php -c /etc/php.ini /path/to/script.php
default ของ php.ini ที่ใช้บน apache อยู่ที่ /etc/php5/apache2/php.ini
ต้องสั่งแบบนี้เพราะปกติมันไม่ยอมโหลด library ที่ปกติควรจะมี - -*
php -c /etc/php.ini /path/to/script.php
default ของ php.ini ที่ใช้บน apache อยู่ที่ /etc/php5/apache2/php.ini
ต้องสั่งแบบนี้เพราะปกติมันไม่ยอมโหลด library ที่ปกติควรจะมี - -*
ประชาสัมพันธ์สองงาน
พรุ่งนี้ (เสาร์ 4 กันยา) 12:30 ที่ร้านกาแฟวาวี ซอยอารีย์ มี เวิร์กช็อปและแลกเปลี่ยน "อินเทอร์เน็ตภิบาลกับประชาสังคม"
กลางเดือนนี้ วันที่ 14-17 ก.ย. จะมี Internet Governance Forum ครั้งที่ 5 เป็นที่ประชุมอินเทอร์เน็ตภิบาลระดับโลก คุยกันเรื่องการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต และประเด็นท้าทายใหม่ ๆ ที่ต้องรับมือ
จะมีผู้เข้าร่วมจากภาคประชาสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปร่วมด้วย ถึงจะไม่กี่คน แต่ก็พยายามจะให้มันมีอินพุตมีเสียงจากชายขอบของชายขอบอีกทีบ้าง (คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันก็ชายขอบในวง IGF อยู่แล้ว แล้วภาคประชาสังคมมันก็ชายขอบของชายขอบไปอีกที) สำหรับประเทศไทยจะตัวแทนจากเครือข่ายพลเมืองเน็ตไปด้วย
เขาก็เลยนัดกันว่า วันเสาร์นี้ เจอกันที่วาวีละกัน มาคุยกัน ใครสนใจอยากจะแลกเปลี่ยน เผื่อฝากประเด็นอะไรไปที่เวทีนี้ ก็ฝากได้ หรือใครอยากจะเข้าร่วมแบบทางไกล ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ IGF เขาจะเตรียมไว้ให้ วันเสาร์นี้ก็มีเวิร์กช็อปเล็ก ๆ แนะนำเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ด้วย เป็นการเตรียมตัวเตรียมพร้อม
ใครสนใจก็เชิญนะครับ
อีกเรื่อง
อย่างที่เราก็ได้เห็นมาแล้ว ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาในกรุงเทพ และในช่วงเวลาหลายปีในสามจังหวัดชายแดนใต้ ว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ได้ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยรัฐ ที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบบ่อยครั้งแค่ไหน ไม่ว่าจะกับฝ่ายไหนก็ตาม [ดูรายละเอียด]
ทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ร่วมกับภาคีต่าง ๆ ก็เลยเสนอยกเลิกกฎหมายความมั่นคงทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว ด้วยวิธีการออกพ.ร.บ.อีกฉบับหนึ่งมายกเลิก ชื่อว่า พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.....
โดยอาศัยช่องทางการเสนอกฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อกันให้ครบ 10,000 ชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ
ดูรายละเอียดเหตุผล ร่างพ.ร.บ.ที่จะเสนอ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มสำหรับเข้าชื่อ ได้ที่เว็บไซต์ iLaw: http://ilaw.or.th/stopssa
มีแบนเนอร์ให้ช่วยรณรงค์ด้วย (ไปตามลิงก์ อยู่ท้ายหน้า)

technorati tags: national security, Thailand, internet governance
by bact' (noreply@blogger.com) at September 03, 2010 04:37 AM
โพสต์รูปเก่า ๆ ลงเฟซบุ๊ก มีเพื่อนคนนึง ว่ารูปนี้ถ่ายจากกล้องอะไร สีสวยดี
มันคือกล้องของมือถือ Sony Ericsson K700i ผมก็ชอบสี ชอบ 'เกรน' ของมันด้วย
ผมมีชีวิตช่วงหนึ่งที่ผูกพันกับมือถือเครื่องนี้
จำได้ว่าซื้อมันหลังส่ง dissertation อะไรประมาณนี้ อยากได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อ พอดีที่ชาร์จมือถือเครื่องเก่าสายมันขาดพอดี ถูกเก้าอี้ในห้องแล็บคอมทับกระจุย ก็เลยถือโอกาสซื้อเลย
อยากซื้อของแก้เครียดด้วย เป็นอีกเหตุ จำได้ว่าช่วงใกล้ ๆ กันก็ซื้อรองเท้าด้วย ผ้าใบ Diesel ที่ลดราคาเหลือ 25 ปอนด์ คู่ที่ใส่อยู่ตอนนั้นมันเจ๊งมาก ๆ แล้ว และหน้าหนาวกำลังจะมา
K700i เครื่องนี้เป็นหลายอย่าง
มันถือเป็นกล้องดิจิทัลตัวแรกในรอบสองสามปีนั้นของผม
(ก่อนหน้านี้มีตัวนึง พี่ ๆ ที่ Sun ซื้อให้เป็นของขวัญ แต่โดนงัดจากรถไป พร้อม ๆ กับโน๊ตบุ๊ก โลโม ซาวนด์เบาท์ และปาล์ม!)
มันเป็นวิทยุและเครื่องเล่น mp3
ผมฟังมันบนรถไฟ ฟังมันตอนเดินไปไหนต่อไหน บางทีก็ตอนล้างจานในร้านนี่แหละ
มันเป็นมือถือเครื่องแรกของผมด้วยมั้ง ที่รัน J2ME ได้
ผมทดลองเอา LekLekDict มาโมเป็น WeeDict ก็บนมือถือเครื่องนี้แหละ
แน่นอน มันเป็นโทรศัพท์ด้วย
ผมโทรกลับเมืองไทยบ่อย ๆ ในช่วงนั้น ด้วยโทรศัพท์เครื่องนี้
จะถือว่ามันเป็นมือถือในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ได้
ผมซื้อมันที่เอดินบะระ หลังส่ง dissertation แล้วก็ย้ายบ้านทีนึง มาอยู่ใกล้ ๆ กับต้นถนน Leith Walk ผมทำ WeeDict ที่บ้านนี้
แล้วก็ย้ายออกจากเอดินบะระ มาอยู่กะญาติที่ลอนดอนพักนึง ระหว่างรอตอบรับสมัครงานและทุนต่าง ๆ ช่วงนี้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่น mp3 และโทรศัพท์อย่างหนัก รวมถึงเกมเทนนิสด้วย
ลอนดอนช่วงนั้นที่ผมอยู่ ปลายปี 2004 หนาวมาก ๆ หิมะเยอะจนซึมเศร้า มันเป็นอารมณ์ของการรอคอยล่ะมั้ง หลาย ๆ เรื่อง
ผมรอตอบรับอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งวีซ่าหมด ก็ต้องกลับเมืองไทย ตอนนั้นได้งานที่พอตสดัมแล้ว แต่ต้องรอเอกสารอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่ายังไง รู้แต่มันวุ่นวาย ๆ หน่อยตรงที่ผมต้องไปเดินเรื่องกะสถานทูตเยอรมันในลอนดอน คือกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานมันเริ่มตรงนั้น แล้วตอนแรกนึกว่ามันจะเสร็จก่อนวีซ่ายูเคผมหมดมั้ง แต่ปรากฎว่าไม่ทัน แล้วก็โยกไอ้กระบวนการนั่นกลับมากรุงเทพไม่ได้ด้วย ผมเลยต้องกลับกรุงเทพก่อน แล้วค่อยโผล่ไปลอนดอนอีกรอบ เพื่อเอาใบอนุญาตทำงาน แล้วค่อยไปเบอร์ลินได้ คือวุ่นวายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทึ่มมากเรื่องงานเอกสารต่าง ๆ
เจ้า K700i ก็ไปกับผมด้วย
มันน่าจะได้ไปหลายที่อยู่เหมือนกัน จนผมกลับมากรุงเทพ มันก็ยังใช้การได้ดีอยู่
วาระสุดท้ายของ K700i เครื่องนี้ คือที่หน้าลิฟต์ตึกวิศวะคอม ม.เกษตร คิดว่าน่าจะเป็นวันงาน TLUG ล่ะมั้ง ผมรีบ ๆ ออกมาจากห้อง จะไปอีกที่ มือถือมันก็ตกลงมากระจาย หน้าจอแตก
ตอนแรกว่าจะซ่อม เปลี่ยนจอ ร้านที่มาบุญครองบอกว่าไม่คุ้มหรอก เปลี่ยนเครื่องใหม่ดีกว่า ผมก็ลังเล ชั่งใจอยู่นาน คือข้อมูลและเบอร์โทรต่าง ๆ ข้างในก็ยังอยากได้ แต่ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี :p
สุดท้ายก็ซื้อเครื่องใหม่ เป็น Sony Ericsson K510i เลียนแบบ @theniw
ประวัติศาสตร์บุคคล ผ่านโทรศัพท์มือถือ :p
technorati tags: material, oral history, mobile phone
by bact' (noreply@blogger.com) at September 02, 2010 05:16 AM
ดูเหมือนยังค้างเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นะ แฮะๆ ก่อนอื่นขอเขียนรวมๆก่อนละกัน
ขั้นตอนในการทำ Visualization ที่เหมือนๆกันทุกครั้งก็คือ
1.หาข้อมูลที่น่าสนใจ
2.รวบรวมข้อมูล
3.ออกแบบรูปแบบการนำเสนอ
แต่ในสิ่งที่เหมือนกันทุกๆครั้งก็จะมีความไม่เหมือนกันในตัวมันอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่สามารถแสดงออกมาให้เห็นได้? และยังหาหนทางที่จะแสดงมันออกมาไม่เจอ (-_-”) หรือเรามีเรื่องกังวลอยู่? เวลา ความสวย/ไม่สวย สมองที่ช่วงนี้เหมือนคิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่มีไอเดียที่น่าสนใจผุดมาเลย เอ…ดูจะออกนอกเรื่องไปหน่อย งั้นวกกลับมาเรื่อง Visualization ดีกว่า
ชิ้นแรก ทำให้รู้ปัญหาที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเราพยายามยัดเยียดข้อมูลมากเกินไป พยายามใส่ในทุกๆเรื่องในภาพๆเดียว ซึ่งดูสวยงามก็จริงแต่ในเรื่องของผู้รับสารนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ
จนมาชิ้นที่ 2 เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้วเลยพยายามทำออกมาให้ดูเข้าใจง่ายมากกว่าเดิม นำเสนอข้อมูลแบบพอดีไม่พยายามยัดเยียดมากจนเกินไป แต่เราก็ยังเก็บไม่หมดอยู่ดีก็ยังมีบางเรื่องที่เราพลาดไป ชิ้นนี้การแสดงพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในแต่ละภาคทำให้ผู้รับสารสับสนกับส่วนบอกพื้นที่ทั้งหมด
จากชิ้นด้านบนเลยลองแก้เพื่อจะได้เห็นการเปรียบเที่ยบได้ชัดเจนขึ้น
ดูเหมือนว่าอะไรที่เป็นรูปแบบง่ายๆผู้รับสารจะสามรถเข้าถึงและเข้าใจได้ดี และมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเสนอออกมาในรูปแบบไหนสามารถทำให้แตกต่างหลากหลายได้อย่างไร เวลาพิมพ์ข้อความนี้มันง่ายนะแต่ทำให้เห็นตามที่พิมพ์มันยากกว่าหลายเท่านัก
จากที่นำเสนอข้อมูลแบบไม่มากแต่พอมาเจอข้อมูลที่มากกว่าเดิมการจะแสดงให้เห็นในรูปๆเดียวดูจะเป็นเรื่องยากแต่เรามีวิธีแก้ปัญหานี้ได้โดยนำเสนอทีละเรื่องเป็นรูปๆแบ่งสัดส่วนให้อยู่ในหน้าๆเดียวได้ แต่ขั้นตอนการคิดยังเหมือนเดิม
วันนี้ไว้เท่านี้คราวหน้าจะมาพูดแบบละเอียดๆกับ Visualization ที่ทำไว้ 1 เรื่องค่ะ
by snattapol (noreply@blogger.com) at August 30, 2010 02:06 AM
ธันวาคม 1970 วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์การจราจลโดยชุมชนแออัดเพื่อต่อต้านนาซี ในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ขอโทษประชาชนชาวโปแลนด์ที่ถูกนาซีฆ่าตาย 6 ล้านคน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
กุมภาพันธ์ 2008 รัฐบาลออสเตรเลีย โดย Kevin Rudd นายกรัฐมนตรี กล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ สำหรับสิ่งที่รัฐบาลก่อน ๆ ได้กระทำผิดต่อชาวพื้นเมืองอะบอริจินในอดีต จากทั้งกฎหมายและนโยบาย ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ ทุกข์ทรมาน และความสูญเสีย
The Australian government has made a formal apology for the past wrongs caused by successive governments on the indigenous Aboriginal population.
Prime Minister Kevin Rudd apologised in parliament to all Aborigines for laws and policies that
inflicted profound grief, suffering and loss.
มิถุนายน 2010 เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ อาทิตย์นองเลือด
(Bloody Sunday) ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งกองกำลังของสหราชอาณาจักรได้สังหารผู้ชุมนุมประท้วงชาวคาทอลิกไป 13 คน เหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น การขยายตัวของกองกำลังไออาร์เอ (Irish Republican Army) และเหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ ในไอร์แลนด์เหนือต่อเนื่องมาอีกเกือบ 20 ปี
There is nothing equivocal. There are no ambiguities. What happened on Bloody Sunday was both unjustified and unjustifiable. It was wrong.
แต่พูดซอรี่นี่ เดี๋ยวก็โดน เสียใจ แต่ไม่ขอโทษ
ได้ :p
technorati tags: apology, sorry, montage
เมาอีกแล้ว เขียนตอนเมา
ช่วงนี้รู้สึกว่ายิงกินเหล้ายิ่งคิดมาก น่าจะต่างจากใครหลายคนที่กินเหล้าเพื่อให้ลืม
ผมรู้สึกว่าผมบังอาจ ไม่ให้เกียรติกับคนที่ผมได้รู้จักได้สัมผัสในค่ายแห่งนี้
หากจะกล่าวข้ามเลยไปมันก็จะดูผิด
บล็อกถัดไปผมจะขอกล่าวถึงบุคคลเหล่านั้นอย่างไม่ละเอียด แต่รับรองว่าโดนใจแน่ ถ้าจะให้ถูก มันอาจจะโดนใจแค่ผมคนเดียว
ขอโทษกับการมองข้ามรายละเอียดที่ควรเขียน
ถึงเวลาจะผ่านไปนาน เรื่องราวก็ยิ่งชัดเจน เวลามันเหมือนเป็นตัวกรองเอาคำพูดมากมายที่อธิบายได้ด้วยคำสั้นๆทิ้งไป หรือที่บางคนเรียกว่าตกผลึก คำยากๆที่สั้นๆแต่เข้าใจ
comming soon
ปล. เขียนผิดสินะ
อยากไปเดินบ้าง~~~!
รัฐบาลท้องถิ่นเบอร์ลิน เปิดสวนสาธารณะแห่งใหม่เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา มันเคยเป็นสนามบิน ชื่อ Berlin Tempelhof
Tempelhof เป็นสนามบินที่ผมไม่เคยใช้ ไม่เคยไป ได้แต่ผ่านเฉียดไปเฉียดมา
เบอร์ลินสมัยที่ผมอยู่ มี 3 สนามบิน คือ Tempelhof (THF), Tegel (TXL), และ Schönefeld (SXF) — อันหลังนี่ จริง ๆ มันอยู่นอกเบอร์ลินไปหน่อย อยู่ในรัฐ Brandenburg
ตอนไปเบอร์ลินครั้งแรก ผมนั่ง EasyJet ไปลง Schönefeld (คิดว่าน่าจะมาจากสนามบิน Luton - ไม่ค่อยชัวร์) ส่วนตอนกลับเมืองไทย ผมกลับ Austrian Airlines จาก Tegel
Tegel เป็นสนามบินอันนึงที่ผมชอบ คือมันเล็กดี แล้วมันเป็นวงกลม (หกเหลี่ยม) = เดินง่ายและไม่เหนื่อย วิกิพีเดียบอกว่า ระยะทางจากเครื่องบินไปจนถึงประตูทางออกจากอาคารผู้โดยสาร แค่ 30 เมตร! โคตรแฮปปี้เลยครับ นึกถึงดอนเมืองในประเทศ ที่เดินได้ชิล ๆ ไม่ต้องรีบ แล้วเทียบกะสุวรรณภูมิ ที่นอกจากจะโคตรยาว ไม่มีขนส่งมวลชนภายใน แล้วยังดันมีแต่ซุ้ม King Power ให้เกะกะเล่นตลอดทาง
ในหนังสายลับยุคสงครามเย็น เราจะเห็น Tegel อยู่บ่อย ๆ มันเป็นสนามบินหลักสนามบินหนึ่งในช่วงนั้น
Tegel สร้างในช่วงปฏิบัติการ
Berliner Luftbrücke
สะพานอากาศเบอร์ลิน
หลังจากที่โซเวียตตัดการเดินทางทางบกเข้าสู่เขตปกครองของสัมพันธมิตรในเบอร์ลิน สัมพันธมิตรเลยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการนี้ ขนเสบียงอาหารและของใช้ต่าง ๆ เข้าเบอร์ลินทางอากาศ โดยสหราชอาณาจักรใช้สนามบิน Gatow สหรัฐอเมริกาใช้ Tempelhof ส่วนฝรั่งเศสใช้ Tegel แต่ละสนามบินที่ว่ามา อยู่ในเขตปกครองของแต่ละประเทศสัมพันธมิตร เบอร์ลินสมัยนั้นแยกเป็นสี่เขตปกครอง

อนุสรณ์สถาน Luftbrückendenkmal ที่ Tempelhof เพื่อระลึกถึงภารกิจ Luftbrücke ที่ฐานจำรึกข้อความ — Sie gaben ihr Leben für die Freiheit Berlins im Dienste der Luftbrücke 1948/49
— พวกเขาสละชีวิตของพวกเขาเพื่ออิสรภาพของเบอร์ลิน ระหว่างภารกิจสะพานอากาศ 1948/49
การปิดกั้นเบอร์ลินของโซเวียตและปฏิบัติการสะพานอากาศนี้ นำไปสู่การแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน เขตปกครองของโซเวียต กลายเป็นเบอร์ลินตะวันออก ใช้สนามบิน Schönefeld ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ซึ่งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก ส่วนเขตปกครองของสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร-ฝร่ังเศส กลายเป็นเบอร์ลินตะวันตก ใช้ Tempelhof และ Tegel ส่วน Gatow นั้นเป็นสนามบินทางการทหารเพียงอย่างเดียว
Tempelhof สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นช่วงนาซี ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเบอร์ลินใหม่ ตามแผน เมืองหลวงโลก
Welthauptstade Germania
ที่ฮิตเลอร์และกลุ่มสถาปนิกของเขาได้วาดเอาไว้ (นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกอังกฤษ บอกไว้ประมาณว่า มันเป็น พ่อสนามบินทุกสถาบัน
) หลังอเมริกาและสัมพันธมิตรเข้ายึดเบอร์ลินได้ บริเวณ Tempelhof ก็ตกอยู่ใต้ปกครองของอเมริกา
Gatow ปิดตัวลงไปไม่นานหลังการรวมเยอรมัน Tempelhof ปิดตัวลงในปี 2008 ส่วน Tegel จะปิดในปี 2012 หลังจากนั้นเบอร์ลินจะเหลือสนามบินพาณิชย์แห่งเดียว คือ Schönefeld ซึ่งจะใช้ชื่อเป็น Berlin-Brandenburg International Airport
ชื่อสนามบินแห่งใหม่นี้เต็ม ๆ ในภาษาเยอรมันคือ Flughafen Berlin Brandenburg „Willy Brandt“ เพื่อเป็นเกียรติแก่ วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก ที่ดำเนิน นโยบายตะวันออก
Ostpolitik
ปรับปรุงความสัมพันธ์กับเยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ และสหภาพโซเวียต
นโยบายของเขาก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างมากในเยอรมนีตะวันตก เขาได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1971
วันที่ 7 ธันวาคม 1970 วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์วีรชนชาวโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ขอโทษประชาชนชาวโปแลนด์ที่ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือนาซีไปถึง 6 ล้านคน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะที่ไปเยือนอนุสาวรีย์วีรชนโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี โดยไม่มีใครคาดคิด วิลลี บรันดท์ ได้คุกเข่าลงทั้งสองข้าง ภาพนี้เป็นข่าวไปทั่วโลก มีผู้ถามบรันดท์ในภายหลังว่า เขาได้วางแผนหรือทำไปด้วยความรู้สึกโดยอัตโนมัติ เขาตอบแต่เพียงว่า ขณะนั้น เวลานั้น ต้องมีผู้ทำอะไรสักอย่าง
ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการขอโทษครั้งนี้ ก็คือการขอโทษในฐานะตัวแทนของชาวเยอรมันทั้งหมด วิลลี บรันดท์ มิใช่ผู้นำเยอรมันในการทำสงคราม ชาวเยอรมันรุ่นเขาแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามเลยก็ว่าได้ เขาเป็นเพียงลูกหลานของบรรพบุรุษผู้เคยกระทำผิด ในฐานะผู้นำของประเทศที่เคยกระทำผิดทางประวัติศาสตร์กับประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง และในภาวะที่คำพูดไร้ซึ่งความหมาย - เขาได้คุกเข่าลง
...
วิลลี บรันดท์เดินทางไปโปแลนด์เพื่อร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงวอร์ซอ ผลของสนธิสัญญา เยอรมันสูญเสียดินแดน 1 ใน 4 ของอาณาจักรไรซ์เดิมให้กับโปแลนด์ ชาวเยอรมันที่ตกค้างในโปแลนด์จำต้องอพยพกลับสู่เยอรมัน ชาวเยอรมันบางส่วนไม่เห็นด้วยกับสนธิสัญญานี้ แต่บรันดท์ชี้แจงว่า เยอรมันจำต้องจ่ายสิ่งเหล่านี้คืนให้กับความสูญเสียจากสงคราม เพื่อที่จะตัดห่วงโซ่แห่งความอยุติธรรมที่เป็นผู้ก่อขึ้น
— คำขอโทษที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์, ใน วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน. บทความวิชาการ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 497
นายกเทศมนตรีเบอร์ลินบอกกับพวกเราว่า เมืองเบอร์ลินจะไม่รื้อรันเวย์ออกจาก Tempelhof เพื่อให้ผู้คนที่มาใช้สวนสาธารณะ ได้เห็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์นี้
ต้นพฤศจิกานี้ ผมจะไปเบอร์ลิน ไม่พลาดแน่ ไม่เคยใช้สนามบิน ก็ขอไปเดินบนรันเวย์ละกัน ...
ป.ล. กด ๆ วิกิพีเดียเล่น ไปเจอไอ้นี่ Staaken เขตเล็ก ๆ ด้านตะวันตกของเบอร์ลินตะวันตก ที่ยังไงไม่รู้ สลับไปเป็นเบอร์ลินตะวันออกเฉยเลย มี East/West Staaken ใน East/West Berlin ใน East/West Germany .. เพี้ยนดี
technorati tags: Tempelhof, Berlin, memorial, public parks
บล็อกนี้ควรจะเขียนตั้งนานแล้ว แต่ตั้งใจจะทิ้งไว้ให้นานทีสุด นานจนไม่เหลือความคิดทางวิชาการ นานจนลืมทุกอย่างเท่าที่จะลืมได้ นานจนเหลือเพียงความรู้สึกเท่านั้น
เรื่องดีๆเกิดขึ้นมากมายในแคมป์แห่งนี้ แม้ความนานจะมาชะโลมเอาความคิดที่มีประโยชน์ออกไป มันก็กลับหลงเหลือความรู้สึกที่ตราตรึงเข้ามาแทน
มันน่าแปลกที่คนต่างเชื้อชาติภาษาจะมาอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ประทับใจกับหลายสิ่ง คำพูดของคนเวียดนามในภาษาอังกฤษที่เราเข้าใจ แม้จะรู้เรื่องจากภาษาที่ไม่ค่อยสอดคล้องกันนัก ความเอื้อเฟื้อของคนที่ไม่รู้จักกัน ความที่แต่ละคนต่างมาเผื่อแผ่สิ่งดีๆให้กัน เกมส์สนุกๆ แรงกระตุ้นจากคนรอบข้าง และอีกมากมาย
ผมชอบเกมส์ที่เอาเชือกมาผูกกัน แล้วก็เขียนบอกว่าเชือกเส้นนั้นมันผูกกันได้อย่างไร beer friend group work ... มันอาจจะดูเสแสร้งถ้าจะมอง แต่มันก็สนุกจริงๆ และได้เก็บมันเข้ามาในส่วนหนึ่งของชีวิตผม
ถามตัวเองประจำว่า ทำไมเธอไม่ไปไหน คิดจะลืมเธอ แต่เธอไม่เคยจะหายไป
ลบภาพเก่าๆที่เรา ยังมีให้กันในความหลัง สิ่งที่เธอทำ จดจำได้ทุกตอน
* คืนนี้คงเป็นคืนที่ฉันรุ่มร้อน และคืนนี้อยากจะทำก็ทำได้เพียงอ้อนวอน
** อยากขอ พร ให้คืนนี้ฉันเข้านอนเพื่อลืมที่ผ่าน มา เฝ้าภาวนาให้ฉันลบภาพเธอ
ทิ้ง ไป ตื่นมาฉันคงอุ่นใจเมื่อพบว่าวัน นี้ มีฝนโปรยปรายเพื่อล้างน้ำตาให้หายไป
by snattapol (noreply@blogger.com) at August 18, 2010 02:48 PM
เนื่องจากบัตรประชาชนหายอีกแล้ว เป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งปี
เลยต้องไปทำใหม่อีก คราวนี้ต้องทำนอกเขตพื้นที่
ก่อนที่จะทำบัตร ถ้าไม่ได้เอาทะเบียนบ้านมา ก็ต้องคัดสำเนาทะเบียนบ้านก่อน ผมใช้ passport เป็นหลักฐานว่าผมเป็นคนไทยแน่นอน และเสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
คัดสำเนาทะเบียนบ้านเสร็จก็ต้องมากรอกข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ที่อยู่ ชื่อพ่อชื่อแม่ แล้วก็ไปถ่ายรูป
จากนั้นก็จะได้กระดาษ A4 สีเหลืองบาง ๆ มีรูปเราติดอยุ่ มาหนึ่งใบ
เสียค่าธรรมเนียมอีก 20 บาท พร้อมกับรับฟังคำอธิบายว่าให้มีรับบัตรตัวจริงวันที่ 18 ธันวาคม 2553
หา!!!! ธันวาคม 2553 นั่นมันปีหน้าเลยนี่หว่า(ด้วยความโง่ ตอนนั้นคิดอย่างงั้นจริง ๆ) แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ปีหน้าก็ปีหน้า
เดินผ่านปฏิทิน เหลือบไปมองก็จะเห็นว่าปีนี้มันปี 2553 ไม่ใช่ 2552 เหมือนในนาฬิกาโทรศัพท์มือถือ
แล้วไอ้ที่กรอกข้อมูลไปล่ะ เรากรอกปีใหนไปหว่า อนุมานว่ามันเป็น 2553 ก็แล้วกันเพราะว่าไม่เห็นเจ้าหน้าที่เค้าทัก
ไม่เป็นไร ธันวาคม 2553 อีกไม่กี่เดือนเอง ยังไงตอนนี้เราก็ไม่ใช่คนเถื่อนแล้ว รอได้ ไม่รีบ
หลังจากได้ใบประชาชนแล้ว ก็ไปทำบัตรประกันสังคมต่อ ที่สำนักงานประกันสังคม ข้าง ๆ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
เขียนใบคำร้องว่าขอทำบัตรใหม่ เพราะว่าบัตรเก่าหาย
ยื่นให้เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่บอกว่า นั่งรอสักครู่ เดี๋ยวปริ้นบัตรมาให้ค่ะ
เรียบร้อยแล้วค่ะ
เสร็จแล้ว
by snattapol (noreply@blogger.com) at August 18, 2010 02:46 PM
ในโอกาสพิธีกรรมสาธารณะ (ที่ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งยวด)
รวบรวมและจัดประเภท (วันที่ถูกกำหนดให้เป็น)วันสำคัญ/วันที่ระลึก/วันหยุด จากแหล่งต่าง ๆ (ข้อมูลประกอบบทความที่เขียนไม่เสร็จ พิธีกรรมสาธารณะและสิ่งมันระลึกถึง
- การบ้านเมื่อสองเทอมที่แล้ว)
รวบรวมจากเอกสารหลายฉบับ (ดูอ้างอิงที่ท้ายตาราง) แล้วทดลองจัดกลุ่มตามสิ่งที่ระลึกถึง ได้จำนวน 20 กลุ่ม - บางวันอาจอยู่ในกลุ่มมากกว่าหนึ่งกลุ่ม เช่น วันยุทธหัตถี (วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ) ที่อยู่ในกลุ่มการทหาร และกลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์, หรือ วันตำรวจ ที่อยู่ในกลุ่มราชการ/การปกครอง และกลุ่มอาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร. กลุ่มจากการทดลองจัดนี้ สอดคล้องกับกลุ่มวันสำคัญของไทยที่จัดโดย ธวัชชัย พืชผล (2545).
กลุ่ม : จำนวนวัน
หากนับเฉพาะที่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ [ที่คนในสังคมจำนวนมากมีพิธีกรรมสาธารณะร่วมกัน] 14 วัน:
กลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์มีจำนวนมากที่สุด คือ 5 วัน (วันจักรี, วันฉัตรมงคล, วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, วันปิยมหาราช, วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว);
ตามด้วยกลุ่มศาสนา 4 วัน (วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา, วันเข้าพรรษา);
ประเพณี 3 วัน (วันขึ้นปีใหม่+สิ้นปี, วันสงกรานต์, วันลอยกระทง);
และอาชีพ 1 วัน (วันพืชมงคล) [วันแรงงาน ราชการไม่หยุด-ธนาคารหยุด].
ในวันหยุดราชการ 14 วัน วันหยุดที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มคนมากที่สุด คือวันพืชมงคล ที่ในแง่หนึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรและมีลักษณะเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน พิธีในวันพืชมงคลก็มีลักษณ เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อย่างมาก กระทั่งการกำหนดวันในแต่ละปี ก็เป็นประกาศจากสำนักพระราชวังในการกำหนดอุดมฤกษ์.
เมื่อเปรียบเทียบวันหยุดราชการกับวันหยุดธนาคารซึ่งประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากการที่ราชการหยุดในวันเข้าพรรษาแต่ธนาคารไม่หยุด และธนาคารมีวันหยุดภาคครึ่งปีในวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว, ใน 14 วันนี้ วันพืชมงคล ก็เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างวันหยุดทั้งสองระบบ โดยมีคู่ตรงข้ามเป็น วันแรงงานแห่งชาติ ที่ราชการไม่หยุดแต่ธนาคารหยุด.
ความเป็นคู่ตรงข้ามของวันพืชมงคลและวันแรงงานแห่งชาตินี้ ดูจะเหมาะเจาะลงตัวมาก เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็เป็นวันหยุดเฉพาะกลุ่ม และต่างก็แทนวิถีการผลิตคนละแบบ คือวันพืชมงคลสำหรับวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม และวันแรงงานสำหรับวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรม.
การที่ราชการเลือกหยุดในวันพืชมงคล และไม่หยุดในวันแรงงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ.
คำอธิบายโดยมองวิถีการผลิตเพียงอย่างเดียว ว่า ข้าราชการไม่ถือว่าตัวเองอยู่ในระบบแรงงาน และถือว่าตัวเองอยู่ในระบบ เกษตรกรรม ดูจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน. แต่เราอาจลองมองจากความเชื่อมโยงของวันพืชมงคลกับสถาบันกษัตริย์ได้ -- ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษาต่อ.
อนึ่ง ข้อสังเกตต่อวันหยุดราชการ และวันสำคัญต่าง ๆ ของไทย คือ เพิ่งจะถูกกำหนดมาเมื่อไม่นานนี้.
เช่น วันชาติ 5 ธันวา หรือ วันแม่ 12 สิงหา ก็เพิ่งถูกกำหนดขึ้นไม่นานนี้. โดยวันชาติที่ตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวงภูมิพล กำหนดในปี พ.ศ. 2503 โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์. ส่วนวันแม่ที่ตรงกับวันพระราชสมภพของราชินี กำหนดในปี พ.ศ. 2519 โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมือง. โดยก่อนหน้านี้ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดให้วันชาติไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน (ตามวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และวันแม่แห่งชาติคือวันที่ 15 เมษายน.
ดูส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางสัญลักษณ์และอุดมกาณ์ ผ่านการกำหนดวันหยุดและพิธีกรรมสาธารณะได้ที่ ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร (วิกิพีเดีย)
technorati tags: public rituals, cultural politics, holidays, Thailand
Yesterday, we did released an experimental version of our first Google Chrome extension. It's for looking up checked out books from a library. It's called LibLib Check.
You can get it at Chrome Extensions website.
The extension fetch patron information, in XML format, from Dynix OPAC (it currently work only with Dynix, and more likely to only certain versions). Then it extracts items checked out information (titles, due dates, number of overdue items) and show them as a toolbar icon and a popup. We tested this with Thammasat University Library's system (Dynix Horizon Information Portal 2.1), and it works well.
Opendream is a core partner of Thailand Digital Library Network initiative. We recently working with a number of libraries, universities and research bodies, on various library and information service softwares, in a progress to connect digital libraries in Thailand with open standard protocols.
เมื่อวานกลุ่ม Creative Hacker ได้มีโอกาสไปนั่งคุยกันเรื่อง HTML5. ประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจติดตามต่อ ก็คือเรื่องที่เราสามารถ export canvas ของเราออกมาเป็น Image ได้เลย
สิ่งที่สงสัยก็คือ, image ที่มัน export ออกมามันอยู่ในรูปแบบอะไร. กลับมาบ้านก็เลยใช้ chrome ช่วยเฉลย
$('#canvas')[0].toDataURL('image/png')
"data:image/png;base64,iVBORw0KGgoAAAANSUhEUgAAASwAAABkCAYAA..."
Update 2010-08-08 10:03
ใน firefox ถ้าต้องการให้ save ลงเป็น file เลยให้ทำดังนี้
var data = $('#canvas')[0].toDataURL('image/png');
data.replace('image/png', 'image/octet-stream');
document.location.href=data;
by polawat phetra (noreply@blogger.com) at August 08, 2010 03:10 AM

อุทิศ อติมานะ
ชีวิตนั้นไร้สาระ ว่างเปล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านมา ที่เหลืออยู่เป็นเพียง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สมเกียรติ ตั้งนโม อีกชีวิตหนึ่งที่จากไป แต่ก็ยังอยู่ใน “ความทรงจำสาธารณะ” ที่สำคัญอีกบทหนึ่งของสังคมไทย เป็นความทรงจำสาธารณะถึงชีวิตหนึ่งที่มีอุดมการณ์เพื่อ “ผลประโยชน์สาธารณะ” มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท มีวินัยอย่างคงเส้นคงวาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม ฯลฯ ในสังคมไทยและโลก ดูเหมือนว่าพันธกิจนี้จะยังคงเป็น “งานที่ไม่เสร็จ”
ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม เริ่มต้นจากความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ในวงการศิลปะ จากปัญหาดังกล่าวผลักดันเขาให้สร้างสรรค์ผลงานแปล เรียบเรียง และบทความ เกี่ยวกับความรู้ขั้นสูงร่วมสมัยในศาสตร์ศิลปะและสาขาที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างมากมาย ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ความคิดเชิงวิจารณ์เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม ชอบธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงปราศจากความรอบรู้ในศาสตร์ขั้นสูงสาขาต่าง ๆ ซึ่งความรู้เหล่านั้นส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในโลกของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้เป็นนักแปลมืออาชีพก็ตาม หรือแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับค่าจ้างแปลใด ๆ ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขาสามารถผลิตผลงานแปลและเรียบเรียง หนังสือวิชาการขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ มากมายกว่าร้อยเล่มอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มจากการแปลและเรียบเรียงตำราวงการศิลปะ ค่อย ๆก้าวมาสู่การเขียน การแปล และเรียบเรียงตำราในวงการมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ต่อมาเขาริเริ่มโครงการเสวนา “ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์” ราว 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อคนไทยมีความรอบรู้ขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ เชิงบูรณาการที่มากพอ จะนำมาสู่การสามารถวิเคราะห์ รู้เท่าทัน ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ซ่อนรูป สามารถเข้าใจปัญหาสังคมระดับโครงสร้างเหตุปัจจัยต่าง ๆ ระดับแนวคิดเชิงทฤษฏี โดยผ่านเวทีเสวนาที่เขาริเริ่มขึ้น เพื่อสร้างชุมชนวิชาการที่มีความเป็นสหวิทยาการ ร่วมกันผลิต “แนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม” ผ่านมุมมองของศาสตร์และความเห็นของบุคคลที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดชุมชนนักวิชาการที่ไม่มีแรงจูงใจเพื่อรับใช้อำนาจของคนบางกลุ่ม แต่รับใช้ “ผลประโยชน์สาธารณะอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อสร้างพลังการต่อรอง ต่อต้าน ประท้วง ทั้งทางตรงทางอ้อม ฯลฯ ต่อความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรมต่าง ๆ ในสังคมไทยและโลก
จากความเป็นนักทฤษฏี สู่ความเป็น “นักปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน” สมเกียรติเข้าร่วมกับกัลยาณมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วมคล้ายกัน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกเพื่อสรรค์สร้างปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน เน้นการแก้ปัญหาสังคมไทยระดับ “แนวคิดเชิงวิพากษ์” ที่ตรงไปตรงมา มีเหตุผล วิจารณ์เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละจังหวะเวลา อย่างไม่มีเงื่อนไข อาทิ มีการออกแถลงการณ์ให้ข้อคิดเชิงหลักการต่อเหตุการณ์ทางการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง มีการทำสงครามเพื่อสัญลักษณ์ ฯลฯ รวมทั้งมีการต่อยอดพัฒนาชุมชนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนสู่โลกอินเทอร์เน็ต มันทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลายเป็นชุมชนวิชาการไทยที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และทรงอิทธิพลในสังคมไทยต่อมา ซึ่งสมเกียรติมีบทบาทสำคัญอย่างมากในฐานะผู้รับผิดชอบเว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
แน่นอนที่สุด ชีวิตนั้นว่างเปล่า ไร้สาระ ชั่วคราว แต่อย่างน้อย สมเกียรติ ก็ได้ท้าทาย “กฎแห่งความไร้สาระของชีวิต” สู่การทำให้ชีวิตของเขาที่ผ่านมา “มีสาระบางประการท่ามกลางความว่างเปล่า” เป็นสาระแห่งชีวิตที่ถูกใช้อย่างทุ่มเท จริงจัง มีวินัย ฯลฯ เพื่อตอบสนองคุณค่าความจริง ความดี ความงาม อย่างปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับความไม่รู้ ความไม่เสมอภาค ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ความไร้ระเบียบ ฯลฯ ในสังคม “ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม” น่าจะกลายเป็น “ความทรงจำสาธารณะ” อีกบทหนึ่งที่ควรค่าต่อการจดจำ และส่งต่อผ่านคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สืบต่อบทบาทการเมืองภาคประชาชน แนวคิดเชิงวิพากษ์ และการสร้างชุมชนวิชาการของสังคม ที่ร่วมกันผลิตสื่อทางเลือก คอยเฝ้าระวัง “มุมมืด” ที่มีในตัวเราทุกคน เพื่อร่วมตั้งคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทุ่มเท เป็นสงครามที่ยังไม่ยุติ
(คัดลอกจากหน้าแรกของเว็บไซต์ม.เที่ยงคืน - 5 ส.ค. 2553)
อ่านต่อ: “ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล 22 ก.ค. 2553
ข่าวเกี่ยวกับ "สมเกียรติ ตั้งนโม" ในนสพ.ประชาไท
technorati tags: Somkiat Tangnamo, Midnight University, unfinished
The Global Civil Society Yearbook is an annual publication produced by the Global Civil Society Programme at the Centre for the Study of Global Governance at the London School of Economics (LSE). The 387-page volume for 2007-2008 explores advances in technology, stating that they have enhanced global mass media and permitted private worldwide communication while also facilitating civil society's own global presence. At the same time,the democratic nature of global communication appears very open to question.
Concluding words from the introductory chapter:It is the associational diversity of civil society that provides the basis for communicative democracy and a fertile contrast with the monolithic citizen-state relationship of representative democracy. On past experience the new institutions will only develop and become adequate for the tasks ahead if global civil society debates democracy and communication for itself and the world at large as explicitly as did theorists of democracy for the modern age that has past.
เว็บไซต์ The Communication Initiative Network แนะนำหนังสือ Global Civil Society 2007/8 เอาไว้ แต่ลิงก์ไป PDF เสีย - เมื่อวานเจอลิงก์ให้โหลด ที่เว็บไซต์ Center for Global Communications Studies, UPenn เลยเอามาแบ่งกัน
หรือจะอ่านแบบออนไลน์ (ไม่ใช่ PDF) ก็ได้ ที่ Global Civil Society Observatory
Introduction: Democracy and the Possibility of a Global Public Sphere - Martin Albrow and Marlies Glasius
เว็บไซต์ Global Civil Society Year Books ที่ LSE Global Governance (ย้อนไปถึง 2001) และที่ สนพ. SAGE
technorati tags: civil society, democracy, communicative power
เรื่องนี้ว่ากันด้วย code ตัวอย่างเลยน่าจะโอเค เพราะว่าอ่าน FB.Data.query บนfacebook ได้
wait เป็น ฟังก์ชั่นที่สั่งให้ทำงานเลย หลังจากดึงข้อมูลเสร็จ เพราะว่าเป็นการดึงข้อมูลแบบ asynchronous (asynchronously fetched data)
มีภาพประกอบการใช้ FB.Data.query
wait สามารถเขียนในทำนองนี้ได้ด้วยนะ
แถมตาราง Parameters (ที่เอามาจาก FB.Data.query บนfacebook)

พอเท่านี้ก่อน คราวหน้าต่อเรื่อง FB.Data.waitOn
ตอนนี้มาลองเล่นกับคำสั่งเบื้องต้น ที่ควรจะรู้ ดีกว่า
[ FB.api, FB.getLoginStatus, FB.getSession, FB.init, FB.login, FB.logout, FB.ui ]
มาเริ่มต้นเกี่ยวกับคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบว่า login หรือยัง แล้วเรามี uid เป็นเลขไหน
ให้ใช้ function FB.getSession() กับ getLoginStatus()
getSession() มันเหมือนกับ getLoginStatus() แหละ ต่างกันตรง getSession() มันจะค่าได้ตัวแปร session ที่อยู่ใน getLoginStatus() ออกมา แล้วก็ตรงที่ getLoginStatus() ต้องใส่ callback function เข้าไปด้วย
ถ้าต้องการ uid ก็ให้ใส่ว่า FB.getSession().uid ตามโครงสร้างใน Object
ใน code เก่า จะใช้แค่ FB.login(handleSessionResponse)
คราวนี้เราจะระบุ permission ไปด้วยว่าเราจะใช้อะไรบ้าง ก็แค่เติม parameter เข้าไปแบบใน code ข้างล่าง
เมื่อกด login แล้วจะมี option ที่จะใช้ เพิ่มขึ้น
จะใช้อะไรมั่งก็เข้าไปอ่านที่ Extended Permissions
คราวนี้เราจะติดต่อกับ Facebook ดู ผมเลือกใช้ Facebook Javascript SDK เพราะว่า ช่วงนี้กำลังหัดเขียน JavaScript อยู่พอดี
พอกดเข้าไปดู Reference ของ JavaScript เราจะพบอะไรที่น่าสนใจอยู่อย่างนึง ที่อยู่ในรูปข้างล่างนี่
พอเราตามไปที่ github เราจะเห็นว่า มันมี example อยู่ กำลังหัดเขียน jQuery อยู่พอดีเลย โป๊ะเชะ ลองเข้าไปดู code ตัวอย่างซักหน่อย
ดาวน์โหลด source code มาแล้ว ก็ใส่ api-key ของเราไป แบบในรูป (ได้มาจาก หัดเขียน Facebook Application ตอนที่ 1 (ฉบับเตรียมตัว)
หลังจากนั้นลองเปิดตัวอย่างมาดูหน่อยซิ จะได้รูปข้างล่าง
พอ login เรียบร้อยแล้ว เราก็เปิด firebug ขึ้นมา แล้วตรงไปที่ console หลังจากนั้น พิมพ์ code แบบในรูปข้างล่างลงไปใน console (เลียนแบบมาจาก source code ต้นตำหรับอะแหละ)
1. ไป Set Up New Application ก่อนที่ http://www.facebook.com/developers แล้วก็กดแบบในรูป
รายละเอียด ที่สำคัญก็ตรง Canvas กับ Connect น่ะนะ แล้วก็แถม Basic Settings อีกนิดหน่อย ตามรูปเลยจ้า
– Basic
- Canvas
- Connect (ใส่ base url เว็บตัวเองนะ)
อ้อ การใส่ url ทุกอัน อย่าลืม / ปิดท้ายด้วยนะจ๊ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม
ผมทำ facebook app ไว้ที่http://www.together.in.th/facebookapp/
– หน้า Connect เลยต้องส่ url ว่า http://www.together.in.th/ แหละจ้า
– หน้า Canvas ก็ใส่ตามในรูปเลย
สิ่งที่ได้ใน Entry นี้คือ Facebook [ Application Id, secret, API Key ]
ปล. ถ้าใส่ url ว่า http://www.YOUR_WEB.com เวลาเข้าก็อย่าลืม www ด้วยนะ ไม่งั้นจะเกิด error cross domain ได้นะจ๊ะ (แบบในรูปข้างล่างอะ)
บน mac มันไม่มี ssh-copy-id เลยต้องใช้ แทน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมจากโอเพ่นดรีม ร่วมกับทีมเครือข่ายห้องสมุดดิจิทัลประเทศไทย dlib.in.th ไปคุยและทำเวิร์กช็อปเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์ห้องสมุด ที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่ห้องสมุด และบุคลากรมช.ที่สนใจ เข้าร่วมประมาณ 40 คนได้
ไอเดียหลักที่โอเพ่นดรีมแลกเปลี่ยนในวันนั้นก็คือ แนวคิดของห้องสมุด ในฐานะที่มันเป็นบริการข้อมูลข่าวสาร เพื่อการแสวงหาและพัฒนาความรู้ และในฐานะที่มันเป็นบริการสาธารณะ และจากมุมมองนั้น เรามีเครื่องมือและเทคนิควิธีอะไรบ้าง ที่จะนำไปสู่จุดหมายที่เราต้องการ
ความเชี่ยวชาญของโอเพ่นดรีมนั้น คือเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อใหม่ แต่เราเองก็พยายามจะมองหาตำแหน่งของเทคโนโลยีต่าง ๆ ว่ามันอยู่ในบริบทไหน เพื่อที่จะนำเสนอสิ่งที่เราเชื่อว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเพื่อน ๆ ของเรา
เราอาจจะมีรถที่แข็งแรง วิ่งได้เร็ว และมีน้ำมันเต็มถัง เข็มทิศเราก็มี ไหนจะ GPS ทันสมัย แต่ยังไงก็ตาม เราก็ยังต้องการทิศทางก่อนอยู่ดี ว่าจะวิ่งกันไปทางไหน โอเพ่นดรีมไม่มีคำตอบสำเร็จ แต่เรายินดีอย่างมากที่จะทำงานร่วมกับทุกคน เพื่อจะหาทิศทางไปด้วยกัน แล้วทีมของพวกเราจะหาเครื่องมือที่เหมาะกับทางให้
สไลด์ PDF | OpenDocument และ เอกสารประกอบ PDF | OpenDocument ทั้งหมดเผยแพร่ตามสัญญาอนุญาตครีทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา นำไปใช้ แก้ไข เผยแพร่ต่อได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตครับ
ระบบ เทคนิค และมาตรฐาน ในการพัฒนา(เว็บไซต์)ห้องสมุด ในฐานะบริการสาธารณะ
อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ประกอบกับนึกได้ว่าอยากได้กระเป๋าสตางค์ใหม่ที่มีฟังก์ชั่นที่เราเนี่ยคิดไว้แล้วว่าจะเจ๋ง ซึ่งไม่น่ามีบนโลกนี้แน่ๆ ก็เลยทำด้วยทรัพยากรเท่าที่มี ก็คือกระดาษ และก็กาว กรรไกร
เวอร์ชั่นที่แนบมาข้างล่างด้วยนี้ยังมิได้แก้บั๊ก เอาไว้เพื่อเป็นหลักปักไมล์เฉยๆ ดึกแล้ว เอาไว้มีเวลา(อีกและ) จะมาปรับปรุงใหม่
ช่วงนี้สมองไม่ค่อยปกติ อาจจะดูทำอะไรเพี้ยนๆ อยู่บ้าง
แต่ใจไม่เพี้ยนนะ
ปล. วันก่อนฝันถึงตัวเลข 8400 และ 8.5.8.8 ไปถอดรหัสกันเอาเองนะ ถูกไม่ถูกอย่าว่ากัน
| Attachment | Size |
|---|---|
| paper_wallet.svg | 449.84 KB |
Git คืออะไร ไปหาคำตอบได้จากตอน มาลอง พัฒนา Application ร่วมกับ Git กันเถอะ (1)
แล้ว Git ดียังไง ผมเอา senior project ที่ github มาโชว์ละกัน
มีการเก็บ code เก่าๆไว้ให้ด้วย ไม่ต้อง สำเนาเองให้วุ่นวายใจ
มีการบอกด้วยว่า ลบอะไรเข้าไป เพิ่มอะไรเข้ามา โอ๊ย ละเอียดขริงๆ เมพ
มี Timeline บอกด้วยนะ ว่าวันไหนทำเยอะ วันไหนทำน้อย
มีgraph บอกด้วยนะว่าเราเขียนภาษาอะไรเยอะแค่ไหน
สรุปข้างบนไม่เกี่ยวกับข้อดีของ version control เท่าไหร่
ทำ version control ไว้ code จะได้ไม่หาย แล้วอัพโหลดเอาไว้บน github ก็ไม่ต้องกลัวเครื่องเจ๊ง เพราะมันอยู่บน internet
จะได้มีงานเอาไว้ให้รุ่นน้องดูด้วย !
Senior Project ผมอยู่ที่ http://github.com/NAzT/CTIS
หัวข้อล่อเป้านิดนึง
ก็คือว่า Chrome มันมี extension ชื่อ Facebook Photo Zoom
ลงปุ๊บ พอเข้า Facebook แค่เอา mouse ไปชี้ที่รูป มันก็โชว์รูปใหญ่ปั๊บ แบบนี้
แบบนี้
ขาส่อง เพลินอะ
มาเปลี่ยน Source code เป็น Parse Tree กัน
This passage [in Borges] quotes a 'certain Chinese encyclopedia' in which it is written that 'animals are divided into: (a) belonging to the Emperor, (b) embalmed, (c) tame, (d) sucking pigs, (e) sirens, (f) fabulous, (g) stray dogs, (h) included in the present classification, (i.) frenzied, (j) innumerable, (k) drawn with a very find camelhair brush, (l) et cetera, (m) having just broken the water pitcher, (n) that from a long way off look like flies.' In the wonderment of this taxonomy, the thing we apprehend in one great leap, the thing that, by means of the fable, is demonstrated as the exotic charm of another system of thought, is the limitation of our own, the start impossibility of thinking that.
— Foucault's The Order of Things [read on Google Books]
สารานุกรมจีนโบราณฉบับหนึ่ง แบ่งสัตว์เป็นประเภทต่าง ๆ เช่น สัตว์ดอง, สัตว์ของจักรพรรดิ, สัตว์เชื่อง, สัตว์คลั่ง, พรายน้ำ, สัตว์วาดด้วยพู่กันขนอูฐ (!?!?)
ตราบใดที่เราจำเป็นต้องมีหน่วยในการคิด เพื่อที่จะคิด เราย่อมไม่สามารถคิดโดยไม่จัดจำแนก(แบ่งหน่วย)ได้
พร้อม ๆ กับที่การจัดจำแนกช่วยในการคิดของเรา มันก็จำกัดความเป็นไปได้ในการคิดอื่น ๆ ของเราด้วย
เพื่อจะคิดถึงความรู้ใหม่ ๆ ที่พ้นหรือต่างไปจากกรอบที่มีอยู่ เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงการจัดจำแนกที่เราคุ้นเคย และตั้งคำถามกับมัน การจัดจำแนกไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากคติของเราและสังคม ดังนี้แล้ว การจัดจำแนกจึงมีความเป็นการเมืองอยู่ในตัวของมันเอง
ลองมองไปในห้องสมุด ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ สถานที่ที่เราถือเป็นแหล่งเก็บรวบรวมความรู้ การวางผัง ตำแหน่ง การจัดชั้นหนังสือในห้องสมุด และระบบการจัดจำแนกหนังสือ ก็มีคติ-ที่เป็นอัตวิสัย-บางอย่างซุกซ่อนอยู่
หมวดหัวข้อ “ผู้หญิง” เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาในระบบจัดจำแนกหนังสือในห้องสมุดเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1980 นี้นี่เอง — นั่นคือ ก่อนหน้านี้ “ผู้หญิง” ไม่ได้ถูกนับเป็นความรู้
การจัดจำแนก categorization และการแบ่งแยก/เลือกที่รักมักที่ชัง discrimination เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก
น่าสนใจว่า นักคอมพิวเตอร์ นักสารสนเทศ คนทำงาน informatics ทั้งหลาย รวมถึงนักการศึกษา จะคำนึงถึง ความเป็นการเมือง
นี้เพียงใด?
technorati tags: discrimination, categorization, classification
เอาไว้วางแผน จัดตาราง

แบบ มี Timeline ขึ้นมานิดนึง

ข้อตกลง

รับจริง 13 สิงหาคม
หัดเขียน Javascript ด้วย Browser
1. Chrome (ลง plugin firebug ด้วยนะจ๊ะ)
ทำตามนี้เลย
เขียน Code เล่นได้เลย เช่นนี้
Firefox ก็ทำได้นะ เช่นนี้ (อย่าได้น้อยใจไป) …
ปล.อย่าลืมลง Firebug ล่ะ
parents, parent ,, find, children ความเหมือนที่แตกต่าง [ jQuery ]
parents() และ parent() เอกสารของ jQuery เขียนไว้อย่างนี้ครับ
.parents() and .parent() methods are similar, except that the latter only travels a single level up the DOM tree.
ส่วน find() และ children()
The .find() and .children() methods are similar,except that the latter only travels a single level down the DOM tree.
แต่มันมี บั๊กโลกแตกว่า ถ้าเราใช้ parents() และ find() เมื่อไรใน IE มันจะเจ๊ง (IE 8 ก็ไม่รอด แต่ chrome, safari, firefox ใช้ได้หมด)
จาก code ข้างล่างนี้ (ใช้ได้แบบถูกต้องกับ chrome, firefox, safari ยกเว้น ie)
ที่งงก็คือ ie มันเจ๊งอยู่คนเดียว คนอื่นเค้าถูกกันหมด แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ scope this ของ ie มันหมายถึง windows มันเลยวิ่งไปบนสุด (parents) และ วิ่งไปล่างสุด (find)
ปล. ต้องขอบคุณพี่ @crosalot แนะนำ children, parent และ เรื่อง scope this ของ ie
Hacking here means to destroy, format, manipulate data and the systems of sites considered to be hegemonic. As activism, it is more creative than destructive.
การแฮ็กในที่นี้ หมายถึง การทำลาย ล้างใหม่ พลิกแพลงข้อมูลและระบบ ของสถานที่ที่พิจารณาแล้วว่าถูกครอบงำ. ในฐานะที่มันเป็นกิจกรรมทางการเมืองแล้ว มันมีลักษณะสร้างสรรค์ มากกว่าทำลาย.
— from the cover of Esai Tentang Seni Video dan Media Baru / Essays on Video Art and New Media: Indonesia and Beyond by Krisna Murti (IVAA, 2009)
โพสต์จาก Nu-Substance Festival 2010, ที่ Common Room, บันดุง, อินโดนีเซีย.
technorati tags: hacktivism, activism, hacking
หลังบอลโลกจบไปอาทิตย์กว่า กลายเป็นสาวกเยอรมันซะงั้น นอกจากควานหาเสื้อทีมชาติมาใส่แล้วความพีคก็ยังไม่หมดไปจึงทำให้โปรเจ็คนี้เริ่มขึ้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าโปรเจ็คนี้จะเสร็จเมื่อใด ;P
ตัวเด่นของโปรเจ็คนี้หนีไม่พ้นลูกลิง หรือน้องมึน หรือ Thomas Müller นั่นเอง หุหุ แต่จะวาดน้องมึนแค่คนเดียวก็กระไรอยู่ไหนๆก็ไหนๆวาดทั้งทีมไปเลย (เป็นผลให้โปรเจ็คกำหนดวันเวลาเสร็จไม่ได้ ฮ่าๆๆ) เวลาวาดภาพเหมือนไม่ว่าตั้งใจให้เหมือนเปี๊ยบหรือล้อเลียนเป็นการ์ตูนถ้าวาดแล้วดูออกถ้าวาดแล้วเราพอใจก็ดีไป แต่ถ้าวาดแล้วไม่ได้ดั่งใจไม่ถูกใจเราก็จะรู้สึกหมดกำลังใจ ขี้เกียจทำต่อ ซึ่งตอนนี้กำลังประสบปัญหานี้เลย T____T สงสัยเรายังจับเอกลักษณ์ของแบบที่วาดไม่เก่ง เวลาเห็นงานคนอื่นก็จะรู้สึกมีแรงฮึดอยากทำบ้าง แต่ก็จะฮึดแค่ประเดี๋ยวประด๋าวไม่รู่เมื่อไหร่จะแก้นิสัยนี้ได้ซักที อาจด้วยเพราะการวาด+ลงสีในคอมเรายังไม่ชำนาญพอ ยังรู้สึกว่าการวาดด้วยดินสอจริงๆเราถนัดกว่า มั่นใจกว่ารู้สึกว่าวาดแล้วออกมาดี แต่การวาด+ลงสีในคอมเราสามารถเล่นกับมันได้เยอะกว่าซึ่งเรายังไม่ถนัดเท่าไหร่ (เมื่อไหร่จะถนัดหนอ~)
และนี่เป็นภาพที่ลองวาด + ลงสีในคอม(ยังไม่เสร็จ อุอุ) หนูทดลองในภาพคือน้องมึนวัยเด็ก
จบแล้วววว เสร็จเมื่อใดจะมาโพสใหม่ เย่!!
ผมไปอยู่เชียงใหม่มาเดือนกะหน่อย ๆ สองสัปดาห์ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะหนีโลกนี้ไปเที่ยวเล่นที่อื่น ผมมีโอกาสไปนั่งซิทอินวิชา Concept of Media Design บรรยายโดย อ.ทัศนัย เศรษฐเสรี ที่สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มช. ครั้งแรก (คาบที่สามของการบรรยาย) เป็นเรื่องนักคิดแนวหลังสมัยใหม่ ส่วนครั้งสองเรานั่งอ่านประมาณยี่สิบบันทึกแรกของ Philosophical Investigations ของ Wittgenstein ด้วยกัน
ผมว่าแกมันส์ดี เวลาสอน โอเค สภาพชั้นเรียนมันไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ คนสามสิบคนในชั้นเรียนแบบบรรยาย บรรยากาศมันก็ต่างกับสัมมนาสิบคนที่ผมคุ้น แต่เรื่องที่บรรยายมันก็สนุกดีน่ะ
วันสองวันก่อน ก็ค้นชื่อ เผื่อมีอะไรอ่านสนุก ๆ พบว่าทัศนัยมีบทความในม.เที่ยงคืนอยู่พอสมควร ผมคัดเฉพาะเรื่องแฟชั่น หรือที่ตั้งชื่อเอาไว้ว่า Fashionsophy
มาแปะในบล็อกนี้
ที่ท้ายบทความม.เที่ยงคืน แนะนำตัวทัศนัยไว้ว่า:
ทัศนัย เศรษฐเสรี - ด้านหนึ่งสนใจการศึกษาเชิงวิพากย์ ทางสังคม-วัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับ Media Ethnography and Visualizing Culture Study ตามแนวของสำนักคิด Chicago อีกด้านมีผลงานศิลปะออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหลักสูตร Media Arts and Design บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ระหว่างนั่งก๊อป url ต่าง ๆ จากเว็บม.เที่ยงคืน ผมพบว่าเว็บนี้มีฟีเจอร์อะไรที่ซ่อนอยู่ คือลองเล่นดูแล้วพบว่า คนทำเขาคิดเยอะแฮะ และทำมือมันด้วย static HTML มันนี่แหละ เสียดายไม่ได้ทำต่อซะละ
technorati tags: fashion studies, cultural studies, design studies, Midnight University
ถ้าต้องการดูจาก url ก็ ใส่ iframe ไปประมาณนี้
<iframe src="http://docs.google.com/gview?url=http://infolab.stanford.edu/pub/papers/google.pdf&embedded=true" style="width:600px; height:500px;" frameborder="0"></iframe>
ถ้าต้องการ embed จาก google docs เลยก็ประมาณนี้
<iframe src="http://docs.google.com/gview?a=v&pid=explorer&chrome=false&api=true&embedded=true&srcid=<id of your pdf>&hl=en&embedded=true" style="width:600px; height:500px;" frameborder="0"></iframe>
เพิ่มเติม
http://googlesystem.blogspot.com/2009/09/embeddable-google-document-viewer.html
ดองไว้นานมาก ตั้งใจจะเขียนให้จบชุดก่อนกลับเมืองไทย
Mozilla Summit เป็นงานสัมมนาประจำสองปี (?) ของ Mozilla โดยเป็นการเชิญผู้มีส่วนร่วมกับ Mozilla จากทั่วโลกและพนักงานของ Mozilla ทุกระดับมาคุยกันเรื่องอนาคตของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Mozilla รวมไปถึงอนาคตของเทคโนโลยีเว็บ โดยปีนี้มีภาพรวมของงานว่า “Be Like The Web” โดยปีนี้จัดที่ Fairmont Chateau Whistler เมือง Whistler จังหวัด British Columbia ประเทศแคนาดา ช่วงวันที่ 7 – 10 กรกฎาคม 2553 โดยมี @Chengings จากเว็บหมาไฟ ได้รับเชิญไปด้วยกัน
ปีนี้มีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมงานประมาณ 600 คน (มากกว่าปี 2551 ประมาณ 200 คน) โดย Mozilla ออกค่าใช้จ่าย ทั้งหมดให้หรืออีกนัยหนึ่งที่ผมได้ฟังจาก Gen Kanai คือเป็นการขอบคุณผู้มีส่วนร่วม Mozilla ทุกคน
Mozilla Summit ปีนี้ไม่ได้เน้นเรื่องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เน้นเรื่องการแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้เข้าถึงเว็บได้อย่างเสรีไม่ผูกขาดบนอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการ ซึ่ง Mozilla เรียกว่า Open web platform
งานนี้มีคนดังๆ มากันค่อนข้างครบครันหากไม่นับฝั่งผู้บริหาร แล้วที่เจอเพิ่มเติมก็คือ
Mitchell Baker พูดเปิดงาน Mozilla Summit 2010
เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักที่ Mozilla สนใจและกำลังทำอยู่ โดยเป้าหมายคือการทำให้เว็บเป็น platform ที่ไม่ขึ้นกับเทคโนโลยีปิดใดๆ และโดยผู้ใช้มีประสบการณ์การใช้งานไม่ต่างกันบนอุปกรณ์ต่างๆ โดยมี 4 เป้าหมายหลัก จากซ้ายไปขวาในรูปคือ
จริงๆ แล้วเรื่องการทำอะไรที่คล้ายๆ Open web platform พวกนี้เคยมีคนทำมาหลายครั้งแล้ว แต่เป็นการทำผ่านชั้นของเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Java Applet หรือ Adobe AIR ด้วยเหตุผลของเทคโนโลยีของเว็บ (HTML4) ที่ถูกออกแบบมาในยุคที่ไม่มีใครคาดถึงความซับซ้อนของเว็บในปัจจุบัน (ลองนึกถึง Gmail) แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก ซึ่งเมื่อดูแนวโน้มแล้วก็จะพบว่า เทคโนโลยีที่เป็น “เว็บ” จริงๆ ไม่ต้องมีเทคโนโลยีหรือโปรแกรมเสริมอื่นๆ มาคั่นกลางคือแนวโน้มในการพัฒนาเว็บในอนาคต
รายละเอียดในแต่ละส่วนจะมาต่อตอนที่ 2 นะจ๊ะ
function Person(name) {
this.name = name;
}
p1 = new Person('pok');

p2 = new Object()
p2.__proto__ = Person.prototype;
Person.apply(p2, ['pok']);new Person(...) แล้ว
new operator ว่า Template function ก็ได้by polawat phetra (noreply@blogger.com) at July 12, 2010 02:57 AM

Trailer : http://www.youtube.com/watch?v=W3mPd14d3-A&feature=related
เนื้อเรื่องดัดแปลงจากนิยายของ Jia Mai
หมายเหตุ ที่ป้ายดำคือ spoil
นานกิง ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นรุกรานจีน เกิดรัฐบาลหุ่นของประธานธิบดีหวังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายญี่ปุ่น ยิ่งทำให้เห็นว่ารุนแรงกับชาวจีนมากเท่าไรก็จะได้รับการชมเชยจากฝ่ายกองกำลังของญี่ปุนขณะนั้น เกิดฝ่ายกองกำลังต่อต้านดำเนินการอย่างลับๆ เพื่อกำจัดและลอบสังหารผู้รุกรานแผ่นดินแม่ หลังจากข้าราชการทหารถูกลอบฆ่าไปและรู้ถึงแผนการลอบสังหารบุคคลระดับสูง ก็มีการตั้งหน่วยงานเพื่อสอบสวนหาคนในที่คาดว่าจะเป็นสายสืบส่งรหัสลับ (หรือฉายา "ปีศาจ") ให้ฝ่ายกองกำลังต่อต้านโดยการจับผู้ต้องสงสัยไปขังรวมกันในปราสาทลับแห่งหนึ่ง และบีบบังคับให้ "ปีศาจ" ตัวจริงแสดงตนออกมา ด้วยการทรมานชนิดที่ว่าตายยังดีกว่า ในขณะเดียวกัน "ปีศาจ" นอกจากจะต้องปิดบังตัวเองแล้วยังต้องพยายามส่งข่าวออกมาให้พวกพ้องได้รู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
ตัวหนังทำออกมาได้ดีและเข้าขั้นพิถีพิถัน เป็นการเล่าเรื่องให้คนดูรู้เท่าไปกับตัวละครในหนัง ค่อยๆสืบและเพิ่มลำดับของการเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจให้เสมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง บทปล่อยให้คนดูได้ขบคิดว่าใครคือปีศาจที่แท้จริงในสถานการณ์ที่บีบเค้น พร้อมกับรู้สึกและมองลึกเข้าไปในตัวละครแต่ละตัว การแสดงที่ต้องยอมรับว่าดี โดยเฉพาะ Zhou Xun หรือ ซุนโจว หรือ โจวซวิ่น พร้อมกับเพลงประกอบที่เข้ากันได้กับอารมณ์และจังหวะของหนัง ละเมียดละไมทำให้นึกถึง Sparrow(20008) ของ ตู้ฉีฟง ฉากและเสื้อผ้าทำออกมาได้สวยมาก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในสมัยนั้นจริงๆ เขาใส่เสื้อผ้ากันแบบนี้รึเปล่า เป็น 2 ชมที่บันเทิงเต็มอิ่มแท้ๆ เลย
ข้อเสียเดียวคือ เดารู้ตั้งแต่แรกๆ ว่าใครคือปีศาจและปืนใหญ่ เลยทำให้ไม่ตื่นเต้นตอนจบเท่าไหร่ คงเป็นเพราะการแสดงของนักแสดงที่มีความชัดเจนจนเกินไป จริงๆ คงเขียนบทและกำกับให้คนดูรู้อยู๋แล้ว (เพราะแค่โปสเตอร์ก็มีชื่อนำหน้าคนอื่นแล้ว) ให้ไปลุ้นว่าจะรอดหรือเปล่า ใครจะโดนทรมานแบบไหนแทน
สรุปว่า หนังเรื่องนี้ สนุก เครียด กดดัน ซึ้ง เศร้า รักเป็นรักแท้ๆ ความรักต่อแผ่นดินแม่และคนที่อยู่ร่วมกันในประเทศ แนะนำให้ต้องดู ดูจากหนังช่วงที่ผ่านมาของค่าย Huayi Brothers นี้ ส่วนใหญ่ดีจนน่าเอาเป็นแบบอย่าง เช่น Fire of Conscience หรือ Sparrow
อา หลงรัก ซุนโจวเข้าซะแล้ว
การใช้อุปลักษณ์ (metaphor) 'พ่อ'/'แม่'(-'ลูก') เช่น พ่อของแผ่นดิน อาจารย์แม่ บิดาแห่งวงการ... ฯลฯ
ผลที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ (entailment) ในเชิงมโนทัศน์ อย่างหนึ่งก็คือ คนคนนั้นจะมีบุญคุณกับ 'ลูก' โดยอัตโนมัติ
เป็นบุญคุณที่ชาตินี้ชาติหน้าก็ทดแทนกันไม่หมด
ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นั้นอาจจะไม่เคยทำอะไรให้ชีวิตคุณดีขึ้นมาแม้แต่น้อย ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณเลย
ผมจึงไม่เห็นด้วยและต่อต้านการมัดมือชก ด้วย metaphor แบบนี้
ผมมีพ่อเดียว แม่เดียว ไม่ต้องเอาใครมาเป็นพ่อเป็นแม่ผมอีก
หรือถ้าจะมี ก็ขอให้ผมเป็นคนเลือกใช้เอง ไม่ต้องมาจับยัดแบบผมไม่ได้เลือก
(ผมเรียก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ว่า 'อาจารย์ย่า' เพราะรู้สึกอย่างมากว่าคนคนนี้เคารพได้
และข้อเขียนและคำปรึกษาของเขา มีค่ากับผมมาก ทั้งในทางวิชาการและกิจกรรมอื่น ๆ
แต่ผมไม่เรียก สุนีย์ สินธุเดชะ ว่า 'อาจารย์แม่' แน่ๆ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลย)
----
ผู้สนใจเรื่องอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) วิกิพีเดียมีเขียนแนะนำไว้
หนังสือหลักเล่มหนึ่งของเรื่องนี้คือ Metaphors We Live By
โดย George Lakoff และ Mark Johnson
คนแรกนั้นเป็นนักภาษาศาสตร์ คนหลังเป็นนักปรัชญา ทั้งสองสนใจเรื่องภาษาศาสตร์ปริชาน (cognitive linguistics)
Peter Norvig กูรูด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่ตอนนี้เป็น Director of Research ที่ Google เคยรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้
ผมขอขอบคุณ ยุกติ มุกดาวิจิตร ที่แนะนำให้ผมรู้จักหนังสือสำคัญเล่มนี้
technorati tags: cognitive linguistics, metaphor, father
แปลจาก The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau
ผู้นำอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งประทับใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และจีน มักกล่าวอย่างอิจฉาเสมอ ๆ เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาของประเทศเหล่านั้น. ประธานาธิบดีโอบามาอ้างถึงสิงคโปร์ในสุนทรพจน์เมื่อมีนาคม 2009 โดยกล่าวว่านักการศึกษาในสิงคโปร์นั้น ให้เวลาน้อยลงในการสอนสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และให้เวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่เป็นสาระ พวกเขาเตรียมนักเรียนของพวกเขาไม่เพียงสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังสำหรับอาชีพการงาน พวกเราไม่ได้ทำเช่นนั้น
. นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ยกย่องจีนอยู่เสมอ เขาเขียน (ในช่วงก่อนโอลิมปิกที่ปักกิ่ง) ว่า "วันนี้ มันเป็นกีฬา ที่พุ่งทะยานขึ้นจนทำเราประหลาดใจ แต่จีนจะทำสิ่งมหึมาเดียวกันนี้ในศิลปะ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา" ซึ่งโดยนัยคือการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษาของจีน แม้กระทั่งในบทความที่เขาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง ถึงสิ่งที่จีนได้กระทำอย่างโหดร้ายกับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง. แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า โอมาบา คริสทอฟ และชาวอเมริกันอื่น ๆ ผู้สนับบสนุนระบบการศึกษาของสิงคโปร์และจีน นั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างเพียงพอต่อความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษาเหล่านั้น กับการแลกเปลี่ยนถกเถียงแบบประชาธิปไตย และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบประชาธิปไตย. อันที่จริงแล้ว พวกเขากำลังสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่องเลย.
อะไรคือสิ่งที่นักการศึกษาในสิงคโปร์และจีนทำ? โดยการประเมินของพวกเขาเองแล้ว พวกเขาทำได้ดีมากในการเรียนแบบท่องจำและการสอนเพื่อสอบ. ต่อให้เป้าหมายประการเดียวของเราคือการผลิตนักศึกษาที่จะทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ประกาศอย่างชัดเจนสำหรับการศึกษาในสิงคโปร์และจีน เราก็ยังสมควรปฏิเสธยุทธศาสตร์ของพวกเขา เหมือนกับที่พวกเขาเองได้ปฏิเสธมันแล้ว. ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศทั้งสองได้ทำการปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องสนับสนุนหล่อเลี้ยงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงรุก และความคิดจินตนาการซึ่งจำเป็นสำหรับนวัตกรรม. พูดอีกอย่างก็คือ แม้ทั้งสองประเทศดังกล่าวจะไม่มีประเทศไหนเลยที่รับเอาแนวคิดเป้าหมายการศึกษาอย่างกว้าง แต่ทั้งสองก็ได้ตระหนักว่า กระทั่งเป้าหมายอย่างแคบที่มุ่งเฉพาะความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ระบบที่เน้นการเรียนแบบท่องจำเองก็ยังไม่ดีพอ. เมื่อปี 2001 กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เสนอ หลักสูตรใหม่
ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนการเน้นย้ำ ... การท่องจำและการฝึกฝนอย่างเครื่องจักรอย่างเกินพอดี. สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงรุกของนักเรียน, ความปราถนาของนักเรียนที่จะค้นหาความจริง, และความกระตือรือร้น ... ที่จะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ.
เช่นเดียวกันสิงคโปร์ ที่ได้ปฏิรูปนโยบายการศึกษาในปี 2003 และ 2004 ซึ่งถอยห่างจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่วิธีการแบบ เด็กเป็นศูนย์กลาง
ซึ่งเด็กถูกมองเป็น ผู้ควบคุมสถานการณ์
. ด้วยการปฏิเสธ แบบฝึกหัดและการบ้านซ้ำ ๆ
หลักสูตรที่ถูกปฏิรูปใหม่มองครูผู้สอนในฐานะ ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน แทนที่จะเป็นผู้มอบคำตอบ
. หลักสูตรดังกล่าวเน้นทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสุนทรียะ, ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม, และความตระหนักถึงตัวเองและสังคม
. ภาษาที่ใช้ในการปฏิรูปทั้งสองนี้ ชวนให้นึกถึงความคิดของนักการศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ John Dewey และ Rabindranath Tagore ซึ่งทั้งคู่เคยไปประเทศจีน และเคยมีอิทธิพลไม่น้อยทั่วทั้งเอเชียตะวันออก. สิงคโปร์และจีนพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การศึกษาปลายเปิดที่ก้าวหน้า ซึ่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน-ในแบบเดียวกับที่เรากำลังจะตีจาก ด้วยการเน้นการสอนเพื่อสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย No Child Left Behind.
หลายผู้สังเกตการณ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ขณะนี้ และสรุปว่าการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จจริง ๆ. เงินเดือนครูยังคงอิงอยู่กับคะแนนทดสอบ และด้วยเหตุนี้ โครงสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จึงไม่มี. โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการง่ายกว่ามาก ที่จะวิ่งเข้าหาการเรียนแบบท่องจำ ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน เนื่องจากการสอนในแบบที่ Dewey และ Tagore แนะนำนั้น ต้องการทรัพยากรที่เพียบพร้อมและความตระหนักเข้าใจ และแน่นอนว่าการทำตามสูตรสำเร็จนั้นย่อมง่ายกว่า.
มากไปกว่านั้น การปฏิรูปดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยความกลัวของชาติเผด็จการเหล่านี้ ความกลัวในเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแท้จริง. ในสิงคโปร์ ไม่มีใครพยายามใช้เทคนิคใหม่ดังกล่าวเวลาสอนเกี่ยวกับการเมืองและประเด็นปัญหาร่วมสมัย. การศึกษาพลเมือง
นั้นโดยปกติจะมีรูปแบบของการวิเคราะห์ปัญหา, เสนอวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ต่าง ๆ, และจากนั้นก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมวิธีที่รัฐบาลเลือกนั้นจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับสิงคโปร์. ในมหาวิทยาลัย ผู้สอนบางคนพยายามใช้วิธีเปิดกว้างแบบใหม่ ๆ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีหนทางที่จะฟ้องร้องอาจารย์เหล่านั้นด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถ้าพวกเขาวิจารณ์รัฐบาลในชั้นเรียน, ยิ่งไปกว่านั้น คดีดัง ๆ จำนวนหนึ่ง จะถูกหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายถึง. อาจารย์นิเทศศาสตร์รายหนึ่ง (ซึ่งได้ออกจากสิงคโปร์ไปแล้วนับแต่ตอนนั้น) รายงานว่า ในขณะที่เธอพยายามจะนำการอภิปรายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวในห้อง … คุณเอามือไปจับมันได้เลยล่ะ
. แม้ชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ วิทยาลัยการภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) ได้รับการสนับสนุนให้เปิดสาขาในสิงคโปร์ แต่ได้รับการแจ้งว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในหลักสูตรนี้ จะไม่สามารถฉายนอกวิทยาลัยได้. ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประเทศจีน ที่การคิดอย่างสร้างสรรค์หรือวิเคราะห์วิพากษ์อย่างเจาะลึกนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมเมื่อพูดถึงระบบการเมือง.
มันถึงเวลาแล้ว ที่จะถอดแว่นฉาบสีกุหลาบออก. สิงคโปร์และจีนคือตัวแบบที่เลวร้ายของการศึกษา ไม่ว่าจะสำหรับชาติไหนที่ปราถนาจะรักษาประชาธิปไตยแบบพหุลักษณ์หลากหลายเอาไว้. พวกมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ และพวกมันกำราบจินตนาการและการวิเคราะห์ลงอย่างราบคาบ ในเวลาที่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติและทางเลือกอันยากลำบากต่าง ๆ ในหนทางข้างหน้า. หากเราต้องการมองเอเชียเพื่อหาตัวแบบ มันมีตัวแบบที่ดีกว่ามากมายให้ค้นหา เช่น ประเพณีการศึกษาเสรีนิยม-ศิลปศาสตร์แนวมนุษยนิยมของเกาหลี และวิสัยทัศน์ของ Tagore และนักศึกษาชาวอินเดียที่เห็นในแนวทางเดียวกับเขา. (ฉันจะเขียนถึงวิธีการอันกระจ่างสว่างไสวของพวกเขา ในคอลัมน์ต่อจากนี้).
Martha C. Nussbaum เป็นศาสตราจารย์กฎหมายและปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก. หนังสือล่าสุดของเธอคือ From Disgust to Humanity: Sexual Orientation and the Constitution.
แปลจากบทความ The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau. บทความนี้แนะนำโดย อ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ในโพสต์เพซบุ๊กชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย - ใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ต่อ คุยได้ที่กลุ่ม Philosophy@Chula.
ผมเริ่มแปลความนี้ เพื่อระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม และเพื่อขอบคุณการศึกษาทางเลือกที่เขาพยายามทำกับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
.
ผู้เขียนบทความนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อเกี่ยวกับเกาหลีและอินเดีย ผมกะว่าจะแปลอีกชิ้นที่ต่อกันดังกล่าวด้วย เพื่อรวมเป็นชิ้นแปลเดียวเดียวกัน และเผยแพร่ต่อไป. ที่เอาส่วนนี้มาลงตรงนี้ก่อน เผื่อใครจะช่วยปรับแก้ที่ผิด หรือปรับสำนวนให้มันอ่านง่ายหน่อย หรือเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมให้. ในส่วนที่อาจจะเป็นบริบทเฉพาะสหรัฐ หรือต้องการความรู้พื้นฐานนิดหน่อยเพื่อความเข้้าใจ ผมดูผ่าน ๆ แล้วก็โอเค น่าจะพออ่านรู้เรื่อง แต่ถ้าใครช่วยอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของ Dewey และ Tagore รวมถึงนโยบาย No Child Left Behind สั้นๆ ให้หน่อยได้ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ.
สิ่งที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของเกาหลี ทำผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากเพิ่งจะได้ดูหนัง May 18 (ในลิงก์เป็นรายงานจากการฉายที่จุฬา ส่วนผมดูอีกรอบหนึ่งก่อนหน้านั้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).
รวมถึงมันพูดถึงการศึกษาเสรี/ศิลปศาสตร์ liberal education/liberal arts ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ และเคยตามอ่านเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ จากบล็อกคนชายขอบ และ @Fringer.
technorati tags: liberal education, education reform, USA
ทำไม 1 สัปดาห์ต้องมี 7 วัน…
ทำงาน 5 วัน แป๊บเดียวก็ต้องหยุดอีก 2 วันแล้ว
บางครั้งถึงวันศุกร์ รู้สึกว่าโปรเจคยังไม่คืบหน้าเลย อยากจะทำต่อจัง
และเวลา 2 วันสำหรับวันหยุด มันก็ไม่เพียงพอเลย กับการที่จะได้เดินทางไปไหนต่อไหน
1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1111100 1
ถ้า 1 สัปดาห์มี 10 วัน
ทำงาน 7 วัน หยุด 3 วัน จะดีกว่ามั้ยนะ
ทำงานเต็มที่เลย 7 วัน แล้วหยุด 3 วันจะได้มีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัดได้ด้วย
1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 1111111000 11111
หมายเหตุ:
1 = วันทำงาน
0 = วันหยุด
มา Firefox Summit งวดนี้เดินทางไกลที่สุดในชีวิต
รวมเวลาเดินทางจากบ้านถึง Whistler ใช้เวลาไปทั้งหมดประมาณ 33 ชั่วโมง เจอ Jetlag มหาโหดต้องทนตื่นเพื่อนอนตามเวลาที่แวนคูเวอร์ (ช้ากว่าเมืองไทย 14 ชั่วโมง) เพิ่งปรับตัวได้เมื่อเช้านี้
เคยเห็นมาหลายครั้ง หลายหนกับงาน Street art ที่ศิลปินไปวาดรูป ระบายสีกันบนพื้นถนนจนเกิดงานศิลปะอันชวนพิศวง แต่งานส่วนใหญ่ที่เห็นนั้นก็ดูมาจากเว็บต่างๆ fwd mail บ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นงานของต่างประเทศทั้งสิ้น เคยคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่าศิลปินประเทศไทยมีเยอะแยะ ไอเดีย ความสามารถก็ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร แต่ทำไมถึงไม่เห็นงานแบบนี้บนพื้นถนนของไทยบ้าง
I’m at Heathrow Airport Terminal 5, on the way to Firefox Summit 2010 at Vancouver, Canada.
This Heathrow Terminal 5 is nice, good looking, far beautifuler than Bangkok’s Suvarnnabhumi, but there’s no power outlet and free wifi available for economy class passengers. sigh.
According to AirPower Wiki seems it’s a few power outlet here, time to hunt for it!
เหตุเกิดเมื่อเช้า วันศุกร์ ที่ 2 July อาบน้ำแต่ตัวเสร็จตั้งแต่เช้า
เวลาประมาณ 8 – 9 โมง ฝนไม่หยุดตกซะที จะรอหยุดแล้วออกไปทำงาน เพราะเดินไปทำงานบนถนนที่ไม่มีทางเท้า ช่วงสั้นๆ มันโหดร้าย
แต่ในเมื่อเก้าโมงสิบห้า ยี่สิบ ยังไม่ยอมหยุด เห็นมีห้องตรงข้ามเดินออกไปแล้วกลับเข้ามา … ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรมาก
แต่พอเดินออกไปเท่านั้นแหละ ยังไม่ออกจากประตูหอ (Apartment) เลย

อะ.. เอ่อ…
เลยกลับมาเอากางเกง เผื่อเปียก แล้วลุยน้ำไปปากซอย

หน้า Apartment เป็นแบบนี้

แล้วก็ขึ้นมอไซด์ไปโอเพ่นดรีมไปตามถนนสุทธิสารวินิฉัย

ระดับน้ำต่ำกว่าในซอยอัจฉรา (My Space Apartment) เพราะถนนสูงกว่า

ตื่นเต้นไม่เคยลุยน้ำท่วม ไม่ได้ดีใจเล้ยยยย มันอี๊มากกกกก
ขยะลอยคอกันให้ว่อนนน
Official อยู่ที่ http://www.youtube.com/watch?v=eB7T3lJ3dZ4
ฟัง
Cover (หญิง)
Cover ชาย แก๊งดำ
สอนเล่นด้วย เอ้าาา…
Lyrics :
Need You Now Lyrics
Picture perfect memories scattered all around the floor
Reachin’ for the phone ’cause I can’t fight it anymore
And I wonder if I ever cross your mind
For me it happens all the time
It’s a quarter after one, I’m all alone and I need you now
Said I wouldn’t call but I lost all control and I need you now
And I don’t know how I can do without
I just need you now
Another shot of whiskey can’t stop looking at the door
Wishing you’d come sweeping in the way you did before
And I wonder if I ever cross your mind
For me it happens all the time
It’s a quarter after one, I’m a little drunk and I need you now
Said I wouldn’t call but I lost all control and I need you now
And I don’t know how I can do without
I just need you now
woah woaaah.
Guess I’d rather hurt than feel nothin’ at all
It’s a quarter after one I’m all alone and I need you now
And I said I wouldn’t call but I’m a little drunk and I need you now
And I don’t know how I can do without
I just need you now
I just need you now (wait)
Ooo, baby, I need you now
I, personally, don’t like Android’s live wallpaper much since it’s battery consuming and eyes candy useless feature. But this is the first time I must admit it is awesome, especially when you can have an artifitial-intelligence-driven Mario automated collect coins.
เป็นการเข้าร่วมบาร์แคมป์ครั้งที่ 5 ของชีวิตและครั้งที่ 2 ในเชียงใหม่
ตอนไปบาร์แคมป์เชียงใหม่ 2 (ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เชียงใหม่) อารมณ์มันเงียบๆ เชียบๆ ไปเจอ ทิวสน และ ซาโตโกะ ตอนนั้นก็ไปแบบรีบๆ ร้อนๆ เลยไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมอะไรมาก
บาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 งวดนี้ไม่เหมือนคราวก่อนตรงที่ เป็นบาร์แคมป์ที่จัดต่อจาก Mekong ICT Camp 2010 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมาจากประเทศแถบลุ่มน้ำโขงและทวีปอื่นๆ รวมไปถึงเป็นบาร์แคมป์ที่ไม่ได้จัดโดยกลุ่มผู้จัดเดิม เลยทำให้บรรยากาศและอารมณ์ของบาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 นั้นน่าสนุกและมีพลวัตสูง
เนื้อหาก็สนุกสนานสไตล์บาร์แคมป์ น้าปกป้อง เปิดห้องเปิดใจถ่ายคอสเพลย์ มีสอนทำสเต็กด้วย ผมใช้เวลาช่วงท้ายๆ ของวันไปจับประเด็น Lateral Thinking กับเกมปัญญาอ่อนหลอกคนในงานได้ไปหลายคน (ปัญญาอ่อนแต่ Serious Creativity นะ)
ที่ดีที่สุดคือบาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 เป็น บาร์แคมป์แรกที่ไม่มีสปอนเซอร์ ทุกอย่างเป็นการดูแลตัวเอง เสื้อบาร์แคมป์ที่ไม่มีสปอนเซอร์แปะให้รกก็ทำขายกัน 50 ตัวในโลกก็ยังคงขายหมด
อยากให้บาร์แคมป์กรุงเทพ 4 มีอารมณ์สดใหม่อย่างนี้บ้าง นึกถึงพลวัตตอนบาร์แคมป์กรุงเทพ 1 แล้วอยากให้เปลี่ยนกลุ่มผู้จัดดูบ้าง จะได้ความรู้สึกสดชื่นใหม่ๆ (ไม่ใช่ว่ากลุ่มเดิม — ซึ่งตัวเองก็เป็นอยู่ — ไม่ดี แต่อยากได้หัวใหม่ๆ เพิ่มมาบ้าง) สนใจเข้าร่วม Google Groups ได้
บาร์แคมป์ไม่ใช่ของใคร อยากจัด จัดเลย
ป.ล. เพื่อนที่ลาวเขาก็กำลังจะจัดบาร์แคมป์เวียงจันทน์กัน สนใจเข้าร่วม ลุย!
ข้อมูลเพิ่มเติม
by snattapol (noreply@blogger.com) at June 27, 2010 09:21 AM
ดองไว้หลายอาทิตย์ ได้เวลาเขียนถึงแล้ว
ข้าวเม่า ข้าวฟ่างเป็นร้านอาหารไทยที่นึกสไตล์ไม่ออก แต่หลายๆ คนที่ไปด้วยกันให้ความเห็นตรงกันว่าเป็นร้านสไตล์จูราสสิค
ข้างในโดม ที่นั่งมีทั้งในโดม และนอกโดม ไม่มีแอร์ แต่มีพัดลมไอน้ำ อากาศไม่ร้อนมาก
ที่เจ๋งคือมีสวนน้ำตกในโดมอีกต่างหาก
ที่เจ๋งที่สุดคืออ่างล้างมือในห้องน้ำทำเป็นน้ำตก
ร้านอยู่อำเภอหางดง ห่างจากสนามบินเชียงใหม่สัก 15 นาที
แผนที่ร้าน จุดสังเกตใน Google Maps คืออยู่ตรงข้ามหมู่บ้านเวิล์ดคัพ!
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
พอดีมีคนมา comment ซึ่งผมว่าเป็น comment ที่ไม่ต้องอ่าน content ของผมก็ได้
ผมไม่ว่าหรอกถ้าจะใส่ เว็ปตัวเอง แล้วได้ back-link แต่ว่า เล่นชื่อมาเป็น keyword (เล่นกันตรง anchor text)
ลองดูว่ามีชื่อ :
ชุดคลุมท้อง ลิ้งค์ชี้ไป -> เว็บเกี่ยวกับขายของเกี่ยวกับแม่ลูกอ่อน
ศึกษาต่อ ลิ้งค์ชี้ไป -> เว็บเกี่ยวกับการศึกษาต่อ
ผมซีเรียสตรง anchor text น่ะครับ มันเจตนาเกินไป…
แต่ถ้าผมเข้าใจผิด คุณไม่ได้มีเจตนา มา comment บอกกันได้ครับ ยินดีขอโทษ
ความจริงแบบนี้มีเยอะนะ
แบบนี้เป็น spam ของฝรั่ง
ใช้เทคนิคเดียวกัน
พอดีนั่งรถกลับนครสวรรค์กับพ่อ และเพื่อนพ่อ …
เพื่อนพ่อเล่าว่า มีเพื่อนเค้าคนหนึ่ง บ้านก็รวย (ธุรกิจส่วนตัว, เป็นคนจีน) แต่พ่อส่งให้ไปเป็นลูกจ้าง ร้านโน้น ร้านนี้
ไอตัวลูกก็นึกโกรธพ่ออยู่เหมือนกัน…. แต่มารู้เหตุผลตอนหลัง
พ่อเค้าบอกว่า
… ลูกเอ๋ยย ไอ้ลูกจ้างมันจ้องแต่จะโกง พ่อส่งให้ไปเรียนรู้กลโกง ของแต่ละที่ ภายภาคหน้าจะได้ไม่โดนโกง