๊ปต้องไป..ก็ยังไม่ได้ไป หวังว่าจะได้มีโอกาสกลับไปเยือนเกาหลีอีกในไม่ช้านี้ -/\-
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ หวังว่าเรื่องเล่าของเราอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมข้อมูลเดินทางท่องเที่ยวของท่านได้บ้าง หรืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านได้ออกไปท่องโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ครับ
ฮันยอง. ^_^
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี
มานั่งเล่นข้อมูลในงาน World Bank Open Data พบการ visualise ตารางแบบยาวๆ ที่น่าสนใจ ตัวอย่างข้อมูลที่เห็นคือจำนวนประชากรในเขตเมือง.
ปกติเวลาเรามีข้อมูลที่อิงตามเวลายาวๆ, อย่างเช่นในตัวอย่างที่มีข้อมูลตั้งแต่ปี 1980 - 2011, เรามักจะเห็นการกางข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นตารางที่มีคอลัมน์ตั้งแต่ 1981 - 2011 แต่ World Bank ใช้วิธีแบ่งคอลัมน์เป็น 2 ระดับคือ ห้วงเวลา ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เลยใช้คำแทนว่า squeezed time ranges กับ รายละเอียดของแต่ละห้วงเวลา ใช้คำแทนว่า expanded time line และมี sparked line ของข้อมูลชุดนั้นๆ มาให้ดู. ข้อดีคือประหยัดพื้นที่หน้าจอไปเยอะมาก แต่ข้อเสียคือเราจะเริ่มมองไม่เห็นแนวโน้มของข้อมูลในระยะยาว. สิ่งที่น่าจะทำได้คือ เพิ่มห้วงเวลาของ sparked line ให้ครอบคลุม 2 ห้วงเวลาก่อนหลัง ห้วงเวลาปัจจุบัน ก็น่าจะช่วยให้เห็นข้อมูลภาพรวมได้มากขึ้น.
เผยแพร่ครั้งแรกที่ keng.ws
มานั่งเล่นข้อมูลในงาน World Bank Open Data พบการ visualise ตารางแบบยาวๆ ที่น่าสนใจ ตัวอย่างข้อมูลที่เห็นคือจำนวนประชากรในเขตเมือง.
ปกติเวลาเรามีข้อมูลที่อิงตามเวลายาวๆ, อย่างเช่นในตัวอย่างที่มีข้อมูลตั้งแต่ปี 1980 – 2011, เรามักจะเห็นการกางข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นตารางที่มีคอลัมน์ตั้งแต่ 1981 – 2011 แต่ World Bank ใช้วิธีแบ่งคอลัมน์เป็น 2 ระดับคือ ห้วงเวลา ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เลยใช้คำแทนว่า squeezed time ranges กับ รายละเอียดของแต่ละห้วงเวลา ใช้คำแทนว่า expanded time line และมี sparked line ของข้อมูลชุดนั้นๆ มาให้ดู. ข้อดีคือประหยัดพื้นที่หน้าจอไปเยอะมาก แต่ข้อเสียคือเราจะเริ่มมองไม่เห็นแนวโน้มของข้อมูลในระยะยาว. สิ่งที่น่าจะทำได้คือ เพิ่มห้วงเวลาของ sparked line ให้ครอบคลุม 2 ห้วงเวลาก่อนหลัง ห้วงเวลาปัจจุบัน ก็น่าจะช่วยให้เห็นข้อมูลภาพรวมได้มากขึ้น.
————————————————————
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี

เช้าวันที่ 2 ตื่นขึ้นมาในเมืองซกโซ (Sokcho) ลองดื่มนมกล้วยที่เมื่อคืนซื้อมาจากมินิมาร์ท เห็นเค้าฮิตกันก็เลยลองมั่ง ฮ่าๆ :P

บรรยากาศยามเช้าย่านใจกลางเมืองซกโซ เงียบมากครับ!! ร้านค้ายังไม่เปิดกันเลย ลองมองไปไกลๆ ด้านหลังนู่นก็จะเห็นภูเขาหิมะอยู่ลิบๆ ครับ นั่นก็คือที่หมายที่เราจะเดินทางไปกันในวันนี้นั่นเอง

วันนี้เราจะใช้เวลาทั้งวันไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติซอรัคซานกันครับ ต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว แต่ก็น่าจะยังมีหิมะให้เราได้เห็นอยู่ เพราะอากาศยังหนาวมากอยู่ จากตัวเมืองซกโซ เรานั่งรถเมล์สาย 8 มุ่งหน้าสู่ทางเข้าอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน

นั่งรถเมล์สาย 8 จากตัวเมืองมาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงด้านหน้าทางเข้าอุทยานฯ แล้วครับ ซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายของรถเมล์สายนี้พอดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งรถเลยป้ายนะครับ :P

ค่าตั๋วเข้าอุทยานฯ คนละ 2,500 KRW ครับ เข้ามาถึงก็จะเจอหมีอยู่ที่ทางเข้าเลย

ภายในอุทยานจะมีเส้นทางและจุดที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งครับ เราจะต้องวางแผนก่อนครับว่าอยากจะเลือกเดินไปเส้นทางไหน หรืออยากกจะไปจุดไหนบ้าง เพราะแต่ละเส้นทางจะใช้เวลาในการเดินทางไม่เท่ากัน บางที่ใกล้ๆ เดินไม่นาน บางที่อยู่ไกลต้องใช้เวลาเดินทั้งวัน เที่ยววันเดียวไม่หมดแน่ๆ

สำหรับจุดแรกที่เราจะไปกันในวันนี้มีเรียกว่า Gwongeumseong สามารถขึ้น Cable Car และเดินขึ้นเขาต่อไปอีกหน่อยก็ไปถึงได้โดยไม่เหนื่อยมากครับ

หลังจากขึ้น Cable Car มาแล้วก็เดินต่ออีกหน่อย ทางเดินมีแต่หิมะ บางช่วงก็เป็นน้ำแข็งลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวัง :P

ขึ้นมาถึงที่สูงสุดของจุดนี้แล้วครับ มองไปไกลๆ เห็นวิวภูเขาหิมะ (ที่กำลังละลาย)

สะพานหินข้ามลำธาร ภาพนี้ถ่ายจากตอนที่อยู่บน Cable Car ขาลงครับ

ลงจาก Cable Car แล้วก็เดินไปเที่ยวจุดต่อไป

ผ่านร้านกาแฟ ก็เลยมาหลบหนาวนั่งพักก่อนครับ ภายในร้านแต่งสวยมาก ได้บรรยากาศวิถีของร้านกาแฟอย่างแท้จริง เจ้าของเป็นผู้ชายวัยกลางคน ใจดีมากด้วยครับ เรามากัน 2 คน สั่งคาปูชิโน่ร้อนไปแก้วเดียว เงินวอนที่แลกมาก็หมดแล้วไม่มีจ่าย เลยต้องเอาเศษเงินดอลล่าร์ที่มีติดตัวอยู่นิดหน่อยจ่ายไปเท่าที่มี เขาก็ลดราคาให้ด้วย แถมพอนั่งกินกาแฟไปสักพัก ยังอุตส่าชงโกโก้ร้อนมาให้กินฟรีๆ อีก 1 แก้ว เขาบอกว่าเขาเข้าใจเราครับ เพราะตอนที่เขาวัยรุ่นเวลาไปเที่ยวเขาก็ไม่ค่อยมีเงินแบบนี้เหมือนกัน -/\- ฮ่าๆ

ภายในอุทยานฯ มีวัดเก่าแก่ชื่อว่า วัด Sinheungsa ตั้งอยู่

ใครชอบสถาปัตย์ฯ คงเดินดูโครงสร้างอาคารไม้กันเพลินเลยทีเดียว

หลังจากที่เดินเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติซอรัคซานทั้งวันแล้ว ช่วงบ่ายแก่ๆ เราก็ต้องนั่งรถเมล์กลับมาที่เมืองซกโซ แวะกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ที่พัก แล้วเดินมาที่สถานีขนส่งเพื่อเตรียมขึ้นรถบัสกลับกรุงโซลครับ ที่นี่มีรถบัสวิ่งไปโซลทุกๆ ชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนถึง 5 ทุ่มเลยครับ

เรานั่งรถบัสจากซกโซ 3 ชั่วโมงก็มาถึงโซลในช่วงค่ำๆ แล้วก็ต่อรถไฟใต้ดินมาที่ย่านฮงแด (Hongdae) ที่พักของเราอยู่ในย่านนี้ครับ

หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่พักแล้วก็ออกมาเดินเล่น หาอะไรกินกันครับ ย่านฮงแดยามค่ำคืนคึกคักมาก เป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นนักศึกษา ร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ เยอะแยะมากมาย คึกคักวุ่นวายดีครับ : )
คืนนี้เราอยู่ไม่ดึกมากก็รีบกลับที่พักไปพักผ่อน เพื่อจะได้เตรียมลุยเที่ยวโซลในวันพรุ่งนี้ครับ ^^
———————— นอนคืนที่ 2: ฮงแด โซล (Hongdae, Seoul) ————————
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ.. เราจะพาไปเดินเที่ยวในเมืองทั่วกรุงโซลเลย
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเกาหลีมาครับ ไม่ได้เขียนบล็อกนานแล้ว ขอมาอัพเดทหน่อยละกัน : )
ในยุคนี้ถ้าพูดถึง “เกาหลี” แน่นอนว่าทุกคนคงจะรู้จักกับความเป็น “เกาหลี” ดีแน่ๆ ในช่วง 10 ปีมานี้ เราได้รู้จักวัฒนธรรมเกาหลีผ่านสื่อต่างๆ เยอะแยะมากมาก ตั้งแต่ละคร หรือซีรี่เกาหลีที่เริ่มมีเข้ามาให้คนไทยได้รู้จัก ตั้งแต่ยุค Autumn In My Heart, Winter Love Song เรื่อยมาจนถึงเรื่องที่คนไทยพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมืองอย่าง Full House และ Princess Hour ส่วนภาพยนต์หรือหนังเกาหลีนั้นก็เริ่มมาตั้งแต่ Il Mare จนมาดังสุดๆ ก็น่าจะเป็นเรื่อง My Sassy Girl จนมาถึงยุคนี้ K-Pop ก็ได้เข้ามาทำให้เราได้ฟังเพลงเกาหลีกัน อะไรหนอที่สามารถทำให้เกาหลีใต้ ประเทศเล็กๆ บนคาบสมุทรเกาหลี สามารถส่งออกวัฒนธรรมได้ประสบความสำเร็จมากถึงขนาดนี้… ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาคำตอบได้ไหม แต่วันนี้เรากำลังจะได้เดินทางไปเกาหลีเป็นครั้งแรกแล้วครับ : P
“เกาหลี” ไปไม่ยากครับ วีซ่าก็ไม่ต้องขอ แค่มีหนังสือเดินทาง (Passport) ซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วก็บินไปได้เลย
วันนี้จะได้ออกเดินทางไปเกาหลีแล้ว แผนการเดินทางของเรามีดังนี้ครับ..
—————————————————————-
วันที่ออกเดินทาง:
————————
วันที่ 1: โซล (Seoul) – ซกโซ (Sokcho)
————————
วันที่ 2: ซกโซ (Sokcho) – ซอรัคซาน (Seoraksan) – โซล (Seoul)
————————
วันที่ 3: โซล
————————
วันที่ 4: โซล
————————
วันที่ 5: โซล กลับกรุงเทพฯ
—————————————————————-
สำหรับบล็อกเกาหลีนี้ ขอแบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้นะครับ…
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี
———————— วันที่ 1 ————————

ทริปนี้ไปกับ “ข้าวสวย” ครับ วันนี้เราจะเดินทางไปเกาหลีด้วยสารการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคกันครับ เพิ่งจะเคยบินแบบหรูๆ เป็นครั้งแรก ปกติ Low cost ตลอดเลย >_<
เราได้ตั๋วคาเธ่ย์ฯ มาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมแล้วครับ ไป-กลับเกาหลีราคารวมภาษีทุกอย่างแล้ว 15,640 บาท เป็นตั๋วโปรโมชั่นที่คาเธ่ย์ฯ ปล่อยออกมาในช่วงนั้น ก็เลยรีบซื้อไว้ แต่นั่งคาเธ่ย์ฯ มีข้อเสียอย่างนึงคือต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงทั้งขาไปและกลับครับ … แต่ไม่เป็นไร เรายังไม่เคยไปฮ่องกง แวะเปลี่ยนเครื่องลงไปเดินเล่นสักหน่อยก็น่าจะสนุกดี :P

วันนี้เป็นวันอังคารครับ หลังจากเลิกงานเราก็รีบแบกกระเป๋าไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทันที…

คาเธ่ย์แปซิฟิค เที่ยวบินที่ CX702 บินด้วยเครื่องบิน Airbus A330 ครับ

มารอที่ Gate ผู้โดยสารไฟล์ทนี้เยอะทีเดียว

ขึ้นมานั่งบนเครื่องแล้วครับ เป็นครั้งแรกอีกแล้วที่ได้นั่งเครื่องบินแบบ 2 ทางเดิน แล้วก็มี PTV ด้วย

นั่งมา 2 ชั่วโมงกว่าก็มาถึงฮ่องกงแล้วครับ.. สายการบินค่าเธย์แปซิฟิคเป็นสายการบินของฮ่องกง การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเกาหลีด้วยสายการบินนี้จะไม่มีไฟล์ทที่บินตรง ต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงครับ

เราใช้เวลาเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงประมาณชั่วโมงครึ่ง เที่ยงคืนกว่าก็ได้เวลา boarding แล้ว เวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงนะครับ ระวังดูเวลาผิดเดี๋ยวจะตกเครื่องเอา

ผู้โดยสารทยอยต่อคิวขึ้นเครื่องแล้ว
ไฟล์ทนี้มีอาหารเสิร์ฟอีกรอบนึงด้วยครับ (ไฟลท์จากกรุงเทพฯ ก็มีอาหารเสิร์ฟมามื้อนึงแล้ว) มีให้เลือกระหว่างข้าวหน้าไก่กับพาสต้า ไฟล์ทที่แล้วกินข้าวไปแล้ว ไฟล์ทนี้ขอลองพาสต้าบ้างละกัน มีไอศกรีมให้ด้วยครับ :P

จากฮ่องกงใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมงก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ตอนนี้เวลาตี 4 ฟ้ายังมืดอยู่เลย อากาศข้างนอกคงติดลบ แต่อยู่ในอาคารยังไม่หนาวจนสั่นมากครับ

ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองมาแล้วก็เอาเงินดอลลาร์สหรัฐ USD ไปแลกเป็นเงินวอน (KRW) ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะเอาไปซื้อบัตร T-Money ครับ

สนามบินอินชอนอยู่ห่างจากใจกลางกรุงโซลประมาณ 50 กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ด้วยรถบัส หรือรถไฟฟ้าแบบที่เรานั่งก็ได้ครับ สะดวกดี

รถไฟฟ้าที่วิ่งเชื่อมระหว่างสนามบินกับตัวเมืองเรียกว่า “AREX” ระบบขนส่งมวลชนที่นี่เชื่อมต่อกันหมด และสามารถใชับัตร T-Money ที่เราซื้อมาจ่ายได้หมดเลยครับ

ใช้เวลานั่งอยู่บนรถไฟ AREX ประมาณ 50 นาที ก็มาถึงย่านใจกลางเมืองแล้วครับ แผนของเราวันนี้คือจะเดินทางไปค้างคืนกันที่นอกเมืองก่อน เป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลฝั่งตะวันออกของเกาหลีชื่อว่า “ซกโซ (Sokcho)” ครับ ที่นั่นมีไฮไลท์เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีภูเขาหิมะให้เราได้ไปเที่ยวกัน แต่ก่อนที่จะเดินทางต่อ เราต้องเอากระเป๋าลากใบโตใบนี้ไปฝากไว้กับที่พักที่เราจะกลับมานอนที่โซลก่อนครับ จะได้ไม่เป็นภาระในการเดินทาง เอาให้เหลือแค่เป้คนละใบก็พอ : )

หลังจากฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 มาที่สถานี Gangbyeon Station เพื่อขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปยังเมืองซกโซ (Sokcho) ครับ สถานีขนส่งแห่งนี้มีชื่อว่า Dong Seoul Bus Terminal ในรูปนี้เป็นตอนที่เรากำลังนั่งรอเวลาขึ้นรถครับ กำลังโดนป้าๆ ลุม โวยวายกันใหญ่ -_-’

หน้าตารถบัสของเกาหลีที่จะพาเราเดินทางไปเมืองซกโซ (Sokcho) ครับ มีรถออกทุกๆ ชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนถึง 5 ทุ่มเลย

ได้ตั๋วมาแล้ว.. คนละ 16,100 KRW เบาะใหญ่ นั่งสบายเลยทีเดียว

รถเริ่มออกจากกรุงโซลโดยวิ่งบน Highway เรียบแม่น้ำฮัน

นั่งรถมาได้สักพักใหญ่ๆ ออกจากเมืองมาไกลแล้ว ก็เริ่มมีหิมะบนเนินเขาให้เราเห็นกันแล้วครับ

ถนนระหว่างเมืองในเกาหลีนี่ดีจริงๆ ครับ ลักษณะคล้ายๆ Motor way ไปพัทยาของบ้านเรา ถึงแม้จะต้องผ่านภูมิประเทศที่เป็นหุบเขา เทือกเขา แต่รถก็สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างสบาย เนื่องจากถนนที่นี่เขาเจาะเป็นอุโมงค์ หรือไม่ก็สร้างเป็นสะพานข้ามหุบเขาไปเลยครับ ไม่ค่อยมีทางชันๆ ลดเลี้ยวเคี้ยวคด

ต้นเดือนมีนาคม หิมะบนภูกำลังละลายไปจนเกือบหมดแล้วครับ

นั่งรถบัสมาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า เราก็มาถึงเมืองซกโซ (Sokcho) แล้วครับ รถมาส่งที่สถานีขนส่ง Sokcho Intercity Bus Terminal (ที่ซกโซจะมีสถานีรถบัส 2 แห่งคือ Intercity Bus Terminal แห่งนี้ กับอีกที่นึงเรียกว่า Express Bus Terminal ครับ)

เมืองซกโซ (Sokcho) เป็นเมืองประมงเล็กๆ ริมทะเลชายฝั่งทะเลตะวันออกของเกาหลีครับ จากสถานีรถบัส เราก็เดินเท้าไปเรื่อยๆ ตามทาง

เราเดินจากสถานีขนส่งมาไม่ไกลนัก ประมาณ 5-10 นาที ก็มาถึงที่พักของเราที่เมืองซกโซ (Sokcho) แล้วครับ “The House Hostel – Sockho” น่าจะเป็นที่พักแห่งเดียวที่ถูกแนะนำในอินเตอร์เน็ต เพราะตอนหาข้อมูล ใครๆ ก็บอกว่าให้มาพักที่นี่ และดูเป็นสากลสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากที่สุดแล้วครับ เราใช้วิธีจองห้องพักที่นี่โดยตรงทางอีเมล ล่วงหน้าประมาณ 3 สัปดาห์ครับ เขียนส่งไปที่ yoohj73@hanmail.net บอกรายละเอียดไปว่าจะไปวันไหน พักกี่วัน อยากได้ห้องแบบไหน ฯลฯ … แล้วก็รออีเมลตอบกลับมาคอนเฟิร์มครับ

แล้วเราก็ได้รู้แล้วครับว่าทำไมใครๆ ถึงได้บอกว่าประทับใจมิสเตอร์ Yoo ผู้ดูแลที่พักที่นี่ … มีรางวัลการันตีซะขนาดนี้! Best Staff Award – The House Hostel

หลังจากเช็คอินเสร็จแล้ว มิสเตอร์ Yoo ก็บอกว่าขอเวลาเรา 15 นาที ไอ้เราก็งงว่าจะทำไม แล้วเขาก็เอาแผนที่ท่องเที่ยวเมืองซกโซมากางบนโต๊ะ แนะนำที่เที่ยวต่างๆ ร้านอาหาร และการเดินทางให้เราครบถ้วน ราวกับว่าเราจะมาอยู่ที่นี่เป็นเดือน สมแล้วจริงๆ กับรางวัล “Best Staff Award” ของ HostelBookers.com

สภาพห้องพัก ไม่ได้หรูหราอะไรมากครับ แต่ก็สะอาด อุ่น ยิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ อากาศก็หนาว น่านอนจริงๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ก็มีพร้อม ทั้งตู้เย็น ทีวี ไดร์เป่าผม เครื่องกดน้ำร้อน น้ำเย็น ฮีตเตอร์ ฯลฯ คืนละ 30,000 KRW ครับ

หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่พักแล้ว เราก็รีบออกมาเดินเล่น ดูบ้านดูเมืองไปเรื่อยๆ วันนี้เหลือเวลาไม่มากแล้วครับ คงไปเที่ยวไหนได้ไม่มากนัก

แถวนี้เป็นย่านท่าเรือครับ ที่มีซกโซมี International Port ที่สามารถต่อเรือไปยังจีนหรือรัสเซียได้ด้วยครับ ทางเท้าที่นี่มีเลนสำหรับจักรยานซะด้วย ดีจัง : )

ปูยักษ์ตัวใหญ่มากกกกกกกก สดๆ อยู่ในตู้ ในย่านนี้มีร้านอาหารทะเลแบบนี้ตลอดทางเลยครับ

ที่มองเห็นไกลๆ เป็นชายหาดในเมืองซกโซครับ เพิ่งจะเคยเห็นบรรยากาศทะเลในเมืองหนาว

เราเดินเล่นเลาะชายฝั่งในเมืองซกโซได้ไม่นาน ก็เริ่มค่ำแล้วครับ ก็เลยเดินมาที่ร้าน BBQ เนื้อย่างเกาหลีตามที่มิสเตอร์ Yoo ได้แนะนำมา เนื่องจากกินเนื้อย่างแล้วมือมันมาก เลยไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายให้ได้เห็นหน้าตาอาหารที่เรากินกันเลย >_<

มาถึงวันแรกก็ได้ลองเบียร์เกาหลีกันเลย เบียร์ Cass เคยเห็นแต่ซานดาร่ากับมินโฮดื่มกันในเอ็มวี Kiss อร่อยย..
มื้อค่ำมื้อนี้กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินกลับที่พัก ด้วยความอิ่ม และความเหนื่อยจากการเดินทางที่ยังไม่ได้พักมาตั้งแต่เมื่อวาน หัวถึงหมอนแล้วก็เลยสลบไปเลย >_<
———————— นอนคืนที่ 1: ซกโซ (Sokcho) ————————
โปรดติดตามต่อในตอนต่อไปนะครับ… พรุ่งนี้จะไปเที่ยวภูเขาหิมะแล้ววว : P
เกาหลี(ใต้)ลมหนาว
- ตอนที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ต่อรถจากโซล (Seoul) ไปซกโซ (Sokcho)
- ตอนที่ 2: เที่ยวภูเขาหิมะ อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan)
- ตอนที่ 3: เที่ยวโซล (Seoul)
- ตอนที่ 4: สรุปการเดินทาง ค่าใช้จ่าย แนะนำการเดินทาง และการเตรียมตัวเที่ยวเกาหลี
ร้านอาหารรีแลกซ์
ร้านอาหารตึกแถว 2 ห้องติดแอร์ อยู่ในตัวเมืองเพชรบุรี ใกล้ๆ กับเขาวัง รสชาติอาหารอยู่ในเกณฑ์ดี อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดคือหมี่กรอบ ซึ่งตอนที่สั่งอาหารก็ลืมดู เลยไม่ได้สั่ง (อดแดก) การบริการดี เพราะนั่งอยู่ติดโต๊ะเก็บตังของเจ้าของร้าน
โรงแรมสายลม
โรงแรมเก่าแก่สมัยพ่อยังหนุ่ม ตั้งอยู่ในบริเวณตัวเมืองหัวหิน มีพื้นที่ติดชายหาด อาคารห้องพักเป็นแบบทันสมัยเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ภายในห้องพักดูสะอาดเรียบร้อย ห้องน้ำก็ดี มีทีวีเคเบิล ตู้เย็น กระติกน้ำร้อน ไดร์เป่าผม ครบถ้วนตามสมควรที่โรงแรมควรจะมี
ภายในโรงแรมมีสระว่ายน้ำ 2 สระ น้ำจืดและน้ำเกลือ เลือกได้ว่าจะชอบน้ำซุปแบบไหน การบริการถือว่าอยู่ในระดับดีมาก พนักงานมีใจรักการบริการ และพูดคุยกันได้เป็นกันเอง ร้านอาหารของโรงแรมก็ทำอาหารอร่อย หลายคนมาโรงแรมนี้เพียงเพื่อมากินข้าวที่ร้านอาหารอย่างเดียว ทำให้คนที่อยู่ในโรงแรมเองอาจจะไม่มีที่นั่งแดกได้
ตลาดน้ำหัวหินสามพันนาม
เป็นตลาดน้ำที่จัดตั้งขึ้นมาจากความว่างเปล่า มีร้านค้าและร้านอาหารพอสมควร แต่ส่วนมากจะเป็นร้านขายของธรรมดาๆ ไม่มีจุดเด่น (มีร้านดีๆ อยู่บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย) อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่เคยมา ก็เป็นอีกสถานที่ๆ น่ามาเดินเล่นดู (แต่ครั้งสองครั้งก็เกินพอ)
จุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เวทีการแสดง ที่ด้านหน้าเวทีเป็นน้ำทั้งหมด มีป้ายประกาศพายเรือชมคอนเสิร์ตด้วย น่าสนุกดี
ก๋วยเตี๋ยวเป็ดนายปิว
ก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านดังในหัวหิน (คนเค้าว่าต่อๆ กันมา) ร้านเป็นตึกแถว 1 ห้อง จอดรถได้ริมถนน ถ้าเป็นช่วงคนเยอะก็จะเกิดความยากลำบากในชีวิต เพราะนอกจากต้องหาที่จอดรถแล้ว ยังต้องหาที่จอดตูดด้วย
ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม (ราคา 35 บาท) นั่งนับเนื้อเป็ดในชามแล้วนับได้ 1 ชิ้นถ้วน แถมเส้นไปอีกนิด น้ำซุปไปอีกหน่อย พอแดกได้กันอดตาย
ร้านปลาทูเรสเตอร์รอง
ร้านอาหารวิวดีติดทะเล ตั้งอยู่ค่อนไปทางชะอำ ทางเข้าซับซ้อนแต่มีป้ายบอกอยู่เรื่อยๆ มากินเป็นครั้งที่สองแล้ว รสชาติยังใช้ได้อยู่ ชอบปลาทูต้มยำมากที่สุด ของหวานเป็นแพนเค้กกล้วยหอมก็อร่อย แนะนำให้มาในช่วงที่คนไม่เยอะ พอคนเยอะแล้วเหมือนต้องกระจายความอร่อยกันไปแต่ละโต๊ะ (แปลว่าไม่อร่อย)
ก๋วยเตี๋ยวปลา วี.ไอ.พี.
ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับร้านรีแลกซ์ เน้นก๋วยเตี๋ยวปลา ลูกชิ้น และข้าวหมูอบน้ำผึ้ง ปลาสดใช้ได้ จิ้มกินกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวอร่อยดี แนะนำว่าอย่าสั่งราดหน้า เพราะเดี๋ยวจะอารมณ์ไม่ดี (มีคนรู้ว่าเพราะอะไรเพียงไม่กี่คน)
อ่านการดีเฟนท์จากผู้สร้างเชคสเปียร์ต้องตายแล้วก็ยืนยันว่ายังไงเราก็ต้องดีเฟนท์ให้หนังมันได้ฉาย …. เพื่อที่เราจะได้เลือกด่ามันด้วยสมองของตัวเอง
— Aof Dent
*ภาพประกอบดัดแปลงจากผลงานของ มานิต ศรีวานิชภูมิ หนึ่งในผู้กำกับหนังดังกล่าว
มีเรื่องมาเล่าครับ
ผมได้รับงานทำเว็บมางานหนึ่ง ซึ่งตัดสินใจใช้ drupal 7 เป็นที่รู้กันมาก่อนหน้านี้ว่า drupal กินแรมเยอะมาก ในขั้นตอน setup เว็บนั้น ผมจึงไม่ลังเลใจที่จะ set ค่า memory limit 256 MB ไปก่อนล่วงหน้าเลย เพราะรู้ว่าต้องใช้ module เยอะอยู่แล้ว ระหว่างพัฒนาก็รู้สึกว่า request page แต่ละครั้งหน่วงๆ อยู่เหมือนกัน
หลังจากพัฒนาเสร็จแล้ว ก็เตรียมอัพขึ้นไป ก็มาติดปัญหาว่า host เจ้ากรรมดันให้ limit ของ memory ไว้ที่ 64 MB ในใจก็หวั่นว่าจะถึงคราวซวยของเราแล้ว "มันจะพอเปล่าวะ" ก็เลยต้องมา set ค่าของ local server ให้มาอยู่ที่ 64 MB เหมือนกับ server แล้วก็ลองใช้งานเว็บดู ปรากฏว่ามันทำงานได้เร็วเหลือเชื่อครับ เร็วจนน่าตกใจ
ก็เลยเปิดโมดูล devel เพื่อตรวจสอบการใช้ทรัพยากรของ CMS เวอร์ชั่นนี้ พบว่าใช้ทรัพยากรไปน้อยมากครับ ทั้งๆ ที่ลงโมดูล hard core ไปตั้งเยอะ ก็เลยเช็คดูหน้าที่มีการ query และ render element มากที่สุดก็คือหน้าแรกครับ ได้ค่ามาดังนี้ (7 views, 1 panel, 6 static blocks)
Executed 272 queries in 147.54 ms. Queries exceeding 5 ms are highlighted. Page execution time was 978.98 ms. Memory used at: devel_boot()=0.93 MB, devel_shutdown()=20.01 MB, PHP peak=21 MB.
โดยเฉพาะ memory ถิอว่าน้อยมากคือประมาณ 20 MB เท่านั้นเอง ถือว่าทำคะแนนได้ดีมาก (เทียบกับ Yii เปิด page ธรรมดากินแรม 8 MB)
นอกจากประสิทธิภาพที่ดีแล้ว module ต่างๆ ก็ทำได้ดีขึ้นมาก ใช้งานง่าย เทียบกับเมื่อสมัย drupal 6 ที่หาโมดูลยังไงก็ไม่ถูกใจ ต้องไปเขียนเพิ่มอยู่ดี มาครั้งนี้มีส่วนที่ผมต้องไปเขียนเพิ่มน้อยมาก เอาเป็นว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เขียนโค้ดเพิ่มสักบรรทัดเลย (ไม่นับ CSS)
สำหรับผมแล้ว ตั้งใจไว้อย่างนี้ว่า ทำเว็บด้านเนื้อหาครั้งต่อไป drupal 7 เป็นหนึ่งในตัวเลือกแทนที่ drupal 6 อย่างแน่นอน
จากความที่ DNA ของเราบางกว่าเส้นผมถึง 40,000 เท่าอาจจดูเหมือนว่าจะมองเห็นไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรมาทดลองดูสักนิดดีกว่าว่าเราจะแยกสกัด DNA ของเราออกมาได้ยังไง (แบบเบื้องต้น) วิธีการที่ใช้ในที่นี่ก็คือ เอา DNA จากเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม ตามวิธีการต่อไปนี้
คำอธิบายอย่างง่ายก็คือ ปกติ DNA จะละลายในน้ำ พอทีนี้ DNA ในน้ำเกลือมาเจอะกับ Alcohol จะทำให้มันจับตัว แยกออกจากน้ำนั่นเอง 2
ที่มา : http://www.huffingtonpost.com/2012/03/12/dna-extraction-pbs-nova_n_13388...
click, click, boom
tick, tick, despair
fire, fire, inspire
.
.
.
.
baby me

The Streets of Hongdae by riacale
กำลังจะไปเกาหลีใต้ครั้งแรกในชีวิต ตอนนี้กำลังวางแผนเที่ยวอยู่ครับ ทริปนี้จะต้องนอนที่โซล 3 คืน ก็เลยต้องหาที่พักไว้ก่อน
ลองๆ หาดูในเน็ตแล้วพบว่าที่พัก-ที่เที่ยวในโซลมีอยู่หลายย่านเลย ที่ดังที่สุดก็น่าจะเป็นย่านเมียงดง แหล่งช้อปปิ้งที่โด่งดัง มีโรงแรมและเกสเฮ้าอยู่มากมาย
แต่เราอยากเลือกพักในย่านฮงแด (Hongdae) อยู่บริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะครับ เค้าว่ากันว่าย่านนี้จะออกแนวอาร์ตๆ หน่อย มีดนตรี ศิลปะ ข้างถนนให้ได้ชมกัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะเป็นย่านผับด้วย โดยทุกๆ วันศุกร์สุดท้ายของเดือนจะเป็นวัน Club Day มีปาร์ตี้ซะใหญ่โตเลยทีเดียว หรือถ้าใครเคยดูซีรี่เกาหลีเรื่อง “Mary Stayed Out All Night (สาวจอมจุ้มกับหนุ่มอินดี้)” ก็คงเคยเห็นว่าเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในย่านนี้ครับ
ที่พักส่วนใหญ่ในย่านนี้จะเป็นแบบเกสเฮ้าส์ (Guesthouse) หรือ Hostel มากกว่า ไม่ค่อยมีโรงแรมเท่าไหร่ โดยจะมีให้เลือกทั้งห้องเตียงคู่ เตียงเดี่ยว หรือว่าเตียงรวมแบบหอพัก เป็นเตียง 2 ชั้นนอนรวมกับคืนอื่น ห้องละประมาณ 4-8 คน ห้องน้ำส่วนมากจะเป็นห้องน้ำรวม แม้กระทั้งห้องเตียงคู่ เตียงเดียว ที่นอนแบบส่วนตัว ก็ยังต้องใช้ห้องน้ำรวม มีน้อยที่จะมีห้องน้ำในตัว ราคาห้องเตียงคู่จะอยู่ที่ 50,000 – 60,000 KRW หรือถ้าไปคนเดียวนอนเตียงรวมก็อยู่ที่คนละ 20,000 – 30,000 KRW ครับ
รวบรวมที่พักแบบ Guesthouse / Hostel ย่านฮงแด มาให้ดังนี้ครับ…
มีวิดีโอพาเดินเที่ยวย่านฮงแดมาให้ดูด้วยครับ
12 สิงหาคม 2554
ย่ำเย็นหนึ่ง คุยกันในวงเพื่อน 8 - 9 คน แล้วก็มีเสียงเอ่ยขึ้นว่า "ไปเชียงคานกันไหม" เราคุยกันเย็นนั้น เพื่อที่จะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น และแล้วก็สิริสมาชิกรวมได้ 6 คน
เที่ยวเล่นไปตามทางเรื่อยๆ จนถึงเชียงคานบ่ายแก่ๆ หาทีพัก เดินเล่น กิน ดื่ม คุย จนเวลาล่วงมาถึงเที่ยงคืน
ตอนนั้นเมาได้ระดับกำลังดี มีความสุข เพลินเพลินไปกับบรรยากาศ รวมกับการรีเซตตัวเองอยู่เรื่อยๆ
ถ้าใครสะดุดกับคำว่า "รีเซต" ผมอธิบายได้คร่าวๆว่า เป็นกระบวนการหนึ่งที่ ตัวเรารู้สึกตัวเรา รู้สึกว่าก้นสัมผัสเก้าอี้ เท้ากำลังไขว้ทับกัน มือที่สัมผัสแก้วเย็น น้ำที่ไหลลงคอผ่านหลอดอาหารค่อยๆเย็นวาบไล่ลงไป เพื่อให้เราออกจากความคิด ออกจากเรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี ไม่ต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใดๆทั้งสิ้น มีเพียงตัวเราที่รู้สึกตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ หรือมองอีกมุมหนึ่งเช่น เรารู้สึกหิวมากๆจนคิดอะไรไม่ออก เราใช้ความรู้สึกเหล่านั้นเพื่อออกจาความคิดนั่นเอง ส่วนว่ารีเซตแล้วมันดีอย่างไร ลองอ่านต่อดูครับ
เมื่อก่อนชอบใช้ปากกา Faster CX606
เป็นปากกาที่เขียนลื่นมาก ลายเส้นหนาและชัดเจน แต่มีข้อเสียคือมันค่อนข้างพังง่าย ตกพื้นสูงหน่อยก็พังแล้ว และหมึกก็มักจะออกมาเยอะเกิน ทำให้หลังจากเขียนเสร็จ มือมักจะเต็มไปด้วยหมึกปากกา
ต่อมาเริ่มรู้จัก Gel Pen และ Gen Pen ที่เลือกใช้ก็คือ Pilot G2
Pilot G2 เขียนลื่นดี ลายเส้นก็ออกมาโอเค หมึกไม่เลอะมือ เสียอยู่อย่างเดียวเลยคือราคาของ Pilot G2 จะค่อนข้างแพง แท่งละประมาณ 70 กว่าบาท (เปลี่ยนไส้ได้ แต่ไส้ก็แพงเหมือนกัน)
ใช้ Pilot G2 มาอยู่หลายปี ก็มาเจอปากกาอันใหม่ คือ Muji Ball Pen
ชอบมาก เขียนลื่น ลายเส้นสวย แต่ยังไม่ได้ทดสอบความทน ราคา 45 บาทต่อแท่ง (น่าคบกว่า Pilot G2 เยอะเลย)
ตอนนี้ก็ถือว่าปากกาที่โปรดปรานที่สุดคือ Muji เพราะเขียนดี เขียนสนุก ราคาไม่แพงมาก
ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบ
บันทึกนี้เป็นสำเนาดิจิทัลของบันทึกส่วนตัวใน Facebook ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์จากการร่วมวิจัยในเรื่อง Mobile Technology for Social Development กับ Oxfam GB
อยู่บังคลาเทศมาหกวัน
ไม่ค่อยได้ไปไหน เพราะถ้าออกไปแล้วเราก็อยากถ่ายรูป พอถ่ายรูปแล้วคนก็มามุง พอมามุงแล้วรถก็ติด เดี๋ยวพี่ๆ เจ้าเมืองเขาจะด่าพ่อเอา เวลาที่ใช้ไปส่วนมากในช่วงเวลาที่ยังสว่างอยู่ก็คือการประชุม รองลงมาคือการเดินทาง
ได้มีโอกาสเดินทางไปในเมืองที่ไกลโพดที่ชื่อบาร์กูน่า ถนนเข้าก็ยังลำบาก ห่างจากเมืองหลวงธากา ไปประมาณ 300 กิโลเมตร เดินทางทางบกใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ต้องไปด้วยเครื่องบินน้ำ ใช้เวลา 45 นาที ต้องลงจอดในแม่น้ำ กัปตันเครื่องต้องโบกให้เรือหลบ ตื่นเต้นดี
สิ่งที่พบอย่างหนึ่งคือ ในความลำบากของคนในประเทศต่างๆ ที่เคยเจอมาใน ไทย, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย จะคล้ายๆ กันคือ เกษตรกรจะในระดับยากจนข้นแค้นมหาศาลเนี่ยโดนกดขี่จากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ความยากจนจากการไม่มีโอกาสในการเข้าถึงตลาด หากเป็นกัมพูชากับบังคลาเทศก็จะเพิ่มเรื่องความลำบากของสตรีเนื่องจากโครงสร้างของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่เข้ามาอีก
คือถ้ามองในภาพรวมแล้ว มันก็ลำบากเหมือนๆ กัน พอๆ กัน อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความลำบากเหล่านั้น
ในบังคลาเทศนั้นมีกิจการที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาความลำบากโดยยังสามารถหาเลี้ยงตัวกิจการเองได้เยอะมาก เอาตั้งแต่ Grameen Bank ที่ทำเรื่อง Micro Finance, BRAC, Grameenphone (โดน Telenore ซื้อไปสามปีแล้ว), ระบบ Telecentre ที่ส่งเสริมการสร้างผู้เชี่ยวชาญชุมชน โดย Practical Action
ความน่าสนใจมากคือ ในประเทศอื่นๆ เราคงมองเห็นการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้ในรูปแบบของการจัดตั้งกลุ่มอาสา, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือรูปแบบอื่นๆ มาเพื่อ focus ในการแก้ไขปัญหานั้นๆ
แต่บังคลาเทศไปไกลกว่านั้นด้วยการพยายามทำให้รูปแบบการทำงานนั้นเลี้ยงตัวเองได้ และดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในวิธีคิดพื้นฐานของคนในบังคลาเทศ การทำ Social Enterprise เป็นเรื่องที่ต้องคิดรวมไว้ในกลยุทธ์ขององค์กร
Opendream ก็พยายามจะเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ก็ยังต้องเรียนรู้กันอีกมาก
มาบังคลาเทศครั้งนี้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างและต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง
สนุกดี.
น้องๆ ที่ออฟฟิศจะ backpack ไป Barcamp ที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เสร็จแล้วก็ว่าจะหาที่เที่ยวด้วย เลยแนะนำให้ไปกางเต้นท์ที่ “ดอยผ้าห่มปก” อุทยานแห่งชาติฝาง อยู่ใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เราก็เลยโทรไปถามรถเมล์เขียวที่เชียงรายได้ความมาดังนี้…
เมื่อวานต้องไปรักษารากฟัน
ปกติเป็นคนที่พยายามหลีกเลี่ยงการรักษาทางการแพทย์ใดๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ หู ตา จมูก ปาก เพราะคิดว่ามันเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างอ่อนไหว และเราควบคุมมันโดยตรงไม่ได้ นึกถึงเครื่องมือมหาศาลมาแหย่ๆ แยงๆ อวัยวะเหล่านั้นแล้วเสียวสันหลัง
ทำใจอยู่นานกว่าจะไปได้ เฮือกที่ตัดสินใจนอนลงบนเตียงทำฟันก็เพราะอย่างทดลองเรื่องการออกจากความรู้สึก
ศึกษาเรื่องนี้มาสักพักพบว่า ความรู้สึกจะนำไปสู่ความคิด และความคิดจะขยายความรู้สึก ยิ่งคิดมากจะยิ่งรู้สึกมาก ถ้าเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์เราก็จะหลงติดในอารมณ์ ถ้าเป็นเรื่องเจ็บปวดเราก็จะยิ่งเจ็บมากขึ้นจนทนไม่ได้
ยกตัวอย่าง
ผมหลีกเลี่ยงหมอฟัน เพราะกลัว ความกลัวจะทำให้ผมยิ่งคิดว่าการทำฟันมันจะเจ็บ ซึ่งจริงๆ มันก็เจ็บๆ เสียวๆ บ้างตามกลไกของเส้นประสาท แต่ทีนี้ด้วยความที่ยิ่งคิด ความคิดมันจะไปขยายความรู้สึก, ในที่นี้คือเจ็บ, ทำให้คิดว่าเจ็บมากขึ้น วนไปเรื่อยๆ จนทนไม่ได้ ที่สุดแล้วก็เลยหนี ไม่ไปหาหมอฟันละ
ผมคิดไปเองว่าการรักษารักนั้นมัน มันจะต้องเจ็บมาก เพราะมันต้องลงไปถึงเส้นประสาทรากฟัน แค่กินน้ำเย็นบางทีก็เสียวฟันจะตาย ยิ่งมีเครื่องมือลงไปถึงแล้วคงเสียวจนตายไปเลย
ด้วยความคิดที่ว่ามันเลยทำให้ผมยิ่งคิดว่า การรักษารากฟันมันคงเป็นพิธีกรรมอันโหดร้าย
แต่ทันใดนั้นผมลอง “ออกจากความคิด” เพื่อลดกาารคิดวนไปมาที่จะไปเร่งความรู้สึกกลัว ผลคือผมสามารถนอนลงบนเตียงทำฟันได้ด้วยความกลัวที่น้อยไปลงไปมาก
ในขณะทำฟัน หมอฉีดยาชาที่ปาก ทำให้ผมไม่รู้สึกอะไรเลยในระหว่างการทำฟัน 1 ชั่วโมง ซึ่งผมก็พบว่า ความคิดนั้นสามารถเร่งความเจ็บปวดที่มีอยู่น้อยนิดได้อย่างร้ายกาจ คือในเชิงชีววิทยาผมคงไม่รู้สึกอะไรเพราะกระแสประสาทถูกบล็อคจากยาชา แต่ความคิดมันไปเร่งทำให้เรารู้สึกว่ามันเจ็บจริงๆ
ใน 1 ชั่วโมงนั้นผมก็ลองออกจากความคิดบ่อยๆ เพื่อทดสอบความรู้สึกตัวเอง ซึ่งพบว่าความแตกต่างระหว่าง ความรู้สึกระหว่างการออกจากความคิด และ ความรู้สึกในขณะคิดนั้นแตกต่างกันมากจนสังเกตได้ชัดเจน
เลยยิ่งชัดเจนไปอีกว่า ในขณะที่เราติดอยู่กับสถานะการณ์หนึ่งๆ หากเราติดอยู่ในความคิด เราจะไม่มีทางออกจากสถานการณ์นั้นได้ การออกจากความคิดช่วยหยุด loop ของความคิดที่มาบดบังการสังเกต ซึ่งอาจจะช่วยให้เราออกจากสถานะการณ์นั้นได้อย่างง่ายดาย
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเป็นปัจจัยในการค้นพบความแตกต่างนี้ อิอิ
ต้นฉบับที่ Facebook

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ "เพนิซิลลิน"
การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน
สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ (สองอันหลังนี้ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงทั้งคู่ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England) ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์
สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง เพียงแต่วาดขึ้นมาให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป
เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :
ชุด “ชาวต่างชาติที่มาร่วมพัฒนาประเทศสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ
ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้
ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ
(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)
ครั้งหนึ่งที่ได้จับพูกัน แล้วแหกกฎการระบายสีน้ำ
" ไม่อยากอยู่ในกรอบ จึงเป็นคนในกรอบ "


ถ้าศิลปะคือความงดงาม ถ้าศิลปะคือความซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่ศิลปะ
ถ้าศิลปะเปลือยให้เห็นความอัปลักษณ์ นี่(อาจจะ)เป็นศิลปะ
ขอเชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์”
เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า ที่ใดไม่รัก ที่นั่นติดคุก
เสาร์ 17 ธ.ค. 2554 @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ร่วมสร้างงาน เที่ยงตรง เปิดงาน 5 โมงเย็น
เธอทาเล็บสีเหลือง
เธอตัดเล็บ
เล็บเธอกระเด็นไปอยู่บนฟ้า
แผลที่ได้มายังมีอาญาพลังอยู่
กระดาษที่ยับแล้วยังคงรอบยับอยู่
แผ่นเสียงคงไว้ซึ่งรอยระลึกอันน่าเพลิดเพลิน
เพรียบพร้อมแห่งอารมณ์รู้สึกทั้งหลาย
เสมือนหนึ่งฟ้าอาลัยดาวยามใกล้ฟ้าสาง
กลิ่นหอมรัญจวนสรรพเสียงยินชัดเจนซึ่งความหลัง
หากสิ่งนั้นน่ากลัว
พะวักพะวงหากันไปไยหรือ
ความเจ็บปวดนำมาแล้วแล้วซึ่งสิ่งน่าหวนคืน
เธอฟังเพลงรักอกหักกันทำไมหรือ?
ความไม่สิ้นสุดมีค่าเท่ากัน
เท่าที่เธอเคยบอกว่าตลอดกาลนั่นแหละ
สุดท้าย .. มีแต่ความว่างเปล่า
ไม่ได้โอบล้อมเธอ
ไม่ได้โอบล้อมใจและสหสัมผัสทั้งหลายเหล่านี้
เพราะมันว่างเปล่า เธอจะจับได้อะไรบ้างเล่าหรือ?
ลมพัดสาดซ่าพากิ่งไม้ไหว
เอียงเอนโน้มพริ้วเสียดสีใบไม้ฟังเพลิน
ใจฉันเอง
ไหวไปตามลม
กฎข้อสองของบาร์แคมป์: “คุณต้องบล็อกเกี่ยวกับบาร์แคมป์” (You do blog about BarCamp)
ที่บาร์แคมป์เวียงจันทน์, เอียน ชายอเมริกัน บอกผมถึงข้อสังเกตหนึ่ง เกี่ยวกับคนในภูมิภาคนี้
เขาพบว่าคนลาว เขมร เวียดนาม พยายามจะสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่คนไทยพูดน้อยกว่ามาก
เราคุยกันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พิดจิน, ครีโอล, และสภาวะหลายภาษา-ข้ามภาษา
อัลวิน เป็นคนจีน-มาเลย์ ที่ครอบครัวพูดฮกเกี้ยนและแมนดาริน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ทำงานให้กับบริษัทสิงค์โปร์ เขาเข้าใจภาษา Singlish
เอียน เป็นคนอเมริกันที่เกิดที่ฮาวาย เคยทำงานและอาศัยที่นิวยอร์ก
แม็กกี้ เพื่อนของเอียน ก็เกิดที่ฮาวายเช่นกัน เธอไปทำงานที่โตรอนโต เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากแห่งหนึ่งของอเมริกาเหนือ
เอียนและแม็กกี้พูดพิดจินที่ใช้ในแถบฮาวายได้ ทั้งสองคนลาออกจากงานเพื่อเดินทาง
เอียนบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย และจำนวนมากก็พูดภาษาแค่ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ
แม็กกี้เองก็อยากจะรู้ว่าโลกมันเป็นยังไง เลยเริ่มออกเดินทาง ทั้งสองคนเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาได้แปดเดือนแล้ว
ผมเล่าเรื่องโจ๊กของคนเอดินบะระที่แซวสำเนียงของคนกลาสโกว์ และนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมจำชื่อและอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นคนอพยพจากยุโรปตะวันออกมาอยู่อเมริกา และเรียนภาษาอังกฤษจากช่องกีฬา
หลังจากเล่าจบ โธมัสก็ถามเราว่ารู้จัก เหยา หมิง ไหม เขาคือนักบาสตัวสูง โคตรสูง จากจีนที่ไปเล่นเอ็นบีเอ
โธมัสบอกว่า ตอนแรกที่เขาฟังเหยาหมิงพูดภาษาอังกฤษทางวิทยุ เขานึกว่าคนอเมริกันผิวดำพูดอยู่
ตอนเหยาหมิงไปอเมริกา เขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย และจากการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เขาก็ได้สำเนียงและสไตล์การพูดแบบนั้นมา
ก่อนหน้านั้น ผมเล่าให้เอียนฟังเกี่ยวกับความซีเรียสของคนไทย กับการออกเสียงให้ ‘ถูกต้อง’
เอียนบอกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยรู้สึกประหม่า ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง เพราะกลัวออกเสียงผิด
เอียนน่าจะเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องนี้ ตลอดมื้ออาหารเขาพยายามพูดภาษาลาวกับคนรอบ ๆ ตลอดเวลา
สำเนียงของเขาเพี้ยนไปจากที่คนลาวพูดแน่ ๆ “โค้กหนึ่งป๋อง” เขาได้กินตามที่สั่ง
โธมัสพูดลาวและเขมรได้นิดหน่อย บางคำ แต่บ่นว่าภาษาเวียดนามยาก และคนเวียดนามดูจะไม่สนับสนุนการพยายามหัดภาษาของเขาเลย ทุกคำที่เขาพูดจะถูกล้อ จนเขาเบื่อ และเลิกเรียนมันในที่สุด
โธมัสและภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ทั้งสองคนอยู่ในประเทศแถบนี้มาได้หลายปีแล้ว เริ่มที่กัมพูชา ไปอยู่เวียดนามอีกสองปี จากนั้นก็มาลาว
ก่อนจากเยอรมนี โธมัสมีโอกาสไปงานบาร์แคมป์ที่แฟรงก์เฟิร์ต เขาชอบ และเอาไอเดียนั้นไปเผยแพร่ต่อในประเทศที่เขาเดินทางไปถึง
ระหว่างเดินข้ามถนนไปร้านอาหาร ผม เอียน กับแม็กกี้ คุยถึงทิศทางของเลนรถที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความเคยชินที่ทำให้เกิดอันตราย
แม็กกี้บอกว่าหลังจากเดินทางมาเยอะ ๆ ความเคยชินใหม่ของเธอก็คือ ต้องดูถนนมันทั้งสองทาง อย่าไปคิดเอาเอง
อัลวินก็ดูจะเป็นคนชอบเดินทาง เขาอายุ 27 ปี ทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และตกลงกับบริษัทที่สิงคโปร์ว่าจะทำงานผ่านเน็ต
เขาย้ายเมืองอยู่ไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่เชียงใหม่ได้สามเดือนแล้ว
ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางเยอะ ตาได้เห็นความไม่ปกติอันเป็นปกติ และหูได้ฟังภาษาและสำเนียงอันหลากหลาย
สมัยมัธยมเรามีครูภาษาอังกฤษจากอินเดียและฟิลิปปินส์ อาจารย์จำนวนหนึ่งของผมในมหาลัยที่เมืองไทย เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จำนวนหนึ่งเป็นคนจากเอเชียใต้
ตอนไปอยู่เอดินบะระ ผมก็ยิ่งได้ยินสำเนียงภาษาสารพัด ทั้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนตามร้านค้า และโต๊ะข้าง ๆ ในผับ ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษแบบสก็อตมีไวยากรณ์บางอย่างต่างจากอังกฤษ ‘แบบบีบีซี’
ผมนึกถึงคำว่า ‘แก้ว’ ในภาษาลาว (ขวด) และ ‘แก้ว’ ในภาษาไทย
โธมัสบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไม Z จึงต้องเรียกว่า ‘ซี’ เขาคิดว่าการเรียกแบบอังกฤษว่า ‘เซ็ด’ นั้นก็เมกเซนส์อยู่แล้ว (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาอ้างนี้ถูกรึเปล่า มันน่าจะเป็น ‘แซ็ด’ สิ ‘เซ็ด’ มันดูเยอรมันไปหน่อย)
แม็กกี้เห็นด้วย เธอบอกว่าสมัยเด็ก ๆ เธองงมากว่าทำไมตอนต้นเริ่มด้วย เอ บี ซี แล้วตอนท้ายต้องไปจบที่ ซี อีก (โอเค โดยเคร่งครัดแล้ว มันอาจเป็นคนละซีกัน แต่เราคงพอนึกออกถึงความสงสัยนี้)
สมัยเด็ก ๆ ผมเรียก H ว่า ‘เฮช’ มาโดยตลอด จนสมัยวัยรุ่น ใครก็ไม่รู้มาบอกว่า ต้องเรียกว่า ‘เอช’ สิ มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละสอนกันผิด ๆ ว่า ‘เฮช’ … ผมเพิ่งได้รู้อีกครั้งตอนไปอยู่สกอตแลนด์ ว่าอย่างน้อยคนแถวนั้นก็เรียกมันว่า ‘เฮช’
การได้เห็นอะไรที่ผิดความคาดหมายบ่อย ๆ มันก็สอนให้เราเผื่อใจ และไม่ตัดสินคนจากความแผก หรือไปมองว่ามันเป็นสาระสำคัญ จนมองข้ามเรื่องอื่น
ผมคิดว่าปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็มาจากแค่นี้แหละ
ทัศนคติที่ตัดสินว่า แผก คือ ผิด

เต้นรำกับตินตินที่ริมน้ำโขง เวียงจันทน์. ตินติน (แตงแตง) เป็นนักข่าวที่ไปทุกที่ ใต้ทะเลจนถึงดวงจันทร์.
โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก 21 พ.ย. 2554
เพิ่มเติม
พิดจิน (pidgin) คือภาษาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ต้องการจะสื่อสารกัน แต่ไม่มีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องคิดภาษาใหม่ขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมักเกิดบ่อยกับพ่อค้าทางเรือในสมัยก่อน ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพิดจินก็คือ มันไม่ใช่ภาษาแม่ของคนกลุ่มใดเลย ทุกคนเรียนมันเป็นภาษาที่สอง (หรือสามสี่…)
ครีโอล (creole) เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมกันของภาษาตั้งแต่สองภาษาขึ้นไป และถูกทำให้กลายเป็นภาษาถิ่น ลักษณะสำคัญของมันที่ต่างจากพิดจินก็คือ มันสามารถเป็นภาษาแม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็น เช่น Bahasa Indonesia ซึ่งถือว่าเป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษามาเลย์ผสมกับภาษาถิ่นและภาษาจากยุโรป มีผู้พูดมันเป็นภาษาแม่เฉพาะในเขตเมือง (อย่างจาการ์ตา) เท่านั้น และเอาเข้าจริงแล้ว Bahasa Indonesia ที่พูดตามเมืองต่าง ๆ ในอินโดนีเซียเองก็จะได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเข้าไป Singlish ในสิงคโปร์ก็เป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษามาเลย์ จีน ทมิฬ และภาษาถิ่นอื่น ๆ
ครีโอลนั้นเคยถูกมองว่ามีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า “ภาษามาตรฐาน” (กระทั่งในวงวิชาการภาษาศาสตร์เองก็เคยมีมุมมองแบบนี้ คือมองว่าครีโอลเป็นภาษาที่ “ถูกปนเปื้อน”) แต่ภายหลังยุคอาณานิคม ความคิดเช่นนั้นก็เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางประเทศประกาศให้ครีโอลเป็นภาษาประจำชาติ แต่ก็มีบางประเทศอย่างสิงคโปร์ที่สถานะทางสังคมของ Singlish ก็ยังต่ำกว่า “ภาษาอังกฤษมาตรฐาน” รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนให้ใช้มันในสื่อ แต่เหมือนนักวาดการ์ตูน Troy Chin จะไม่สนใจ เขาเลือกใช้ Singlish ในการ์ตูน The Resident Tourist
ของในถุงยังชีพ อาจซื้อแพงกว่าราคาตลาด
การซื้อแพงกว่าราคาตลาด อาจเป็นการทุจริต
ต้องติดตามตรวจสอบ ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ดีแล้ว
ส่วนกรุงเทพธุรกิจ ต้องปรับปุรงการเขียนคำอธิบายภาพโดยด่วน
กรุงเทพธุรกิจ ศุกร์ 11 พ.ย. 2554 หน้า 16 เขียนคำอธิบายภาพว่า
“ถุงยังชีพพิรุธ : น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เปิดถุงยังชีพที่ระบุชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมสภา ปรากฏว่าภายในถุงบรรจุเพียงมาม่าและปลากระป๋อง ซึ่งไม่เหมาะสมและมีราคาแพงเกินไป”
ในภาพข่าว มีกระป๋องผักกาดดองและกระป๋องข้าวสวยปรุงสุก
ในเนื้อข่าวรายงานรายการของในถุงยังชีพ มีข้าวสาร ข้าวปรุงสุก ปลากระป๋อง แกงเขียวหวาน ฯลฯ

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พฤษจิกายน 2554
ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว ถ่ายที่ความละเอียด 250 เมตร ต่อ 1 พิกเซล
ภาพรวมของน้ำเมื่อเทียบกับวันที่ 3 พ.ย. 2554 แล้วพบว่ายังมีน้ำปริมาณมากอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ จากการเปรียบเทียบด้วยสายตาแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่าน้ำยังคงมีปริมาณเท่าเดิม แต่เคลื่อนที่ลงใต้มาเรื่อยๆ
สถานการณ์ทางลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก คาดว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดอย่างมีนัยยะสำคัญเช่นเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำจำนวนมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะยังคงอยู่ไปอีกสักพักตามความสามารถการระบายน้ำออกอ่าวไทยของแม่น้ำต่างๆ ระดับน้ำในตัวเมืองนครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยาที่ลดลงไป ยังเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ในภาพรวมขนาดใหญ่ การให้ความช่วยเหลือประชาชนนอกเขตเมืองยังคงต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงประชาชนในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลอีกด้วย
ต้นฉบับที่ Google+
ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว
เห็นได้ชัดว่าปริมาณน้ำจำนวนมากยังคงอยู่ในทุ่งเจ้าพระยาและเชื่อได้ว่ากำลังเคลื่อนตัวลงทิศใต้มาทางจังหวัด สมุครสงคราม, สมุครสาคร, กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำยังคงหนักหนาอยู่
ในขณะเดียวกัน แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลก็มีน้ำล้นออกมาจากแม่น้ำทั้งสองแล้ว เชื่อว่าความรุนแรงจะมากขึ้นในอนาคต กำลังการช่วยเหลือและเยียวยาของหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมกำหรับพื้นที่ในภาคอีสานก็น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต
ภาพรวมในภูมิภาคจะเห็นว่า ตอนกลางและใต้ของกัมพูชา รวมไปถึง ตอนใต้ของเวียดนาม ก็ประสบอุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง ถ้ามองรวมทั้งภูมิภาค เหตุการณ์นี้ก็มีขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจ
ภาพจาก NASA : http://lance-modis.eosdis.nasa.gov/cgi-bin/imagery/single.cgi?image=crefl1_721.A2011307034000-2011307034500.500m.jpg ค้นพบผ่าน http://data.gov Collapse this post
ต้นฉบับที่ Google+
ต้มมะระเป็นอาหารที่อร่อยอันดับสามในเมนูส่วนตัว รองจาก ผัดกระเพราและแพนง ปกติจะชอบกินแบบขมๆ ยิ่งขมยิ่งอร่อย แต่พอมาทำเอง @neung บอกว่าไม่ชอบ จึงต้องหาวิธีทำแบบไม่ขม
วิธีที่พบก็หาเจอในอินเทอร์เน็ต ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ แต่ลองแล้วได้ผลดี
๑. หั่นมะระ เอาใส้ออก ล้างให้สะอาด ๒. เอามะระที่หั่นแล้วไปแช่น้ำเกลือ ใส่เกลือในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะต่อน้ำ ๑ ลิตร แช่ไว้ประมาณ ๑๕ นาที ๓. ต้มน้ำสะอาดให้เดือด เอามะระที่แช่น้ำเกลือแล้วใส่ลงไปต้ม ปิดมาให้สนิท รอประมาณ ๕ นาที ห้ามเปิดดูนะ ๔. เอาออกจากหม้อต้ม ไปแช่น้ำอุณหภูมิห้อง
จากตรงนี้ไป มะระจะลดความขมไปอย่างมีนัยยะสำคัญ จะยัดหมูหรือเอาไปทำอะไรก็ตามแต่สะดวกจ้า
แค่สุดท้ายแล้ว ผมเห็นว่า หากจะกินมะระไม่ขม แนะนำให้กินฟักดีกว่าครับ
(ทั้งที่จริงมันค่าเท่ากันกับโอนเงิน คือหักบัญชี)ส่วนร้านสเวนเซ่นเองนั้นช่วงนี้ไม่สะดวกนัก นอกจากของจะหมดหลายอย่าง (กล้วยและวิปครีมซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักเกือบทุกเมนูของร้าน และไอศครีมรสยอดนิยมแถวบนๆ) ก็เข้าใจว่าพนักงานลดลงจากการหายกลับบ้านบ้างอพยพบ้างตามสภาพ แต่อะไรที่หมดก็มีให้เลือกอย่างอื่นทดแทน ความลำบากครั้งนี้ไปตกที่น้องครับ จิ้มเลือกอะไรไป หมดทุกอัน 
นอกเรื่อง บลูเบอร์รี่ที่เลือกมาแทนกล้วยอร่อยมากครับ คราวหน้าต้องไม่พลาดที่จะเปลี่ยน 
ข้อสรุปสำหรับ Ensogo: ติดตามบ่อยๆ อาจมีดีลที่ตรงใจ ไม่กั๊ก
ข้อสรุปสำหรับสเวนเซ่น (ในช่วงน้ำท่วม): ถ้าไม่ซีเรียสเป็นโอกาสในการเลือกรสแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้กิน แต่ถ้าซีเรียสรอให้น้ำท่วมผ่านไปก่อนค่อยมาจะดีกว่า
ไอ้เรื่องถุงยังชีพหรือของบริจาคนี่สารภาพว่าเบื่อนะ ด่ากันไปต่าง ๆ นานา
ยังยืนยันว่า การแยกบรรจุใหม่ยังไงก็จำเป็น ไม่ใช่สักแต่ว่าขน ๆ ไปโยน ๆ ให้ผู้ประสบภัย
โดยไม่รู้ว่าของข้างในมันใช้ได้ใช้ไม่ได้ หรือกำลังจะเน่าเหม็นหมดอายุหรือไม่
และถ้าคิดถึงเรื่องการขนส่ง การใส่ลงไปเฉพาะของที่จำเป็นและใช้ได้ ก็จะช่วยให้ขนของไปช่วยคนได้เยอะขึ้นด้วย
ความผิดพลาดหรือจะเรียกว่าห่วยในการจัดการอะไรก็ตาม มันเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่คิดนิดนึงได้ไหม ก่อนจะผสมโรง
นึกถึงบริจาคเลือดน่ะ เราให้เลือดเราไปรวม ๆ กัน ทั้งเกล็ดเลือด เม็ดเลือด ศูนย์รับบริจาคเขาก็เอาไปคัดก่อน ใช้ได้ไหม มีเชื้ออะไรไหม กรุ๊ปอะไร บางทีเม็ดเลือดใช้ไม่ได้ ก็เก็บไว้เฉพาะเกล็ดเลือด ฯลฯ แล้วถึงเวลาจัดเก็บเขาก็เก็บแยกส่วนกัน เพราะส่วนประกอบแต่ละส่วนของเลือด มันมีวันหมดอายุไม่เท่ากัน
เราบริจาคสิ่งของช่วยเหลือ ก็ให้คิดว่าเหมือนบริจาคเลือด อย่าไปยึดติด ว่าจะต้องอยู่ในถุงในสภาพที่ฉันบริจาคไป จะแยกส่วนไม่ได้ จะนั่นจะนี่ ขอให้ของแต่ละส่วนมันไปถึงคนที่ต้องการใช้จริง ๆ ก็พอไหม จะแยกร่างยังไงก็แล้วแต่เถิด — และประเด็นการตรวจสอบการทำงานของศปภ.มันควรจะอยู่ตรงนี้ ว่าของอะไรไปถึงมือใครอย่างเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่ว่ายังแปะชื่อฉันอยู่ไหม หรือมีอะไรในถุงบ้าง เพราะของที่จำเป็นสำหรับพื้นที่หนึ่ง อาจจะไม่จำเป็นสำหรับอีกพื้นที่ก็ได้
อย่างที่เคยคุยไปในสเตตัสก่อนหน้านี้แล้ว ว่าข้อมูลที่จุด ๆ เดียวมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากนัก มันใช้ตั้งคำถามได้ แต่มันไม่ใช่คำตอบโดยตัวมันเอง จะหาคำตอบก็ให้ดูมันทั้งกระบวนการ
เราตรวจสอบศปภ.เพื่อผู้ประสบภัย ไม่ใช่ตรวจสอบเพื่อสนองความกระสันในร่างกายของเรา
(จากสเตตัสเฟซบุ๊ก 7 พ.ย. 2554)
ต้นฉบับที่ Google+
วันนี้ผมอยู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์
ตอนแรกตั้งใจจะย้ายโอเพ่นดรีมออกไปตามจังหวัดต่างๆ แต่ด้วยภาวะที่บางคนบ้านที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ก็ถูกน้ำท่วมไปแล้ว การหาที่ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ – ใต้หลังคาเดียวกัน – นอกกรุงเทพฯ น่าจะเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและดำเนินการได้เร็วที่สุด
ผมและเพื่อนร่วมงานพยายามอธิบายทุกคนที่มีโอกาสได้คุยด้วยถึงความเสี่ยงในการอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ตั้งแต่ ความเสี่ยงทางตรงจากน้ำท่วม หรือความเสี่ยงทางอ้อมเช่น ภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากระบบการผลิตและขนส่งอาหารให้กรุงเทพฯ พัง โรคระบาด การเป็นภาระให้ผู้เข้ามาช่วยเหลือ ฯ ซึ่งการนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นไม่ใช่การหนี แต่เป็นการตั้งรับจากภายนอก หลบเลี่ยงจากการเป็นผู้ประสบภัยจนเป็นภาระของผู้อื่นต่างหาก
ตัวอย่างที่จะถูกยกขึ้นมาช่วงนี้คือ ขนาดโอเพ่นดรีม เตรียมการณ์เรื่องนี้มาล่วงหน้าเกือบ 1 สัปดาห์ พอถึงวันต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายจริงๆ ก็ยังมีความผิดพลาดเยอะมาก อาทิ ลืมเครื่องกรองน้ำ เครื่องสำรองไฟ Printer เอกสารทางภาษีบางอย่าง ไว้ที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเอาได้แล้ว ยิ่งนึกถึงการเคลื่อนย้ายแบบฉุกละหุกโดยไม่เตรียมการแล้ว ยิ่งน่ากลัวว่าความโกลาหลจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ที่รู้สึกน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกคือ วันนี้ในหัวหิน ผมไม่สามารถหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดได้อย่างง่ายอีกแล้ว 7-ELEVEn มีการระบุว่าสามารถซื้อได้เพียง 6 ขวดต่อคนต่อครั้ง Tesco Lotus น้ำดื่มบรรจุขวดหายไปจากชั้นวางของ ร้านค้าท้องถิ่นจี้อันตึ๊ง ก็ไม่มีน้ำขายเช่นกัน ขณะขับรถตามหาน้ำ ผมคุยกับ @neung @nazt @googiw ว่าแล้วกรุงเทพฯ จะเป็นขนาดไหน เมืองใหญ่ขนาดคนสิบล้านคน – หนึ่งในหกของประเทศ – ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ในภาวะขาดแคลนขนาดหนักมันจะเป็นความสับสนที่คาดเดาไม่ได้
หลายๆ ข้อมูลที่ผมมี รวมไปถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์จากคนที่ทำงานในแนวหน้า ออกมาใกล้เคียงกันคือ กรุงเทพฯ จะพบกับภาวะวิกฤติในเรื่อง อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และ ความปลอดภัย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หากออกมาได้ เคลื่อนย้ายตัวเองและครอบครัวออกไปยังเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้
คิดเสียว่า เปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัย มาเป็นนักท่องเที่ยว
ต้นฉบ้บที่ Google+
ปูม “แฮ็ค” infoaid.org/alert
ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่เมื่อวาน แต่หมดแรงเลยย้ายมาเขียนวันนี้ด้วยความรู้สึก 2 อย่าง
หลายๆ ครั้งคนถามว่า “โอเพ่นดรีม” ทำอะไร เกือบทุกครั้งก็จะตอบสิ่งที่อยู่ในใจว่า “สร้างเทคโนโลยีเพื่อร่วมสร้างนวัตกรรมทางสังคม” อันนี้จะ subjective หน่อย อีกแบบที่ตอบคือ “โอเพ่นดรีม ไม่ได้ไปช่วยให้น้ำไม่ท่วม แต่เราไปช่วยให้คนที่ช่วยน้ำท่วมทำงานได้เร็วขึ้น” อะไรเทือกๆ นี้
เราไม่ถนัดการทำงานหน้างาน ถ้าเอาเราไปแพ็คของ ใส่กระสอบทรายคงจะได้ productivity น้อยกว่าคนอื่นๆ มาก แต่สิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เรามี คือเครื่องมือทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้ผู้ที่รอรับข่าวสารเรื่องน้ำท่วมลดความตื่นตระหนกลงจากข่าวลือ ด้วยข้อมูลตรงจากสำนักระบายน้ำ
เศร้านิดหน่อยตรงที่เรายังไม่สามารถหาข้อมูล real time นอกกรุงเทพฯ ได้ หวังว่า http://infoaid.org จะเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวของ #opendata อย่างจริงจังได้ อย่างน้อยก็ในเรื่องภัยพิบัติ
ผมหวังว่า Post อันนี้จะช่วยอธิบาย “วิธีคิด” ของโอเพ่นดรีม ได้ส่วนหนึ่ง
11 ต.ค. 2554 ประมาณ 21.00 น.
ตัดสินในนอนเฝ้าน้ำที่โอเพ่นดรีม นอนชั้นล่างกับหมาน้อย
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.00 น.
เริ่มมีข่าวว่าน้ำมาแล้ว น้ำมาแล้ว ด้วยความที่ออฟฟิศโอเพ่นดรีม มันมีติ่งหนึ่งติดกับคลองลาดพร้าวที่เป็นหนึ่งในจุดที่ “เขา” ว่ากันว่าน้ำมันจะท่วมเป็นจุดแรกๆ เราก็เลยเริ่มมองหาข้อมูลน้ำ โชคดีที่ สำนักระบายน้ำ กรุงเทพฯ มีเว็บ http://dds.bangkok.go.th ที่มีระบบ monitor น้ำคลอง, น้ำท่วมถนน และ โทรมาตร ที่่มี visualisation ค่อนข้างดีมาก เรายก iMac จอ 27 นิ้วมา 1 เครื่องตั้งไว้ชั้น 1 ของออฟฟิศ เปิดดูน้ำตรง คลองลาดพร้าว, ถนนรัชดาหน้าโรบินสัน และ แยกรัชดาลาดพร้าว
ดูข่าวคุณตันน้ำท่วมโรงงานแล้ว ก็พูดกันเล่นๆ ว่า เราน่าจะเขียนโปรแกรมจนน้ำท่วมแล้วเรียกสรยุทธ์มาถ่ายทำรายการบ้าง
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 13.00 น.
นั่งกินข้าวกลางวันกับ @neung @panuta @InIce คุยกันเรื่อง นอนเฝ้าน้ำเข้าออฟฟิศ @neung พูดว่าถ้ามี SMS เตือนก็ดีเนอะ
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.00 น.
นั่งแงะๆ ดู http://dds.bangkok.go.th ด้วย Firebug พบว่าข้างหลัง Flash เขาจะ request ไปยัง feed ข้อมูลน้ำเป็น XML แยกตามแต่ละสถานีอยู่แล้ว เรียก @InIce @boyone @neung มาดู แล้วร้องว่า เสร็จกู
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.20 น.
ป๋า @boyone เปิด Pentaho ขึ้นมาเพื่อลองดู feed ระดับน้ำจากตำแหน่งต่างๆ ในกรุงเทพฯ มี +Chongsawad Saiaram ช่วยทำ ลองดูแล้วพบว่าน่าจะเอามา feed เข้า MySQL ตามเวลาไปเรื่อยๆ แล้วทำระบบเตือนผ่าน SMS ได้
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 19.00 น.
ทีม @boyone @InIce นั่งเขียน Pentaho flow ดูดน้ำกันอย่างเมามัน ยังแหยงๆ ว่า server เขาจะล่ม
ตอนแรกว่าจะทำระบบใช้กันเองภายใน แต่ด้วยความสนุกเลยตัดสินใจทำเป็นระบบให้ภายนอกใช้ด้วย
ตอนนี้ติดต่อ dtac เพื่อแจ้งใช้ MT Sender ให้เป็น OpenMsngr เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ OpenMessenger ที่น้า +Twin Panichsombat +Thawatchai Jong ทำในอนาคต
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 20.00 น.
ทีม UX design @fufudogu @khuntuck @googiw เริ่มเข้ามาอาสาช่วยออกแบบ flow การรับสมัครข้อมูลน้ำ
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 21.00 น.
ทีม Developer มี @noomz @rutcreate อาสาเข้ามาช่วยเขียนระบบข้างหลัง แบ่งเป็น ระบบค้นหาจุดวัดน้ำ, ระบบสมัครรับข้อมูลน้ำ, ระบบส่งข้อความผ่าน SMS gateway ตอนแรกว่าจะใช้ PHP ธรรมดา เราอยากผลักดันให้ใช้ Yii แต่ไม่คุ้นมือ เลยจบลงที่ Drupal
ทีม Pentaho @boyone @InIce ตอนนี้สร้าง schema ของข้อมูลน้ำ + ข้อมูลถนน อยู่
ตอนนี้เริ่มสั่งอาหารมากินแล้ว เพราะพบว่าไม่ใช่ระบบเล็กๆ แล้ว เดี๋ยวหิวตาย
12 ต.ค. 2554 ประมาณ 22.00 น.
เริ่ม “แฮ็ค” กันทั้งระบบอย่างพร้อมเพรียง
ทีม Pentaho @boyone @InIce ดูดข้อมูล feed น้ำ สร้าง schema
ทีม UX @fufudogu @khuntuck @googiw เริ่มวาดหน้าจอเว็บ
ทีม Developer @noomz @rutcreate เขียนโปรแกรม
ตัดสินใจใช้ชื่อ http://infoaid.org/alert เพราะเป็นโดเมนที่จดไว้ตั้งแต่ปี 2008 ตอนไปช่วยพี่ @nuling ทำข้อมูลช่วยคนพม่าตอนพายุนากิสเข้า แล้วคิดว่ามันตรงวัตถุประสงค์ดี – ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือ
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 04.30 น.
โครงของระบบทั้งหมดขึ้นมาหมดแล้ว หมดแรง บอกทีมว่าให้เข้ามาทำต่อตอนพระอาทิตย์ขึ้น
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 12.00 น.
ข่าวมวลน้ำยังโผล่มาเป็นระยะ ทีมพัฒนาทั้งหมดยังคงอาสาทำงานกันอย่างเต็มที่ นานแล้วที่ไม่ได้เห็นบรรยากาศการ “แฮ็ค” แบบเหนื่อยแต่สนุก
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 16.00 น.
@fufudogu @khuntuck @googiw วางโครงหน้าเสร็จหมดแล้ว @packyy เข้ามาช่วยวาดโลโก้ @donuzz เข้ามาช่วยปรับ flow UX เพื่อให้ผู้ใช้ไม่งง
คุยกับทีมพัฒนาทั้งหมดแล้วคิดว่าน่าจะ Go-live ได้ตอนค่ำๆ
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 17.00 น.
เกือบ 24 ชั่วโมงตั้งแต่เริ่ม “แฮ็ค” พบว่ายังมีบั๊กอยู่พอสมควร แต่โครงสร้างโดยรวมดูดีหมดแล้ว
ประกาศในโอเพ่นดรีมว่าวันพรุ่งนี้ 14 ต.ค. ให้เป็นวันหยุดไปช่วยคนอื่น หากไม่รู้จะช่วยใคร ให้มาช่วยทีมทำ infoaid
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 20.00 น.
ตั้งใจจะ Go-live กันตอนประมาณสามทุ่ม เพราะไม่อยากให้ทีมนอนดึกไปกว่านี้ แต่ยังมีปัญหาเรื่อง logic ของการเตือนระดับน้ำ คุยกันตัดสินใจว่า
13 ต.ค. 2554 ประมาณ 23.00 น.
บอกเล่นๆ ว่าจะ Go-live ตอน 01.23 น. ของวันที่ 14 ต.ค.
@fufudogu @khuntuck @googiw @packyy @donuzz มาช่วยกันปรับหน้าเว็บให้ดูดี
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 03.00 น.
ทดสอบรอบสุดท้าย แต่ยังไม่ได้ทำ integration test ระหว่างฝั่ง Pentaho กับเว็บ แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาแล้ว น่าจะจัดไปได้เลย
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 03.30 น.
เปิดตัวทาง Twitter จึ๊กแรก https://twitter.com/#!/kengggg/status/124565892423090176
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 09.00 น.
ประมาณ 6 ชั่วโมงหลังจาก Go-live
ตื่นเช้ามาพบกับการส่งต่อข้อมูลเรื่อง http://infoaid.org กันอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครรับข้อมูลเกือบ 1,000 คน ทีมพัฒนาเริ่มเข้ามาออฟฟิศกันแต่เช้า [@crosalot](http://twitter.com/crosalot] กับ @nazt เข้ามาช่วย @noomz @rutcreate ในฝั่ง Developer
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 10.30 น.
น้า @roofimon และ @somsak บอกว่า http://infoaid.org เริ่มกินทรัพยากรณ์ของระบบค่อนข้างหนักมาก พยายามหาจุดคอขวดที่นึกได้ 2 ที่คือ
[@crosalot](http://twitter.com/crosalot] @nazt @noomz @rutcreate ช่วยกันหาจุดผิดพลาด
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.00 น.
ตอนนี้คนเข้ามาใช้เว็บเป็นจำนวนมาก ตัวเลขผู้สมัครรับข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 60 คนต่อนาที @somsak บอกว่าระบบจะล่มแล้ว [@crosalot](http://twitter.com/crosalot] @rutcreate แก้โดยเพิ่ม delay ของ Ajax Live Search ชั่วคราว @somsak แนะนำว่าให้ใช้ Memcache ด่วน
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 11.30 น.
เว็บเริ่มออกอาการ “สะอึก” แต่คนสมัครรับข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 50 คนต่อนาที UIP เกิน 10,000 แล้ว
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 12.00 น.
พบบั๊กร้ายแรงจากการไม่ได้ทำ integration ระหว่าง Pentaho และ Web หลอนกันหมด @nazt @rutcreate ช่วยกันแก้ พบว่าเกิดจาก @InIce แก้อะไรนิดหน่อยแล้วลืม Test แล้วออกไปกินข้าว
[@crosalot](http://twitter.com/crosalot] บอกว่า ในช่วงชีวิตของคนมันจะต้องแก้บน Production แล้วพังสักครั้ง มันจะได้จำ
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 14.00 น.
Load คนที่เข้า http://infoaid.org มหาศาลมาก พยายามใช้ Memcache แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ครงกันทำให้ต่างคนต่างเข้าใจไปคนละแบบ แต่สุดท้ายก็เข้าใจตรงกัน ตอนนี้มีผู้สมัครรับข่าวสารประมาณ 2,000 คน UIP เกือบ 15,000 สุดท้ายต้องยอม down ระบบ https://twitter.com/#!/kengggg/status/124758210644152320 เพื่อแก้ Ajax Live Search ไปใช้ Memcache
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 15.00 น.
ถือโอกาสปรับแก้ไขหน้าจอ @packyy ทำโลโก้ให้ใหม่
14 ต.ค. 2554 ประมาณ 16.00 น.
http://infoaid.org กลับมาทำงานได้ตามไปปกติ และทนทานต่อการทำงานมาจนถึงบัดนี้
15 ต.ค. 2554
ขุดหาข้อมูลอื่นๆ จาก กรมชลประทาน แต่ยังหาข้อมูลที่ “ใช้ได้” ไม่ได้
้เริ่มถูกกล่าวถึงในสื่อต่างๆ คืนนั้นเห็นแว้บๆ ใน ThaiPBS
17 ต.ค. 2554
มีผู้สมัครรับข่าวสารเกือบ 5,000 คน ข้อความถูกส่งออกไปเกือบ 20,000 ข้อความ UIP ประมาณ 25,000
ต้นฉบับที่Google+
20 ตุลาคม 2554 เป็นวันที่น่าตื่นเต้นวันหนึ่งสำหรับ โอเพ่นดรีม
เมื่อเช้าหลังจากประชุมกันในหมู่ Senoir โอเพ่นดรีม ตัดสินใจย้ายทีมทั้งหมดออกจากกรุงเทพฯ ไปยังที่ปลอดภัย
สาเหตุหลักที่ตัดสินใจย้ายออกไม่ใช่กลัวน้ำท่วม แต่เป็นเรื่องสภาพของโครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสาร อาทิ อินเทอร์เน็ตที่อาจจะใช้ไม่ได้, การสือสารที่อาจจะล่ม และเส้นทาง logistic ที่ส่งอาหารและสาธารณูปโภคที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ที่จะส่งผลให้กรุงเทพฯ น่าจะขาดแคลนอาหารในช่วงอาทิตย์หน้า
ผมตัดสินใจกับ @neung @roofimon @panuta ว่า หากเราอยู่ที่เดิม เราอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะศักยภาพของโอเพ่นดรีมขึ้นอยู่กับการสื่อสารเป็นหลัก หากอยู่ที่เดิมจะกลายเป็นผู้ประสบภัยและต้องรอให้คนอื่นมาช่วย การออกไปข้างนอกและตั้งฐานในที่ปลอดภัยจะเกิดศักยภาพในการทำงานมากกว่า
นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ โอเพ่นดรีม จะทดสอบการทำงานทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต ตอนนี้จะมีทีมแบ่งเป็น 3 ทีมตามจังหวัดต่างๆ ที่น่าจะปลอดภัย โดยยังมีทีมส่วนหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ผมเริ่ม migrate เครื่องมือต่างๆ ออกไปยัง Amazon EC2 เผื่อกรณีที่ระบบ server และการสื่อสารในกรุงเทพฯ ล่ม
ผมเชื่อว่าด้วยเครื่องมือที่เราใช้กันตอนนี้จะเอื้อให้เราสามารถทำงานทางไกลได้อย่างไม่มีปัญหา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี -/-
เมื่อเท้าเราเหยียบอยู่บนกระเบื้องปูถนนที่หลุดร่อน เมืองที่เราสัมผัสเป็นแบบหนึ่ง
เมื่อตัวเราอยู่ในรถและมองออกไป เมืองที่เราเห็นก็เป็นอีกแบบ
ความรู้สึกกับเมืองที่ 60 กม./ชม. ย่อมต่างไปจากความรู้สึกกับเมืองที่ 4 กม./ชม.
“windshield perspective” หรือมุมมองจากกระจกหน้ารถ เป็นคำอธิบายหนึ่งในแวดวงผังเมือง ว่าทำไมเมืองหลายเมืองในโลกนี้ที่ถูกสร้างหรือพัฒนาขึ้นใหม่หลังการปฏิวัติรถยนต์ จึงมีสภาพที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินถนนเอาเสียเลย
สถาปนิกและนักนโยบายสาธารณะที่มองความเป็นไปของเมืองจากรถยนต์ของพวกเขา
ทางเท้าที่สวยงาม ด้วยพุ่มไม้และน้ำพุ เมื่อมองจากกระจกรถ — เครื่องประดับประดาเดียวกันนี้คือสิ่งกีดขวางบนทางเท้า
“windshield perspective” — a point of view in which people on the other side of the glass are somehow always responsible for everything that happens to them.
ความตายของคนเดินเท้านั้นเป็นเพราะความโง่งี่เง่าของพวกเขาเอง
เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก
ตัวเลือกเสริมหลังการยอมแพ้ Fedora คือ Lubuntu ซึ่งทดลองใช้ผ่าน Live CD เพราะ Partition Table ยังรวนอยู่ ไม่มีตัวเลือกนอกจากต้องหา External HDD ที่มีพื้นที่ราว 200GB ให้ใช้ backup data ก่อนถึงจะแก้ได้
โดยพื้นฐาน Ubuntu แล้วถือว่า Lubuntu ซึ่งใช้ LXDE เป็นหน้าเป็นตาแทน GNOME ทำงานได้ไม่แพ้รุ่นใหญ๋ แม้ในสเปคขั้นต่ำบอกว่ารองรับ Pentium II 200MHz, RAM 128MB ได้ การทดสอบผ่าน LiveCD ตอบสนองการสั่งงานได้ลื่นไหลดี
แต่ด้วยเหตุผลเดียวกับ Fedora คือหลายๆ อย่าง Ubuntu มีเครื่องไม้เครื่องมือมาแล้ว และมีความลำเอียงเรื่องความขี้เกียจตั้งค่า base script ให้วุ่นวาย สุดท้ายเลยตัด Lubuntu ไว้ในฐานตัวเลือกสำรอง กรณีเครื่องไม่ไหวกับ Ubuntu ตัวหลักแล้วจริงๆ
สรุปตอนนี้ยังจับคู่ Windows + Ubuntu ไว้เหมือนเดิม (เพียงแต่งานเข้าต้องซื้อ External HDD มาเพิ่ม) /:3
ให้คะแนนการใช้งานแบบเอียงๆ: Windows 7 = 7, Ubuntu = 7, Fedora = 3 (เจอ Experience เลวร้าย) และ Lubuntu = 5
คะแนนเต็ม 10 ส่วนที่ขาดหายไปคือ ผมหวัง Bash บน Windows และหวัง UX ที่ง่ายกว่านี้บน Ubuntu ครับ :P
นอกจากกฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว การปกป้องกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์ หรือสภาวะยกเว้นของกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์นั้น สามารถพบเห็นได้ในกฎหมายอื่น ๆ อีกด้วย (ซึ่งก็ตั้งคำถามได้ ว่ามันซ้ำซ้อนหรือสร้างปัญหาในแง่ระบบยุติธรรมหรือไม่)
ตัวอย่างเช่น มาตราต่าง ๆ ใน หมวด 2 “พระมหากษัตริย์” ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2550)
ใน หมวด 2 “ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย” ของพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
มาตรา 14 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้
สถิติการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์และการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เริ่มประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มันถูกใช้เป็น “มาตรา 112 ฉบับออนไลน์”
ล่าสุด พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำลังถูกแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการห้ามพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นการเฉพาะ จากเดิมมีเพียงการห้ามนำเข้า และเพิ่มโทษปรับจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกนั้น 3 ปีเท่าเดิม (ดูร่างฉบับ PDF)
ไอเดียของร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฉบับใหม่นี้ คล้ายกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน นั่นคือ ให้อำนาจรัฐในการระงับการเข้าถึงข้อมูล “ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” (กรณีอินเทอร์เน็ตคือ ปิดหรือบล็อคเว็บ, กรณีสิ่งพิมพ์คือ ห้ามพิมพ์หรือห้ามนำเข้า) และกำหนดโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญระบุว่า
มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
มีคำถามน่าสนใจว่า หากสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จะยังใช้บังคับคุ้มครองสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์ในกรณีนั้น ๆ ได้อยู่หรือไม่
หรือจะไปใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญที่ว่า
มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อย กฎหมายลักษณะนี้ ใส่มันไปหมดทุกที่ เหมือนรูปที่มีทุกบ้าน
ถาม-ตอบว่าด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 – Article 112 Awareness Campaign

ผมชอบอาจารย์ ชัชวาล บุญปัน มาก ๆ
ผมรู้จักการสังหารหมู่กวางจูในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก จากการฉายหนัง May 18 ของชัชวาล
ชัชวาล(เคย)เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ มช. เป็นคนที่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง และพยายามจะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา ความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสังคม
ปี 2010 ผมหลุดเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเรียนสัมมนาของชัชวาล ผ่านการแนะนำของเพื่อนใหม่ชื่อโฟน ซึ่งก็เพิ่งรู้จักกันวันที่ฉายหนัง May 18 นั่นแหละ สัมมนาพูดถึงมนุษย์กับสงคราม แง่มุมทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ … สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในตึกภาควิชาฟิสิกส์-ในประเทศไทย
ห้องเรียนสัมมนาดำเนินไปในลักษณะการสนทนากันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เอาเข้าจริงคือ ทุกคนต่างเรียนจากอีกฝ่าย ในอากาศเต็มไปด้วยคำถาม และทุกคนคิดกับมัน โฟนบอกว่า ห้องเรียนของชัชวาลก็เป็นแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาชอบ
โฟนเป็นนักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมมักจะพบเขาในงานสัมมนาประเด็นทางสังคม วรรณกรรม หรือภาพยนตร์
Contact เป็นหนังไซไฟที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง (มันน่าจะอยู่ในหมวดเดียวกับ Gattaca) บทหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน โดย คาร์ล เซแกน เซแกนเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สนใจการสื่อสารประเด็นวิทยาศาสตร์กับสาธารณะ
ในทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีความขัดแย้งหนึ่งที่เรียกว่า Fermi paradox มันคือความขัดแย้งของตัวเลขประเมินจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมในแกแล็กซีทางช้างเผือก (สมการของเดรก – Drake equation) ซึ่งมีเยอะกว่าหลักฐานที่เราเคยค้นพบอยู่มาก-เพราะเรายังไม่เคยค้นพบเลย สำหรับนักฟิสิกส์ดารารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้มีนัยยะว่า อารยธรรมนั้นเกิดขึ้นมากมายแต่มีอายุสั้นมาก นั่นคือ ที่เราหาพวกเขาไม่พบ เพราะอารยธรรมเหล่านั้นทำลายตัวเองไปหมดแล้ว
Fermi paradox ทำให้เซแกนสนใจการเมืองและเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนามและการต่อต้านนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 80 — เขาเคยถูกจับขณะพยายามปีนข้ามรั้วเข้าไปในเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เนวาดาระหว่างการชุมนุมประท้วง
เซแกนสอนวิชาการคิดเชิงวิพากษ์ที่คอร์เนลจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1996
ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชัชวาลมีความสนใจในประเด็นทางสังคม รู้แต่เพียงว่า นี่คือตัวอย่างของอาจารย์ที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องมีมากขึ้น เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า “วิทยาศาสตร์เกี่ยวอะไร?” — สมการของเดรกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขภายหลัง มีพารามิเตอร์หนึ่งคือ “การล่าอาณานิคม(ดวงดาว)” เราต้องมีระบบการศึกษาแบบไหนที่อนุญาตให้คนคิดข้ามกรอบสาขาได้ขนาดนี้ ?
การศึกษาที่ไม่จัดคนอยู่ในกล่อง เพื่อจะให้คนในกล่องไปจัดคนลงกล่องต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แม้จะเกษียณไปแล้ว ทุกวันนี้ชัชวาลก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายทอดสิ่งที่เขาเชื่อให้กับนักศึกษา ผ่านการบรรยายพิเศษตามวาระต่าง ๆ
บันทึกสืบเนื่องจากข่าวงานเสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยสำนักข่าวประชาธรรม; ปรับปรุงจากสเตตัสเฟซบุ๊ก
ภาพประกอบโดย by Luke Peterson Photography สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา
เห็นด้วยในหลักการว่า จำเป็นต้องรักษาบางส่วนที่สำคัญเอาไว้เพื่อให้รักษาส่วนอื่น ๆ ต่อไปได้ … แต่:
1) ทำไมต้องเป็นกรุงเทพ
2) ทำไมต้องมีที่เดียว ประเทศมันตั้งใหญ่
3) เมืองมันตั้งใหญ่ เวลาบอกว่ารักษาไว้ จะจิ้มตรงไหนของเมือง เหตุผลคืออะไร สมมติ เอสพลานาดนี่มันเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือไหม
สำหรับคนจำนวนมาก คำพูดแบบ “ต้องรักษาส่วนน้อยไว้ เพื่อรักษาส่วนใหญ่” พูดยังไงมันก็ถูก – ถูกแบบเหมาโหลเลย ไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ แล้ว – เพราะเราเป็นคน เป็นคนที่มีหัว อยู่ได้ด้วยหัว
ดังนั้นมันเป็น ‘ธรรมชาติ’ มากสำหรับเรา ที่จะอยู่ในโหมดคิดที่เอาอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย> มามองสิ่งต่าง ๆ
พอเทียบบ้านเมืองเป็นร่างกาย หัวเลยสำคัญ มาก และต้องมีหัวเดียวด้วย
ซึ่งพอบวกกับแนวคิด “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มันเลยเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหลายศูนย์กลางในการจัดการ/จัดการตัวเอง (จะมีอาณาจักรล้านนาหรือปัตตานีไม่ได้) เพราะมันไม่ฟิตกับอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย>
การกระจายอำนาจและทรัพยากร (และการกระจายความชิบหายวายป่วงทั้งหลาย) จะไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ายังไม่เลิกคิดในโหมดเหล่านี้
บ้านเมืองต้องไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกอย่างต้องรับใช้และเอาทรัพยากรมาป้อนหัว หัวสั่งอย่างเดียว
ประเทศมันต้อง ‘แบ่งแยก’ ได้ หัวมันเดียวจะ fits all ได้ยังไง
UNIQLO มัน made for all เพราะมันทำเสื้อหลายแบบหลายไซส์ ไม่ใช่ว่าทำแบบเดียวไซส์เดียว แล้วบังคับให้ทุกคนใส่เหมือน ๆ กัน รักเหมือน ๆ กัน ยืนเหมือน ๆ กัน
เพิ่มเติม คนละประเด็นกัน เพิ่งคิดคำถามได้ตะกี้
ถ้าทางราชการแจ้งว่า มีผลการศึกษาวิจัยชัดเจนที่ชี้ว่า จำเป็นต้องทุบบ้านคุณทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว คุณจะยอมไหมครับ?
ให้ไปอยู่ที่อื่น มีค่าชดเชยให้คุ้มค่า ประกอบอาชีพทำมาหากินแบบเดิมได้ คุณจะยอมไหมครับ ทุบบ้านที่เคยอยู่ทิ้ง
เว็บไซต์ http://infoaid.org
ในช่วงห้าปีหลังที่ผ่านมา เราพบว่าในช่วง กรกฎาคม - พฤศจิกายน ของทุกปี จะเป็นช่วงที่หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยจะต้องเกิดอุทกภัยอยู่เสมอ และทุกๆ ปีนั้น เราก็จะพบกับเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความวุ่นวายทั้งในการจัดการตัวเองของผู้ประสบภัยและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความวุ่นวายเหล่านั้นคือความสับสนของข้อมูลที่ส่งให้ผู้รับสาร
โอเพ่นดรีมมีความเชื่อว่า ข้อมูล/ข่าวสาร ควรจะถูกส่งจากแหล่งกำเนิดไปยังผู้รับสารอย่างไม่ถูกบิดเบือน โดยเฉพาะข้อมูลสาธารณะที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้รับสามารถจัดการตัวเอง/ครอบครัว/ชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่วุ่นวาย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่เราทดลองหลายๆ อย่างกับข้อมูลเปิดสาธารณะในประเทศไทย ข้อมูลที่ไม่ถูกบิดเบือนจากต้นทางหรือตัวกลาง จะช่วยเสริมศักยภาพการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตำรวจเยอรมนียอมรับ ใช้โทรจัน R2D2 สอดแนมประชาชนจริง
@jiew ส่งข่าวนี้จากบล็อก Naked Security มาให้ดู ก็เลยแปล จากข่าวนี้ก็ทำให้พบว่า Skype หรือโปรแกรมเข้ารหัสอะไรต่าง ๆ นั้นก็ไม่ได้ช่วยทำให้การสื่อสารของเราปลอดภัย ถ้าเกิดเราไม่ดูแลเครื่องของเราให้ดี ให้รอดพ้นไปจากพวกมัลแวร์สปายแวร์ทั้งหลาย ที่ดักข้อมูลในจังหวะที่ยังไม่ถูกเข้ารหัส … ปัญหาคือแล้วจะไปรู้ได้ยังไง ว่าเครื่องเรามีสิ่งเหล่านั้นติดตั้งอยู่
หรือควรจะใช้วิธีทำงานบน Live CD ? แบบเขียนไม่ได้ :p


