Planet Opendream
last updated on 2010-03-10 09:00:16
Patipat Susumpow - New theme
ใช้ Wordpress มาได้สักพัก ก็พบว่า Theme ที่ให้ใช้ฟรีโดยที่ไม่ต้อง customise ก็สวยได้ มันมีเยอะกว่า Drupal พอสมควร ของเก่าใช้ Theme อะไรสักอย่างเอามาจากที่ไหนสักที่จำไม่ได้ ด้วยความอ่อนทาง Visual Coding ของตัวเองเลยทำให้ขี้เกียจแก้ CSS เพื่อให้มันสวยแบบนี้
วันนี้ได้นั่งคุยกับ @pittaya แล้วพบว่า Theme ของพิทมันสวยเรียบ ถามไปถามมาได้ความว่า customise เอาจาก plainscape เราก็ได้โอกาสขอแรงบันดาลใจมาเปลี่ยน Theme ตัวเองบ้าง
ลองไปทีนึงพบว่าโดนอิทธิพลชมพูแหววจนยิ่งทำยิ่งเหมือนลอก ก็เลยต้องพยามหา colour pallette ที่ไม่เหมือนกันมาใช้
เปลี่ยน Theme ครั้งนี้เลยพบว่าสีชมพูขาวนี่มันเด่นดี เห็นแล้วอยากกินนมเย็น
by kengggg on
March 06, 2010 01:10 PM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - [7 Mar] ReadCamp TWO @ TK Park ไป 'อ่าน' กันหนุก ๆ นะจ๊ะ
ReadCamp วันอาทิตย์ 7 มี.ค. 10:00-18:xx ที่ อุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) เซ็นทรัลเวิลด์
ไปตอนเริ่มงานเพื่อเสนอหัวข้อและโหวตเรื่องที่สนใจ - แบบ BarCamp เลย
(ลงทะเบียนล่วงหน้า / ไม่ต้องลงทะเบียนก็ได้ แต่ถ้าแจ้งไว้ล่วงหน้า ทีเคปาร์คก็จะได้จัดบัตรผ่านเข้าทีเคปาร์คให้ฟรี 1 วัน)
ใครไม่เคยไป นึกไม่ออก หน้าตารี้ดแคมป์มันเป็นประมาณนี้ (ขอบคุณ Thoth Media):
<object height="295" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/xKuxO34Zu30&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="295" src="http://www.youtube.com/v/xKuxO34Zu30&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6" type="application/x-shockwave-flash" width="480"></embed></object>
ผมว่าจะไป 'อ่าน' ภาษา 'Newspeak' (จากนิยาย 1984) ใครสนใจไปแจมกันได้
@pigtheday เขียนแนะนำหัวข้อของหลาย ๆ คนเอาไว้ ใครจะชวนคนไปอ่านอะไรร่วมกันแบบแท็กทีม ลองโพสต์ใน Twitter พร้อมแท็ก #readcamp หรือใน Facebook
technorati tags:
ReadCamp,
ReadCamp2,
reading
by bact on
March 04, 2010 03:17 AM ·
permalink
Opendream's Blog - TCDC Creativities Unfold
ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC เชิญร่วมงานชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2010 ภายใต้แนวคิด “Play: From Passion to Business ทำเป็นเล่น เห็นเงินล้าน” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20-21 มีนาคม 2553 ในหัวข้อทำเป็นเล่น เห็นเงินล้าน มีวิทยากรน่าสนใจหลายท่านรวมไปถึง idol ของ Opendream เองจาก IDEO (โอว) รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ของงาน Creativities Unfold จ้า
อนึ่ง Creativities Unfold ขับเคลื่อนโดยดรูพัล
by Opendream on
March 03, 2010 12:03 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - OK Go – This Too Shall Pass
<object height="295" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/qybUFnY7Y8w&hl=en_US&fs=1&"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="295" src="http://www.youtube.com/v/qybUFnY7Y8w&hl=en_US&fs=1&" type="application/x-shockwave-flash" width="480"></embed></object>
OK Go new, kind of, music video is just released online 2 days ago. This video is holy fucking awesome. Watch it. NOW.
by kengggg on
March 02, 2010 09:01 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - กระดูกหัก 104
ต้อง 104 เพราะว่าหักมาแล้ว 4 ครั้งในชีวิต เขียนเก็บไว้เผื่อเป็น primary diagnostic ได้
อนึ่งผมเป็นวิศวกร ดังนั้นอย่าเชื่ออะไรมาก นี่เป็นแค่ประสบการณ์ส่วนตัวเฉยๆ
กระดูกหักทั้ง 4 ครั้งเป็นดังนี้
ครั้งที่ 1 กระดูกแขนขวาหักเมื่อตอน ป. 2 ตอนนั้นวิ่งสะดุดเชือก หกล้มเอาแขนท้าวพื้น หลังจากนั้นอีกหน่อยแล้วพบว่า มือชามาก ที่บ้านพาไปหาหมอ หมอก็จับเข้าเฝือกเสียหลายเดือน
ครั้งที่ 2 กระดูกข้อมือขวาแตกเมื่อตอน ป. 5 อันนี้ซ่า อยากลองวิ่งเข้าหากำแพงแล้วตีลังกากลับหลังด้วยการไต่กำแพง ก็ไปลองกับต้นก้ามปูในโรงเรียน ผลคือวิ่งได้ประมาณสองก้าวก็ลื่น มือท้าวพื้นอีก ชาเหมือนเดิม วิ่งไปหาครูแล้วก็เข้าเฝือกตามสเต็ป
ครั้งที่ 3 ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เชิงงี่เง่า ไปกระโดดลงทะเลแข่งกับน้องๆ ที่บ้าน แล้วลงผิดท่า เท้าซ้ายบิดออกมาข้างนอกตัว บิดกลับได้สักพักก็ปวดมากและบวม เริ่มจับทางได้แล้วว่ากระดูกแตกแน่แต่ทำเนียนเดินทนไปวันกว่าๆ จนบวมเป็นเท้าช้างเลยต้องไปหาหมอ กระดูกข้อเท้าแตกเข้าเฝือกไปหลายเดือน
ครั้งที่ 4 ล่าสุดนี่ก็งี่เง่าเกินบรรยาย เมื่อไม่กี่วันก่อนกระโดดลงจากเตียงสองชั้นเพื่อมารับโทรศัพท์ตอนเช้า ลงพื้นด้วยข้างเท้าด้านซ้าย จำไม่ได้ว่าท่าไหนแต่เจ็บมาก รับโทรศัพท์ไม่ทันอีกต่างหาก ตะเกียกตะกายขึ้นไปนอนต่อ ตื่นมาเจ็บ บวม ครบสูตร วันรุ่งขึ้นแรดไปเดินอีกหลายกิโลเมตร หลอกตัวเองว่ามันแค่กล้ามเนื้ออักเสบ ที่ไหนได้วันที่สามนี่บวมโคตร ไปหาหมอ หมอจิ้มสองจึ้กฟันธงว่ากระดูกหัก ต้องเข้าเฝือกไปสิบอาทิตย์ อนิจจา
ประเด็นคือต้องการเก็บอาการเด่นหลังอุบัติเหตุไว้ ถ้าหากเจออุบัติเหตุลักษณะนี้แล้ว ชา ปวด บวม นี่เดาไว้ก่อนเลยว่ากระดูกหักแน่
เตรียมใช้ชีวิตโลดโผนไว้ ตอนนี้กำลังฝึกการใช้ canadian cane (เห็นหมอเขาเรียกว่าอย่างนั้น) อยู่
by kengggg on
February 25, 2010 07:21 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - The day the earth stood still
เขาเข้าฉายกันไปนานชาติ เราเพิ่งจะได้ดู
- เป็นหนังที่คนใช้ Firefox ต้องดู
- หนังค่อนข้างสั้น ยาวกว่า animation นิดหน่อย แต่ก็กระชับดี
- ในวิกิพีเดียท่านว่าไว้ว่า “heavy on special effects, but without a coherent story at its base” ซึ่งก็เห็นด้วย
- โฆษณาแฝงเยอะมาก เท่าที่จำได้แบบจะจะก็คือ ฮอนด้า แมคโดนัลด์ วินโดวส์วิสต้า อินเทลเซ็นทริโน แมคคาเฟ่ โทรศัพท์แอลจี นาฬิกาไซโก้(?) (สองอันนี้โผล่ต่อกันแบบน่าเกลียดโพด) โค้ก ซัมซุง ฯ
- เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี สวย
- จริงๆ แล้วดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้
by kengggg on
February 22, 2010 05:06 AM ·
permalink
Supatjaree Khumnuan - วาดๆขีดๆเขียนๆ II
ไม่ได้อัพนานมากกกกกกกกกก =_=”
ไม่พูดพร่ำทำเพลงแปะเลยแล้วกัน
วันที่ 8 ม.ค. 2553

คิดว่ามันคือรูปอะไร?
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ลองกลับด้านดู

เป็นรูปที่พี่เคยวาดแล้วให้ทายสมัยเด็กๆ พี่เฉลยว่ามันคือหน้าผา ไม่รู้ทำไมถึงจำมาได้จนถึงตอนนี้และคิดว่าคงจะจำได้ตลอดกาล
จริงๆมันไม่ต้องแรเงาขนาดนี้หรอก มีแค่เส้นแค่นั้นที่ถูกขีดออกมา แต่ไม่รู้ทำไมเราแรเงามันหว่า
หารูปสเก็ตของวันที่ 11 ไม่เจออ่ะ ขอติดไว้ก่อนละกัน
ข้ามมาวันที่ 12 ม.ค.2553

ก้านดอกไม้แบบนี้ก็น่ารักดีนะ
13 ม.ค. 2553

โอ้ วันนี้เป็นวันแรกที่ได้สอนสีน้ำ ผลงานทุกคนดูดีมากแสดงว่าคนสอนเก่ง ฮ่า~
เป็นวันที่ฟังเพลง with you เวอร์ชั่นน้องจัสตินหลายรอบมาก วนลูปซะหลายรอบ ฮ่ะๆ
เป็นวันที่ทำงานสีน้ำท๊างงงงงงวัน แฮ่
ไปๆมาๆเหมือนเป็นการเขียนไดอารี่โดยใช้ภาพเล่าเรื่องเลยแฮะ
วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนแล้วจะมาอัพต่อ มีสแกนและยังไม่ได้สแกนรออยู่ตรึมเลย
สวัสดี~
by packyy on
February 21, 2010 04:47 PM ·
permalink
Thanyawan Mingsong - วาดไม่เป็นก็ paint ได้
เป็นคนวาดรูปออกมาเหมือนเด็กอนุบาล ทำให้ไม่ชอบวาดรูปซักเท่าไร แต่ก็ชอบศิลปะ งง มั้ย ฮ่ะๆ เวลาดูเพื่อน paint รูป ก็อยากทำได้บ้าง แต่ลองทำแล้วมันก็เน่า T^T
ไปเจอเว็บมา http://abduzeedo.com/reader-tutorial-easy-digital-painting-illustration-photoshop ใช้รูปธรรมดาๆ ใส่ filter ของ Photoshop ไปนิดหน่อย บวกกะทำมือเล็กน้อย คุณก็จะได้ภาพออกมาคล้ายๆ ภาพ paint เราก็เลยลองทำดู ลองแล้วไม่ยากๆ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็โอเคนะ ไม่รู้จะใช้รูปใครดี เอารูปดาราละกัน อิอิ

by khuntuck on
February 21, 2010 02:35 PM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - Me on #ICT2020 plan
วันนี้ไปงานระดมความเห็นเรื่องแผนไอซีทีในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ICT2020) กลุ่ม civic empowerment
(คืออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็มั่วไป) ที่เนคเทคเป็นเจ้าภาพ (ผมไป แทน
หลายคนมาก ๆ ประมาณว่าแปะมือกัน)
ผมได้เสนอในวงและยังยืนยันว่า ในการทำนโยบายทางสังคมใด ๆ จำเป็นต้องคิดถึงกลุ่มชายขอบทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ
กลุ่มชายขอบทางการเมือง คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อศีลธรรมอันดีงาม และกลุ่มคนที่ถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรง
คนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองหรือผู้ส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และไม่ควรจะต้องถูกกันออกไป เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนกับรัฐ
ตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ ที่ได้ผลกระทบที่เกี่ยวกับสารสนเทศ ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เช่น ชุมชนในมาบตาพุดและประจวบ ที่ขอดูเอกสารประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ความมั่นคง
ถ้าทัศนคติแบบนี้ยังมีอยู่ และข้ออ้างแบบนี้ยังฟังขึ้น ก็ป่วยการที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสารพัดที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร — เพราะถึงมีเทคโนโลยีไป รัฐก็ไม่เปิดอยู่ดี
แค่โยนบรอดแบนด์ตูมลงไป แล้วหวังจะให้เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารและปริมณฑลสาธารณะ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเป็นไปไม่ได้ – ต้องเปลี่ยนทัศนคติของรัฐและสังคมด้วย ในเชิงรูปธรรมก็คือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องสอดคล้องให้มันเปิดให้เข้าถึงได้ด้วย เทคโนโลยีมันถึงจะได้ทำงาน
ในประเด็นสิทธิและบริการที่ขยายไปให้มากกว่าที่ให้กับพลเมือง ผมหมายถึงกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนสังคมไทย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะที่พวกเขาก็ได้ทำอะไรบางอย่าง (contribute) ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแรงงาน ศิลปวัฒนธรรม เงินภาษี ฯลฯ คนเหล่า นี้แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองไทย ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการไอซีทีบางอย่างตามสมควรด้วย
ทุกวันนี้ คนทุกคนในสิงคโปร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ทั่วทั่งเกาะ ขอให้มีเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ลงทะเบียนรับรหัสผ่านครั้งแรกก็พอ — Wireless@SG
ผมกำลังพูดถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลและบริการพื้นฐานได้ — คิดในกรอบของสิบปีข้างหน้า ที่การเข้าไม่ถึงไอซีทีก็เท่ากับจำกัดสิทธิทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้เหมือนกัน
จินตนาการถึง การเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility) ที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในประเทศเอง และจากอาเซียนซึ่งจะควบรวมกันมากขึ้น
บริการใด ๆ ที่ยังผูกกับจากใช้ที่อยู่ทะเบียนบ้านจดทะเบียน จะกันคนจำนวนมากออกไปโดยทันที เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (นอกจากแรงงานจากนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมี คนไร้บ้าน
ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น — ญี่ปุ่นและแคนาดาก็มีแนวโน้มเดียวกัน) ถ้าจะพัฒนาไอซีทีในยุค high mobility ที่คนเคลื่อนไหวไปมามากขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องขจัดข้อจำกัดในทางทะเบียนหรือทางกฎหมายลักษณะนี้ออกไปด้วย
จริง ๆ นักเรียน นักศึกษา จากต่างบ้านต่างเมืองต่างประเทศ ที่อยู่หอพัก ก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือสมัครบริการอินเทอร์เน็ตเองไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน ข้อบังคับของหอพัก ฯลฯ ทำให้ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตของหอพัก ที่ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แพงบ้างไม่แพงบ้าง — คนที่อยู่หอพักหรือบ้านเช่าแบบนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอีกมาก ในสิบปีข้างหน้า
สำหรับประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว ผมคิดว่าไอเดีย Universal Design
ที่ มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย นำเสนอในวง นั้นน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด เมื่อเสริมกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง คือความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการควบคุม ก็น่าจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมดแล้ว (คิดว่า)
มีเสริมเรื่องภาษาหน่อยนึง คือนอกจากภาษาหลากหลาย ภาษาถิ่น แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ ด้วย คือใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เรียบง่าย ไม่ยาวเกินไป คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ใช้เวลาไม่นาน — เรื่องนี้สำคัญ เพราะ ภาษา เป็น interface สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสาร ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องอ่าน แต่ดันอ่านยากเกินไป มันก็แย่ — ดู Plain Language Movement
นโยบายก็อย่าง แต่จะดำเนินการให้ได้ตามนั้นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะ ... ลองดูตัวอย่าง
มีอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ศูนย์ไอทีชุมชน การอ่านออกเขียนได้ — รออ่านสรุปวงคุย 2 วัน เรื่อง civic empowerment นี้ ที่เว็บไซต์ ict2020.in.th
ขอบคุณคนชวน (กองทุนไทย, แผนงานไอซีที สสส., เครือข่ายพลเมืองเน็ต) และเนคเทคที่จัด งานนี้ได้ความรู้เยอะมาก
ขากลับแวะหนองมน ซื้อปลาหมึกบดและปลาหมึกทุบมาอย่างละถุง เย่
technorati tags:
e-governance,
information rights,
information access,
open data,
ICT2020
by bact on
February 21, 2010 06:41 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - You bought it, you own it
ช่วงนี้กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาลักษณะ “first-sale doctrine” จดเก็บเอาไว้
ไอเดียคร่าวๆ ของกฎหมายคือหากเจ้าของสิทธิของสิ่งใดๆ ได้อนุญาตหรือขายสิ่งนั้นให้บุคคลอื่นใช้งาน สิทธิใดๆ ของเจ้าของสิทธิตั้งต้นจะบังคับใช้กับผู้ที่ซื้อของนั้นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การขายต่อ software ที่ bundle มากับ hardware ซึ่งมีข้อกำหนดเดิมจากผู้ผลิตในการห้ามขายต่อ software นั้นๆ ก็สามารถทำได้เพราะ first-sale doctrine ได้ให้สิทธิในการเป็นเจ้าของบนของที่ซื้อมากับผู้ซื้อเหนือกว่าสิทธิเดิมจากผู้ขาย
กรณีของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาลักษณะนี้น่าสนใจ โดยเฉพาะในยุคที่เราซื้อชุดตัวเลขฐานสองมาแทนที่จะเป็นของที่จับต้องได้ เป็นความท้าทายของผู้บังคับใช้และตีความใช้กฎหมายว่าจะจัดการอย่างไร ไม่แน่ใจว่าในกฎหมายไทยมีลักษณะการบังคับใช้อย่างนี้หรือไม่?
ตัวอย่างเพิ่มเติมจากต่างประเทศ
by kengggg on
February 18, 2010 11:06 PM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - Keeps private data private, keeps public data public? No. Not in Thailand.
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ
ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนตรวจดูหรือค้นคว้าได้
สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ที่เว็บ www.oic.go.th ของสขร. หน้า การตอบข้อหารือและวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับ สขร.:
คลิกเปิดชื่อเรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หารือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ
(ลงวันที่ 27/11/2552)
... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2544
คลิกเปิดชื่อเรื่อง กรมการปกครองหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
(ลงวันที่ 28/12/2552)
... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2544
เอกสารต่าง ๆ ไม่สามารถเรียกดูได้ตามชื่อเรื่องเลย
แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่เปิดเผย ครับ
ในขณะที่รัฐ มีความพยายามที่จะดักฟังสอดส่องล่วงรู้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน (#ThaiNoSniff)
พร้อม ๆ กันนั้น รัฐเอง ก็มีความพยายามจะปกปิดหรือสร้างความยากลำบากในการเข้าถึง ข้อมูลของรัฐ
กลับตาลปัตรกับหลักความโปร่งใสของรัฐและการเคารพสิทธิของพลเมือง ที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (private data) ต้องเก็บเป็นความลับ (keep/private) และข้อมูลของรัฐ (public data) ต้องเปิดเผย (open/public)
ประเทศของเรา จะไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารแบบไหนกัน?
มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
>
(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว
ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๘ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๗ (๔) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร
มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
เครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและสิทธิทางอิเล็กทรอนิกส์
technorati tags:
Official Information Act,
public data,
open democracy
by bact on
February 18, 2010 08:09 AM ·
permalink
Nattapol Kengkhuntod - คุณเข้าใจนะ คำว่าตลอดไป
เป็นโรคความดันไปเรียบร้อยแล้ว
ไปโรงพยาบาล ตรวจหัวเข่า ได้เอ็กซ์เรย์สมใจ ผลปรากฏออกมาว่าไม่มีปัญหาอะไร เข่ามันเคยเจ็บมันก็เจ็บได้อีก เป็นเพราะว่าน้ำหนักมากเกินไป ถ้าข้างนี้เจ็บได้ เดี๋ยวอีกข้างก็เจ็บเพราะว่ามันรับน้ำหนักมากไป
คือสงสัยเรื่องที่ว่าทำไมมันเดินไม่ได้เหมือนเดิม องศาในการเดินมันไม่เหมือนเก่า แต่ว่าหมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่เป็นไรก็ต้องไม่เป็นไรสิ
ลดน้ำหนักเท่านั้น ถึงจะช่วยได้
ปัญหานี้หมดไป ปัญหาต่อไปคือ พยาบาลวัดความดันถึงสามครั้ง ก่อนตรวจสองที หลังตรวจอีกหนึ่ง ได้มา 160/110 ป้าด!!!!
นัดพบแพทย์เพื่อดูอาการต่อทันที ไม่ใช่โรคข้อกระดูกนะครับ โรคความดัน ต้องงดข้าวงดน้ำเพื่อไปเจาะเลือดด้วยในวันนัด
สุดท้ายวันนี้ได้ยามากิน หนึ่งชุด หมอทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า "คุณเข้าใจปะ ว่าต้อง
กินไปตลอดชีวิต มันอาจจะหายหรือว่า ไม่หายก็ได้ อันนี้หมอบอกไม่ได้ แต่ว่าต้องกินไปเรื่อย ๆ แหละ นับจากนี้ แต่ว่าอาจจะหยุดก็ได้นะ ไม่แน่เหมือนกัน"
เพิ่มงานให้กับชีวิตประจำวันอีกหนึ่งอย่าง คือ ต้องกินยาความดันทุกเช้า
ไอ้คำว่า "ตลอดไป" เนี่ยเป็นคำขยายที่ทรงพลังมาก ทั้งในทางลบ หรือทางบวก ลองดูสองประโยคนี้เป็นตัวอย่าง
กินยาลดความดันตลอดไป
รักผู้หญิงคนนี้ตลอดไป
มันเป็นคำขยายประมาณว่า รู้สึก น้อย ๆ แต่ต้องรู้สึกไป นาน ๆ
by nattapol_ke on
February 18, 2010 03:28 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - subject: #GT200 and #sniffer
ต่อจากประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เราก็มีคณิตศาสตร์แบบไทย ๆ :
13/20 = 100%
ผมเห็นว่า GT200 (เครื่องตรวจระเบิด
, เขาอ้างว่าเป็น) และ sniffer (เครื่องดักฟังข้อมูลบนเครือข่าย) นั้นมีส่วนคล้ายกันในหลาย ๆ เรื่อง
ตั้งแต่เรื่องพื้น ๆ อย่างการจัดซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเอื้อประโยชน์ตอบแทน ซึ่งเรื่องนี้กระทบรายจ่ายของประเทศ-ของเรา แต่อาจจะไม่ได้กระทบกับชีวิตเราตรง ๆ
เรื่องอุปกรณ์ไม่มีประสิทธิภาพตามอ้าง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะกระทบชีวิต-ความปลอดภัย-ของเราได้ตรง ๆ เช่น อุปกรณ์ตรวจจับที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ระเบิดเล็ดรอด ไปตูมตามได้
ไปจนถึงการเรื่องที่กระทบชีวิต-สิทธิเสรีภาพ-ของเราอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง คือ การใช้อุปกรณ์ วิทยาศาสตร์
เหล่านี้ ในการสร้างความชอบธรรมแก่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมหรือตรวจค้นเป้าหมาย (ที่อาจถูกหมายหัวเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว) โดยไม่ต้องขอหมายค้นหรือคำสั่งศาล โดยอ้างว่า มีเหตุอันเชื่อได้ว่า
เราทำผิดอะไรซักอย่าง ตามแต่เครื่องมือนั่นจะบ่งชี้ ... อย่างดีก็แค่รบกวนการดำเนินชีวิต อย่างชั่วก็ยัดข้อหา (โดยมนุษย์หรือโดยอุปกรณ์) อย่างชั่ว ๆ ดี ๆ ก็อาจจะต่อรองกันได้ เป็นช่องทางหากิน ... ในภาคใต้ของไทยเอง มีคนจำนวนมากถูกจับกุมหรือขึ้นบัญชีเพราะ GT200 ชี้(เดา)ว่าพวกเขามีระเบิด
ในเรื่องสุดท้ายนี้ GT200 และ sniffer มีความเหมือนกันอย่างมาก และมันแสดงถึงความไม่ต้องการดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่ง (ซึ่งน่ากลัวว่า ถ้าจำนวนหนึ่งนี้ เป็นจำนวนมาก)
พวกเขาคิดว่า หมายค้น หรือ คำสั่งศาล เป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่ควรต้องมี พวกเขาต้องการตรวจค้น ควบคุม จับกุม โดยทันที - โดยอาศัยสัญชาตญาณของพวกเขาเอง โดยการตัดสินของพวกเขาเอง - โดยไม่ต้องการการถ่วงดุลหรือคานอำนาจใด ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม (พูดกันง่าย ๆ ว่า ศาลเตี้ย)
...
ผมพบว่า เวลาผมไปติดต่องานกับสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ นั้น จะเคร่งครัดกับกฎระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ที่พวกเขาตั้งขึ้นอย่างมาก
แต่ก็ตลกดี ว่าเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องทำตามกฎระเบียบขั้นตอนบ้าง พวกเขากลับไม่อยากทำ และพยายามหาช่องทางที่จะไม่ต้องทำ
ในแง่นี้ ผมจึงคิดว่าสถานะของ ประชาชน
อย่างเรา ๆ และ เจ้าหน้าที่รัฐ (ข้าราชการ/ข้ารัฐการ) นั้นต่างกันอย่างชัดเจนจริง ๆ — คือมันมีกฎหมายจำนวนมากมาย ที่พวกเราจำเป็นต้องขึ้นกับ/ปฏิบัติตาม (subjected to) โดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ กลับมีช่องทางหรือสามารถสร้างช่องทางที่จะไม่ต้อง subjected to กฎหมายพวกนั้นได้
เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ก็ไม่แปลกอะไร ที่ในสถานการณ์บางอย่าง ภายใต้กฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าว พวกเราจึงไม่ได้มีสถานะเป็น ประชาชน
แต่เป็น ไพร่
(subject) — คือมีแต่พวกเราเท่านั้นที่ subjected to กฎต่าง ๆ เหล่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะอยู่เหนือกฎหมายที่ว่า — เป็นเจ้าในทางกฎหมาย ที่อยู่เหนือไพร่ในทางกฎหมายอย่างพวกเรา
ความเป็นเจ้าในทางกฎหมายนี้ อาจสร้างได้หลายวิธี แต่ในกรณีล่าสุดนี้ มันก็ดูตรงไปตรงมาดี ที่ความเป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจเหนือกฎหมาย จะถูกสร้างขึ้นโดยอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น GT200 :)
ประเด็นที่ยังน่าสงสัยคือ ถ้าเครื่องจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพเลย เครื่องไม่น่าจะตรวจพบสารประกอบระเบิด แต่ในการทดสอบยังตรวจพบถึง 4 ครั้ง ส่วนการตรวจ 16 ครั้งไม่พบสารระเบิด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้
— พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
technorati tags:
GT200,
sniffer,
Thailand
by bact on
February 17, 2010 04:46 AM ·
permalink
Opendream's Blog - Mobile disease surveillance first step to faster response to disease outbreak detection
On January 27th, 2010, Opendream together with Google.org, DTAC, InSTEDD, ChangeFusion and Bureau of Epidemiology, Ministry of Public Health annouced a collaboration on implementing a GeoChat too more than 800 hospitals nationwide for Influenza-like-illness (ILI) reporting via DTAC's SMS gateway.
We're working harder than last year for making the use of GeoChat into wider target, working groups; From citizen journalist to normal people.
Official press release here.
by Opendream on
February 16, 2010 07:58 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - When ‘Minority Report’ becomes reality
<object height="225" width="400"><param name="allowfullscreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><param name="movie" value="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=2229299&server=vimeo.com&show_title=1&show_byline=1&show_portrait=0&color=&fullscreen=1"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="225" src="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=2229299&server=vimeo.com&show_title=1&show_byline=1&show_portrait=0&color=&fullscreen=1" type="application/x-shockwave-flash" width="400"></embed></object>
g-speak overview 1828121108 from john underkoffler on Vimeo.
When keyboard and mouse are not required, Oblong Industries demonstrates the new way of human-computer interaction; Gesture-activated interface which be able to perform more than ‘pitch/swipe’.
Well, don’t be too excited; this is not very much new though since Microsoft introduced ‘Project Natal‘ half a year ago or even Microsoft Surface very long time ago. But what trilled me a bit is how could this new way of interfacing being mass? We spend around 15 years for adaptive familiarity on a touch/multitouch screen; Projection Keyboard was failed serveral years ago.
By the way, I might not too much surprise if we’re going to see iBody sometime in the near future.
by kengggg on
February 16, 2010 07:19 PM ·
permalink
Nattapol Kengkhuntod - อุบัติเหตุ
เนื่องจากว่าตอนนี้มีอุปสรรคในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง คือหัวเข่าข้างขวาที่มันสูญเสียความสมบูรณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฟุตบอล แบทมินตั้น บาสเก็ตบอล อะไรที่มันต้องใช้การเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันนั้น คงจะเล่นไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว
มานึกดูว่าเส้นเอ็นของเรามันไปฉีกขาดตอนใหนหว่า เดินอยู่ดี ๆ หัวเข่ามันถึงเลื่อนหลุดออกมาซะงั้น หมอถามว่าเคยประสบอุบัติเหตุรึเปล่า ตอนตอบก็บอกว่าไม่ ตามประสาคนไข้ทั่วไป แต่กลับมานึกดูแล้ว ตอนที่แท๊กซี่ยางแตกแล้วชนกับรั้วกั้นสะพาน หัวเข่าหัวเราไปกระแทกจนเดินเกือบจะไม่ได้ไปหนึ่งวันนี่หว่า ตอนนั้นเจ็บหัวเข่าด้านใน เวลาเดินแล้วรู้สึกแปลบ ๆ แต่ว่ามันหายเร็วเหมือนกัน ก็เลยไม่เอะใจ
อุปสรรคอย่างแรกคือโรคอ้วน อันนี้ก็เป็นเพราะว่าทำตัวเอง ไม่ควบคุมอาหารเอง
(ไม่นับอาการ หน้าเหียก ตัวดำ เป็นอุปสรรคนะ ถ้านับก็ขุดหลุมฝังตัวเองใต้โคนต้นไม้ให้เป็นปุ๋ยไปเหอะ คุ้มกว่ามีชีวิตอยู่เยอะ)
อุปสรรคอย่างที่สองคือโรคความดัน อันนี้ก็เป็นผลมาจากข้อแรก แล้วก็ลักษณะการประพฤติตัวที่ห้าวเป้งประกอบอีกด้วย
อุปสรรคอย่างที่สามก็เพิ่งเล่าให้ฟังไป อันนี้จะเป็นผลมาจากข้อหนึ่งคืออ้วนจนเส้นเอ็นมันรับไม่ไหว หรือว่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุที่ว่าไปกันแน่ อันนี้ก็คงต้องมีการพิสูจน์กันต่อไปละกัน
ทีนี้เราจะขจัดไอ้อุปสรรคสามอันนี้ได้อย่างไร
ทั้งสามอย่างนี้สามารถปรับปรุงเพียงอย่างเดียว แต่ว่าได้ผลไปถึงสามข้อเลยทีเดียว นั่นก็คือความอ้วน
งั้นก็เริ่มต้นด้วยการงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนละกัน(ไอ้ที่พิมพ์มายืดยาวไม่ใช่อะไรหรอก ก็แค่จะบอกว่าเลิกเหล้าแล้วนะ)
by nattapol_ke on
February 16, 2010 05:44 PM ·
permalink
Thanyawan Mingsong - Webpage as graphs
ไปคุ้ยๆ จะหาเว็บตัวอย่างจะเอามาทำหน้า sitemap หาไปส่วนมากจะเจอแต่พวกเว็บที่เป็น tool สำหรับทำ sitemap มันไม่ตรงกับที่ต้องการ แต่หาไปหามาก็ไปเจอเว็บนี้เข้า เพียงแค่เราใส่ URL เว็บเราไปเท่านั้น มันก็จะแปลงกายไอหน้า webpage ของเรามาเป็นภาพกราฟิก โยงไปโยงมา ดูๆไปก็คล้ายดอกไม้นะ สวยดี
ผลลัพธ์ของเว็บนี้ ถ้าเป็นงานศิลปะ ก็เป็นงานศิลปะแบบสุ่ม random เป็นการสุ่มแบบมีหลักการ เรากำหนดไว้แค่หลัก วิธีการ ส่วนผลลัพธ์ปล่อยมันให้ออกมาเอง จะออกมาสวยมั้ยก็ลุ้นกันไป
ไอตัวที่ใช้แปลงนี้เค้าพัฒนาจาก Processing เค้ามี source code ให้ดูด้วย ใครอยากเอาไปพัฒนาต่อก็ย่อมได้ เยี่ยมมาก!
Processing มันเป็นโปรแกรมที่เราเขียนโค้ดลงไป แล้วมันสามารถแปลงออกมาเป็นภาพกราฟิกได้ มันน่าจะมีศัพท์เรียกนะ แต่เรียกไม่ถูกอ่ะ -*-
เราว่ามันน่าสนใจและสนุกดีนะ เคยหัดเขียนอยู่พักนึง แต่ตอนนี้ลืมมันไปหมดแล้ว เฮือกกก T^T
เราเลยลองใช้ URL เว็บเราลองให้มัน generate เป็นกราฟออกมาว่ามันจะได้หน้าตาแบบไหน ก็น่ารักดีนะ
ลองเข้าไปเล่นดูละกัน http://www.aharef.info

by khuntuck on
February 16, 2010 04:18 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Thailand Post Custom Clearance
ปกติเวลามีพัสดุจากต่างประเทศ หากไม่มาส่งถึงบ้านก็จะต้องไปรับเองที่ไปรษณีย์แถวบ้าน แต่งวดนี้มาแปลกมีใบแจ้งให้ไปรับพัสดุที่นี่
งงจนสบถออกมาว่านั่นคือที่ไหน แม้กระทั่ง Google Maps ก็ยังอัปจนหนทาง อัปจนจนสุดท้ายต้องโทรไปตามเบอร์ที่เขาบอกไว้ (แล้วทำไมไม่โทรตั้งแต่แรก?) ได้ความว่าถึงหัวลำโพงแล้ว เป๋ซ้ายตรงทางจะขึ้นทางด่วนแล้วเดินไปประมาณ 400 เมตร ถึงแล้วจะเจอตึกสีเหลืองแบบนี้
นั่งรถผ่านหลายทีก็งงว่าไอ้ตึกสีตุ่นๆ นี่มันคือตึกอะไร ในที่สุดก็กระจ่าง
เดินเข้าไปก็เจอชายฉกรรจ์เข้ามาประกบถามว่ามาทำอะไร คุยไปคุยมาถึงรู้ว่าเป็นชิปปิ้ง ได้ความรู้เพิ่มมานิดหน่อย
- กรณีบางทีส่งถึงบ้านเลย บางทีต้องไปรับที่ไปรษณีย์ บางที่ต้องไปรับที่ฝ่ายบริการศุลกากรฯ นั้นขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีแย่สุดคือต้องไปที่ฝ่ายบริการศุลกากรฯ เพื่อมา declare พัสดุต่อหน้าเจ้าหน้าที่
- ภาษีที่จะต้องเสียขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มีตั้งแต่ 1% ถึง 30% (หรือมากกว่า)
- ขั้นตอนการดำเนินการนานพอดี ถ้าใช้ชิปปิ้งช่วยเดินเอกสารให้ก็ประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าทำเองก็ประมาณ 4 ชั่วโมง (!!!)
- โดยทั่วไปทำเองก็ไม่ยาก แต่ต้องเดินเอกสารนานหน่อย
- คนเยอะ เกือบครึ่งหนึ่งในตึกเป็นชิปปิ้ง!
บทเรียนที่ได้เรียนรู้ การภาษีและศุลกากรเป็นเรื่องลี้ลับ
by kengggg on
February 15, 2010 08:07 PM ·
permalink
Siriwat Aumngamsup - Everyday is Valentine's Day, My sweetheart
บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง
"อ้าว รีบกลับทำไมล่ะลูก เดี๋ยวรอพ่อไปรับน้องเดี๋ยวออกไปส่ง"
"ถ้าไม่รีบกลับ เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันมั้ย"
<!--break-->
บนรถ
"นี่ แหวนแม่สวยมั้ย ฮ่าๆ"
"ฮู้ย ตัวเองเลิกใส่เหอะ ของปลอมนั่นน่ะ"
"ก็อันนี้คนเค้าเอามาให้ฟรีอะ"
"นี่ตัวเองเชื่อเค้าเหอะ อายคน เดี๋ยวถ้าเลิกใส่ เดี๋ยวเค้าซื้อของแท้หรือทองให้เลย"
"ไม่"
"ทำไม"
"เพราะที่ตัวเองพูด มัน ไม่ เป็นความจริงงงง"
เรายิ้ม
อีกสักพัก
"นี่ เดี๋ยวแม่ถูกรางวัลที่หนึ่ง 12 ล้านจะให้ลูกเรียนต่อ ให้เลิกทำงาน ฮ่ะฮ่าๆๆๆ"
"หู่ เลิกฝันเถอะตัวเองน่ะ ทำที่เป็นอยู่ปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ"
"เอ๋า ก็ทำไมอะ"
"เออแม่ เห็นฝันมาตั้งนานและ ตั้งแต่นุกอยู่ประถมอะมั้ง"
"เออ ตัวเองน่ะ ที่ไปวัด นี่ไปขอหวยใช่มั้ยเค้ารู้หรอกน่า"
"เอ๊ะ เค้าไปวัดก็ไปทำบุญ ขอให้ค้าขายดี ให้ลูกไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพแข็งแรง"
"หูย อย่ามาพูด เลิกฝันเลย"
"แล้วตัวเองมายุ่งไรอะ นี่ฝันเค้านะ"
เย็นวันจันทร์ โทรศัพท์ดังขึ้น
"กินข้าวยังลูก อ๋อ กินแล้วเหรอ เลิกงานยัง"
เงียบไปสักพัก
"ฮ่ะๆ ไม่รู้จะคุยอะไร งั้นแค่นี้ก่อนนะ จ๊ะๆ หวัดดีจ๊ะ"
...
ในวันที่คุณซึมเซา เศร้า หรือหมองหม่น
อย่าลืมคนอีกคนที่ห่วงใย ไม่ห่างเหิน
แม้สัก
วันเดียว
Roti (alpha) thinks you may like these
by noomz on
February 15, 2010 06:57 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Google Buzz
I’m still watching Google Buzz’s event on YouTube (Live streaming quality via YouTube is pretty slick, though). One thing I can say about the buzz is; It’s a Twitter + Geo tagging + (part of) foursquare + (sort of) Google Wave on your Gmail and the phone.
Could this be a Google Wave + Google latitude, plus mobile device integration and another tryout of orkut-transformed, done right?
By the way, I’m waiting for the buzz in my Gmail.
by kengggg on
February 09, 2010 07:07 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Super Bowl XLIV
ปีนี้ตื่นสายมาดูตอนเหลือ 3 นาทีกว่าๆ ของ Q4 มาทันดู Interception ที่ดับฝัน Colt ไปแล้วก็ซึ้งแทน Manning คงหลอนไปอีกสักพัก
ช่วงนาทีท้ายๆ ที่ Colt ฮึดสู้ขึ้นมาแล้วได้ down ที่ 1 แถวๆ หน้า end zone นี่มันหลอนแทน Manning คงกดดันมาก นึกแล้วสยองแทน
by kengggg on
February 08, 2010 03:01 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - ในน้ำต้องเลี้ยงปลา ในนาต้องปลูกข้าว
ไปเยี่ยมโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ของคุณมีชัย วีระไวทยะ เห็นอะไรที่น่าสนใจหลายอย่างนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ผมจำได้ว่าสมัยประถม จะมีชุดคำท่องจำมาตรฐานอยู่ชุดหนึ่ง (คำขวัญจังหวัด คำขวัญวันเด็ก ฯ) ชุดหนึ่งที่จำได้คือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ก็ท่องจำไปตามประสาเด็ก แต่ที่โรงเรียนลำปลายมาศวิทยา มองอีกมุมหนึ่งให้เป็น
ในน้ำต้องเลี้ยงปลา ในนาต้องปลูกข้าว
เดินคุยกับคุณมีชัย ก็ได้ความเห็นตรงกันว่า ไปบอกว่ามันมีอยู่แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรต่อ เพราะมันมีอยู่แล้ว แต่ที่โรงเรียนฯ สอนให้คิด ดังนั้นก็ต้องคิดว่ามีน้ำต้องทำอะไร มีนาต้องทำอะไร
ปลูกฝังกันในระดับรายละเอียดเล็กน้อยขนาดนี้ น่าประทับใจ
by kengggg on
February 03, 2010 06:47 PM ·
permalink
Siriwat Aumngamsup - Not the familiar world
<!--break-->
เมฆา
เคลื่อนคล้อย
ใจระส่ำ
.
.
.
มองฟ้า
ไม่เห็น
ท้องฟ้า
.
.
.
ฝนตก
โดยไม่มี
เม็ดฝน
.
.
.
แสงแดด
ลอดผ่าน
เงียบงัน
.
.
.
โลก
ที่ฉัน
ไม่คุ้นเคย
Roti (alpha) thinks you may like these
by noomz on
February 01, 2010 04:51 PM ·
permalink
Polawat Phetra - code <- พิกัด -> diagram
วันก่อนนั่งแกะ code ของ
Webmachine เห็น code ส่วนนี้น่าสนใจดี
อันนี้เป็น
diagram แสดง flow decision ของ webmachine

ถ้าดูที่ขอบของ diagram เขาจะแสดง
เลขพิกัดด้วย

ดู
code ที่เขา implement จริง จะเห็นว่าเขาตั้งชื่อ function อ้างอิงเลขพิกัดและ version ของเอกสารด้วย
decision(v3b7) ->
decision_test(resource_call(forbidden), true, 403, v3b6);
decision(v3b6) ->
decision_test(resource_call(valid_content_headers), true, v3b5, 501);
decision(v3b5) ->
decision_test(resource_call(known_content_type), true, v3b4, 415);
decision(v3b4) ->
decision_test(resource_call(valid_entity_length), true, v3b3, 413);
decision(v3b3) ->
case method() of
'OPTIONS' ->
Hdrs = resource_call(options),
respond(200, Hdrs);
_ ->
d(v3c3)
end;
by pphetra on
February 01, 2010 07:24 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - A Coup for the Rich, Creative Thailand, #GT200
ตอนนี้ในเน็ตมี ใบปลิวตั้งคำถามหลายข้อถึงความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างงานต่าง ๆ ในห้วงระยะเวลาที่คมช.ครองอำนาจสูงสุด (จาก ไทยอีนิวส์)
หนึ่งในคำถามเหล่านั้น ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของ
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รักษาการประธาน คมช. / รองหัวหน้าคปค.คนที่ 1 กับ
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ / สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 และ
นายอนุวัฒน์ วัฒนกิจ เจ้าของบริษัท เอ วิ เอ แซทคอม จำกัด (ผู้แทนจำหน่าย เครื่องตรวจจับระเบิด
GT200)
ในใบปลิวระบุว่า นอกจาก บริษัท เอ วิ เอ แซทคอม (AVIA SATCOM - www.groupavia.com) จะเป็นผู้จัดหาเครื่อง GT200 แล้ว ยังเป็นผู้จัดหาเครื่องบินขับไล่ GRIPEN, โครงการ RTADS Phase II, และโครงการอื่นๆ ในกองทัพอากาศ เช่น การจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท และอุปกรณ์สื่อสาร
ข่าว 3 มิติ ก็พูดถึงเรื่องนี้
<object height="295" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Y2Q1XTcj_0o&hl=en_US&fs=1&"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="295" src="http://www.youtube.com/v/Y2Q1XTcj_0o&hl=en_US&fs=1&" type="application/x-shockwave-flash" width="480"></embed></object>
technorati tags:
GT200,
bomb detector,
Thailand,
coup
by bact on
January 31, 2010 07:06 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - Dinner with Hans Rosling
I first know Hans Rosling from his 2nd TED’s talk on the coolest data visualisation tool I ever know, the GapMinder.
Hans Rosling, I’m your big fan!
Two daty ago, I was invited to attend the Prince Mahidol Conference Award’s dinner and, yes, Hans Rosling was there. He gave a presentation on GapMinder, with his sportcaster style. I have to say watching him live is way cooler than watching him on TED.
by kengggg on
January 30, 2010 07:54 AM ·
permalink
Polawat Phetra - Helloworld with Mochiweb
ใน erlang ถ้าคิดว่าจะใช้อะไรเป็น web server ดี ก็ต้องคิดถึง Yaws ก่อนเพื่อน
แต่ในระยะหลังเริ่มได้ยิน mochiweb และเห็นมี project ใหม่ๆที่นิยมใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยได้ฤกษ์ทำการทดสอบแบบง่ายๆ โดยจะ implement simple helloworld
เริ่มด้วยการ checkout source code ของ mochiweb ก่อน
svn checkout http://mochiweb.googlecode.com/svn/trunk/ mochiweb
cd mochiweb
จากนั้นก็สั่ง
make เพื่อ compile code (แน่นอนว่าต้องติดตั้ง erlang รอไว้ก่อนแล้ว)
เริ่มต้นสร้างโปรเจค โดยสั่ง
escript /PATH_TO/mochiweb/scripts/new_mochiweb.erl helloworld
จะได้ directory หน้าตาประมาณนี้
./helloworld/
./helloworld/support/
run_tests.escript
include.mk
start.sh
start-dev.sh
./helloworld/src/
skel_web.erl
skel_sup.erl
skel_deps.erl
skel_app.erl
skel.hrl
skel.erl
skel.app
Makefile
./helloworld/priv/
./helloworld/priv/www/
index.html
Makefile
./helloworld/include/
./helloworld/doc/
./helloworld/deps/
file ที่เป็นหัวใจหลักก็คือ helloword_web.erl ทำหน้าที่เป็น process ที่ handle incoming request
ให้แก้ไข function loop ดังนี้
loop(Req, DocRoot) ->
"/" ++ Path = Req:get(path),
case Req:get(method) of
Method when Method =:= 'GET'; Method =:= 'HEAD' ->
case Path of
"helloworld" ->
Req:ok({"text/html", "<!DOCTYPE html PUBLIC \"-//W3C//DTD HTML 4.01 Transitional//EN\">
<html>
<head><title >Welcome to mochiweb</title></head>
<body>
<h1>Helloworld</h1>
</body>
</html>"});
_ ->
Req:serve_file(Path, DocRoot)
end;
'POST' ->
case Path of
_ ->
Req:not_found()
end;
_ ->
Req:respond({501, [], []})
end.
สั่ง run server โดยใช้คำสั่ง start-dev.sh
แล้วเรียก http://localhost:8000/helloworld
ถ้าเห็น crash report แบบนี้ อย่าตกใจ
=CRASH REPORT==== 28-Jan-2010::09:31:23 ===
crasher:
initial call: mochiweb_socket_server:acceptor_loop/1
pid: <0.57.0>
registered_name: []
exception error: bad argument
in function erlang:universaltime_to_localtime/1
called as erlang:universaltime_to_localtime({{1969,12,31},
{23,59,59}})
มันเป็น bug ใช้วิธี export TZ=GMT-7 แก้ปัญหาไปพลางๆก่อน
ทดลองแก้ไข code แล้วสั่ง refresh browser จะเห็นว่ามันไม่ reload ให้
ไม่ต้องเศร้าใจ ให้เปิด command prompt สั่ง make , ใน development mode, mochiweb จะตรวจดูว่า binary code เปลี่ยนหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนมันจะ reload ให้เอง
ลองเปลี่ยน code ให้ รับ url /helloworld/ANYNAME แล้วแสดง message Hello ANYNAME ดูบ้าง
case Path of
"helloworld/" ++ ID ->
Msg = io_lib:format("<!DOCTYPE html PUBLIC \"-//W3C//DTD HTML 4.01 Transitional//EN\">
<html>
<head><title >Welcome to mochiweb</title></head>
<body>
Hello ~s
</body>
</html>", [ID]),
Req:ok({"text/html", Msg});
by pphetra on
January 28, 2010 03:17 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - Dear the "University of Moral and Political Sciences"'s library,
ถึง หอสมุด,
เรื่องหนังสือหายาก เนื้อหาไหนที่เป็นสมบัติของสาธารณะ (public domain) แล้ว และหอสมุดได้ตัดสินใจจะเผยแพร่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ไม่ควรจะอาลัยอาวรณ์กับมัน ว่าใครจะนำไปเผยแพร่ต่อและคิดค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่นั้น วิตกเสียจนต้องพยายามหาทางป้องกัน
ด้วยเจตนาดี หอสมุดอาจกลัวว่าสาธารณะจะเสียหาย เพราะมีผู้นำไปค้ากำไรเกินควร เช่นนั้นหอสมุดก็ยิ่งควรจะเปิดให้สาธารณะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นได้มาก ๆ ให้สะดวกมาก ให้ถูกมาก มากเสียจนคนอื่นไม่สามารถทำกำไรเกินควรได้
ด้วยความเคารพนะ
...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา...
The Public Domain Manifesto
technorati tags:
public domain,
Thammasat University,
education
by bact on
January 27, 2010 10:01 AM ·
permalink
Opendream's Blog - [27 Jan] "Digital media standards for services in the age of knowledge society" seminar
สัมมนา "มาตรฐานสื่อดิจิทัลเพื่อการบริการยุคสังคมฐานความรู้"
27 มกราคม 2553 8:00-17:00 น.
ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
โอเพ่นดรีมไปร่วมงานนี้ด้วย โดยนอกจากจะร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องมาตรฐานสื่อดิจิทัลและห้องสมุดดิจิทัลแล้ว ยังจะเอา NextGen gallery (ปลั๊กอินของ WordPress) ที่แก้ให้ใช้ภาษาไทยได้สมบูรณ์ขึ้น (โดย @rutcreate) ไปเดโมด้วย -- ดาวน์โหลดสไลด์
มาตรฐานคำอธิบายภาพ + NextGen Gallery<object height="355" style="margin:0px" width="425"><param name="movie" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=nextgen-20100127-100127002749-phpapp02&stripped_title=photo-metadata-nextgen-gallery"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowScriptAccess" value="always"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="355" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=nextgen-20100127-100127002749-phpapp02&stripped_title=photo-metadata-nextgen-gallery" type="application/x-shockwave-flash" width="425"></embed></object>
read more
by Opendream on
January 26, 2010 04:28 PM ·
permalink
Polawat Phetra - Git กับ Remote Branch
สรุปไว้กันลืม
สมมติว่าเรา clone git มาจาก Remote
โดย default เราจะได้ local branch ที่ชื่อ "master" ที่ track กับ remote branch ที่ชื่อ "master"
$ git branch
* master
แต่ถ้าเราสั่งให้ show branch ทั้งหมด
$ git branch -a
* master
origin/HEAD
origin/activity-calendar
origin/master
origin/pilot
origin/pilot_20100128
origin/user-admin
จะเห็นว่า git ทำการ fetch branch ทั้งหมดมาให้เรา เพียงแต่มัน map ขึ้นมาเป็น local branch ให้เราเฉพาะแค่ master
ถ้าเราสั่ง git fetch สิ่งที่เกิดก็คือ git จะทำการดึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของ server มาที่เครื่องเรา แต่จะยังไม่ update Working copy ให้เรา
ส่วน git pull ก็เทียบได้กับการสั่ง git fetch แล้วตามด้วย git merge โดยจะ merge จะเฉพาะ current HEAD ของเรา (ถ้า HEAD คือ master ก็จะ merge เฉพาะ master)
ที่นี้ถ้าเราต้องการ track remote branch บนเครื่องเรา สิ่งที่ต้องทำก็คือ
$ git checkout -b pilot origin/pilot
Branch pilot set up to track remote branch refs/remotes/origin/pilot.
Switched to a new branch "pilot"
ปัญหาที่เกิดบ่อยๆก็คือ เราสั่ง track remote branch โดยตั้งชื่อ local branch ไม่ตรงกับ remote branch เช่น
$ git checkout -b myb1 origin/b1
Branch myb1 set up to track remote branch refs/remotes/origin/b1.
Switched to a new branch "myb1"
เวลาเราแก้ไข file ใน branch myb1 เสร็จแล้วอยาก push ไปที่ server
$ vi MYFILE
…
$ git add MYFILE
$ git commit -m 'Add MYFILE'
$ git push
Everything up-to-date
จะเห็นว่ามันไม่ยอม push commit ใหม่ของเราไปที่ remote repository
ที่เป็นเช่นนี้เพราะถ้าเราสั่ง git push โดยไม่มี parameter สิ่งที่ git ทำก็คือ มันจะ push เฉพาะชื่อ branch ที่ตรงกันของทั้งสองฝั่ง
การแก้ไขก็คือ เปลี่ยนตัวแปร configuration push.defaut ให้เป็น tracking เพื่อที่จะให้มัน push เฉพาะ branch ที่มี tracking กับ remote branch โดยไม่สนใจเรื่องชื่อตรงกัน
$ git push
Everything up-to-date
pphetra@[~/t2]
$ git config push.default tracking
pphetra@[~/t2]
$ git push
Counting objects: 5, done.
Delta compression using up to 2 threads.
Compressing objects: 100% (2/2), done.
Writing objects: 100% (3/3), 248 bytes, done.
Total 3 (delta 1), reused 0 (delta 0)
To git@github.com:pphetra/test.git
7d96d34..0dd66fa myb1 -> b1
ที่นี้ถ้าเราต้องการสร้าง branch ใหม่บน remote หล่ะ
เริ่มจากการสร้าง branch บน server
$ git push origin origin:refs/heads/b4
Total 0 (delta 0), reused 0 (delta 0)
To git@github.com:pphetra/test.git
* [new branch] origin/HEAD -> b4
$ gitx
$ git branch -a
* b1
b2
master
myb1
remotes/origin/HEAD -> origin/master
remotes/origin/b1
remotes/origin/b2
remotes/origin/b4
remotes/origin/master
จากนั้นก็สั่ง checkout ตามปกติได้เลย
$ git checkout -b b4 origin/b4
Branch b4 set up to track remote branch b4 from origin.
Switched to a new branch 'b4'
by pphetra on
January 26, 2010 07:21 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - ลาก่อนพวกโฆษณา
เป็น tout ที่เท่มาก
by kengggg on
January 25, 2010 06:53 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - Thai-Style Sufficient Human Rights #amessinthailand
ขอยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เห็นได้จากนโยบายที่ให้มีการเรียนฟรีและเบี้ยยังชีพเป็นต้น
— ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, 2553
เจ๋งเป้ง
Human Rights Watch ประเทศไทย: สิทธิมนุษยชนถดถอยอย่างหนักในปี 2552, บัวแก้วเตรียมแจงกรณีฮิวแมนไรท์วอทช์ ยันข้อมูลไม่ตรงความจริง
technorati tags:
human rights,
failed,
Thailand
by bact on
January 23, 2010 06:08 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Chiang Rai Night Barzaar
เข้าโหมดงานยุ่งแต่อยากเขียนบล็อก
ไนท์บาร์ซาร์หรือตลาดโต้รุ่งเวอร์ชั่นอัปเกรดเป็นสิ่งที่จังหวัดใหญ่ๆ จะต้องมีไว้เรียกนักท่องเที่ยว เชียงรายก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ประทับใจกับไนท์บาร์ซาร์ของเชียงรายก็คือมีศาลาใหญ่ๆ อารมณ์ประมาณโบสถ์แต่ไม่มีพื้น หลังคาสูงมโหฬารไว้นั่งกินเบียร์ ชิลล์อย่างนี้หาได้ที่ไหน!
by kengggg on
January 21, 2010 06:01 PM ·
permalink
Polawat Phetra - เล่น Lego
Lego เป็นของเล่นที่ดี แต่ราคาแพง สมัยเด็กๆจำได้ว่าอยากได้มาก ต้องรอจนมัธยมแล้ว แม่ถึงซื้อให้เล่น 1 ชุด โดยมีข้อแม้ว่าซื้อให้ ผมกับน้องสองคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
พอโตขึ้นมามีลูกของตัวเอง ช่วงน้องปัณณ์อายุ 4 ขวบ อาเก่งกับอาหนึ่งซื้อ Lego ให้เป็นของขวัญ, ปรากฎว่าน้องปัณณ์ชอบของเล่นชิ้นนั้นมาก นั่นต่อ Lego ตามจินตนาการไปเรื่อย, หน้าที่พ่อก็เลยต้องคอยหา Input เข้าไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความท้าทายและไม่น่าเบื่อ (ตามกฎของ Flow)

ในกรณีของ Lego นี้, input มีอยู่สองสามแบบก็คือ
1. ซื้อชุดใหม่ให้เขา ให้เขาได้ตื่นเต้นกับแบบใหม่ๆ อันนี้ทำบ่อยๆไม่ดีแน่ เพราะราคามันสูงมากและถ้าได้มาง่ายไป มันจะไม่มีค่าเท่าไร
2. หา MOC (
My Own Creation) ที่คนอื่นสร้างไว้มาให้เขาดู เขาจะได้เกิดแรงบันดาลใจ และเรียนรู้ว่ามันมีความเป็นไปได้ในการต่อเยอะแยะไปหมด
3. หาเนื้อหาใหม่ๆ ที่ทำให้เขาใช้ Lego เป็นเครื่องมือในการหมกมุ่นกับเนื้อหานั้นๆ เช่นช่วงวันเด็กผมพาไปปัณณ์ไปดูงาน Lego ที่เขาเอา Lego มาต่อเป็นเมืองจำลอง กลับบ้านมาก็เลยมีการทำฉากจำลองต่างๆกันบ้าง หรือแนะนำเกมส์ Spore ให้เขาเล่น ซึ่งพอเขาเล่น Lego เขาก็จะพยายามต่อเป็นสัตว์ประหลาดในเกมส์
อันนี้เป็นผลงาน MOC ของลูกชาย ที่ต่อเมื่อคืนนี้


ส่วนของพ่อได้ลำนี้ออกมา

หลังจากที่ลูกหมกมุ่นกับ Lego ได้เกือบ 1 ปี ตอนนี้ต่อมเก็บกดของพ่อเด็กเริ่มแตกแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเราเป็นคนถือกระเป๋าเงิน, ลูกติด แต่มันไม่มีเงิน มันก็เลยซื้อไม่ได้ แต่ถ้าพ่อติด และพ่อมีเงิน อันนี้สิน่าหวาดเสียว
by pphetra on
January 21, 2010 03:47 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - สุริยุปราคากับกล้องรูเข็ม
นานๆ จะเกิดเหตุการณ์ที่ความรู้ในห้องเรียนจะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันในยามฉุกเฉินได้ ต้องเก็บไว้เสียหน่อย
วิธีสังเกตสุริยุปราคามีหลายวิธี ที่จำได้ก็คือ
- สังเกตการณ์ผ่านแผ่นฟิล์มถ่ายรูปที่ล้างแล้วเอามาซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น (ฟิล์มเอ็กซเรย์ก็รวมอยู่ในนี้)
- สังเกตการณ์ผ่านแผ่นซีดี (อันนี้ไม่เคยลอง แต่ไม่น่าจะกรองแสงได้นะ)
- สังเกตการณ์ผ่านกล้องรูเข็ม
สุริยุปราคาครั้งล่าสุด พบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่เพิ่งรู้ข่าวและไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรเลย กอปรกับตอนนั้นอยู่ในบริเวณที่ใกล้คราสมืดด้วยเลยจำเป็นต้องขวนขวายหาอุปกรณ์มาช่วยในการสังเกต ซึ่งในสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครพกแผ่นฟิล์มและแผ่นซีดีติดตัวไว้ตลอด จึงเหลือแค่กล้องรูเข็มที่ทำง่ายด้วย Moleskine
ผลลัพธ์พอดูได้ อย่างน้อยก็รู้ว่าคราสกินไปเท่าใดแล้ว
by kengggg on
January 19, 2010 01:21 PM ·
permalink
Panudate Vasinwattana - ภูสอยดาวยามสุริยาอัสดง
by crosalot on
January 19, 2010 01:13 PM ·
permalink
Polawat Phetra - MultiMethod with Visitor Pattern
ต่อจากเมื่อวาน
Linkอาจารย์โป้งได้อธิบายให้ฟังด้วยว่า วิธีหนึ่งที่เขานิยมใช้ implement multiple dispatch ใน Language ที่ support แต่ single dispatch ก็คือ
Visitor Pattern (อาจารย์โป้งไม่ได้ใช้วิธีนี้)
ผมก็เลยเอาตัวอย่างเมื่อวานมาลองเขียนดู
เริ่มแรกก็คือ ให้เจ้า concrete animal ของเรามี accept method ที่รับ Visitor interface ก่อน
public interface Animal {
public void accept(IVisitor visitor);
}
public class Cat implements Animal {
@Override
public void accept(IVisitor visitor) {
visitor.visit(this);
}
}
public class Dog implements Animal {
@Override
public void accept(IVisitor visitor) {
visitor.visit(this);
}
}จากนั้นก็ สร้าง Visitor Interface ที่มี method visit ครบทุก concrete animal ของเรา
public interface IVisitor {
public void visit(Cat cat);
public void visit(Dog dog);
}ทดลอง feed อาหารโดยใช้ pattern ใหม่นี้
Cat cat = new Cat();
Dog dog = new Dog();
IVisitor bone = new IVisitor() {
@Override
public void visit(Cat cat) {
System.out.println("I don't like this. Meaw Meaw!!!");
}
@Override
public void visit(Dog dog) {
System.out.println("I 'm full. Hong Hong!!!");
}
};
IVisitor fish = new IVisitor() {
@Override
public void visit(Cat cat) {
System.out.println("I like this. Meaw Meaw!!!");
}
@Override
public void visit(Dog dog) {
System.out.println("Yes, I can eat this. Hong Hong!!!");
}
};
cat.accept(bone);
dog.accept(bone);
cat.accept(fish);
dog.accept(fish);
by pphetra on
January 19, 2010 04:04 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - OneManga on Sony Reader
Quick and short.
- Download mangas from OneManga using Suksit’s script, all mangas are archived in CBR
- Change manga’s file extension to CBZ
- Use calibre as an ebook organiser instead of Reader Library
- Import those CBZ files in to calibre, edit its metadata as you wish
- Send to your Sony Reader (mine is PRS-300). calibre converts your CBZ file to ePub on the fly
- Voilà!
by kengggg on
January 18, 2010 07:17 PM ·
permalink
Polawat Phetra - MultiMethod
เมื่อวันเสาร์ไป compkucamp มา เจออาจารย์โป้งเข้าก็เลยถามว่า ช่วงนี้ทำอะไรอยู่, อาจารย์โป้งก็ตอบว่ากำลัง implement
multimethod บน c++ อยู่ ว่าแล้วก็ควักโน๊ตบุ๊คออกมาแสดง อาจารย์โป้งใช้ software ได้ผสมปนเปมาก เริ่มจากเปิด microsoft visual c++ ขึ้นมา จากนั้นก็ switch ไปใช้ terminal บน mac เพื่อใช้ django generate project files จากนั้นก็ show file content ให้ดูโดยใช้ textmate
หลังจากกลับมาบ้าน และส่งลูกเข้านอนหมดแล้ว เพื่อแก้ข้อสงสัยที่ฟังมา ก็เลยต้องเข้า wikipedia ไปหาอ่านเรื่อง
Multimethod หรือ Multiple Dispatch บ้าง
ในการทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ เราก็ควรจะเริ่มจาก basic สุดก่อนก็คือ
Single Dispatch ซึ่งใช้ใน Java, C++, Smalltalk, Objective-C
ลองดู code นี้
public abstract class Animal {
public abstract void feed(Food food);
}
public abstract class Food {
}
public class Fish extends Food {
}
public class Bone extends Food {
}
public class Dog extends Animal {
@Override
public void feed(Food food) {
System.out.println("I 'm full. Hong Hong!!!");
}
}
public class Cat extends Animal {
@Override
public void feed(Food food) {
System.out.println("I 'm full. Meaw Meaw!!!");
}
public void feed(Bone food) {
System.out.println("I don't like this. Meaw Meaw!!!");
}
}ถ้าลอง run แบบนี้ดู
public class Runme {
public static void main(String[] args) {
Animal a = new Dog();
Animal b = new Cat();
Bone bone = new Bone();
a.feed(bone);
b.feed(bone);
}
}กรณีที่เป็น single dispatch ผลลัพท์ที่ได้ก็คือ
I 'm full. Hong Hong!!!
I 'm full. Meaw Meaw!!!
จะเห็นว่า single dispatch จะตัดสินใจเลือก method โดยดูแค่ว่าจะเลือกให้ class ไหนรับผิดชอบในการ handle การ call, โดยไม่ได้สนใจ type ของ arguments
ส่วน multiple dispatch มันจะเลือก method โดยดู type ของ arguments ด้วย
ถ้าทดลองนำ code ข้างบน ไป run ใน groovy ซึ่งเป็น multiple dispatch ผลลัพท์ทีได้ก็คือ
I 'm full. Hong Hong!!!
I don't like this. Meaw Meaw!!!
by pphetra on
January 18, 2010 03:06 AM ·
permalink
Panudate Vasinwattana - ภูสอยดาว
ทริปในความทรงจำอีกครั้ง
by crosalot on
January 16, 2010 10:44 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - Land conflicts: Mortal Kombat and the hierarchical exceptions #amessinthailand
มือปืนไม่ต่ำกว่า 2 คน กราด M16 ใส่ สมพร พัฒนภูมิ เกษตรกรไร้ที่ดิน แกนนำเรียกร้องโฉนดชุมชน ตายคาที่พัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ทำไมสังคมต้องมาขัดแย้งกันในเรื่องที่ดินแปลงเดียว
.
เขาพูด คนละเรื่อง
กัน.
อภิสิทธิ์พูดถึงที่ดิน 21 ไร่ ที่เขายายเที่ยง ของสุรยุทธ์ ที่ดินป่าสงวนที่ถูกระบุว่าเป็น ป่าเสื่อมโทรม
และจัดสรรให้เกษตรกร. ส่วนสมพร ตายบนที่ดิน 1 ไร่ ที่สุราษฎร์ธานี ที่ดินสปก. สุดท้ายทั้งสองผืนไม่ได้ใช้ในทางการเกษตร.
สมพรพยายามจะทำไร่ไถนาบนที่ดิน 1 ไร่นั้น และราคาที่ต้องจ่ายคือ ชีวิต.
สุ-ราษฎร์-ธานี .. เมือง-คน-ดี .. แต่คนดีต้องตายนะ. ถ้ายุ่งกับเจ้าที่ดิน. โถ ยังไงก็คน.
พระเขายังไม่เว้น.
แต่องคมนตรีอาจจะเว้น .. ก็ดูกันไป. แต่ยังไงเขาก็ mortal.
ที่ดินของ immortal สิ ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้ — always exceptional case.
ลำดับชั้นแห่งการยกเว้น.
technorati tags:
land conflicts,
Surat Thani,
murder,
Thailand
by bact on
January 16, 2010 09:04 AM ·
permalink
Panudate Vasinwattana - ภูสอยดาว
by crosalot on
January 16, 2010 08:44 AM ·
permalink
Arthit Suriyawongkul - [16 ม.ค.] วิทยุชุมชน : ประสบการณ์วิทยุชุมชนไทย-อเมริกา #indymedia #live
เวทีสาธารณะ วิทยุชุมชน : ประสบการณ์วิทยุชุมชนไทย-อเมริกา
เสาร์ 16 ม.ค. 2553 10:00-15:30
ชั้น 4 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซอย 5 (MRT ห้วยขวาง)
วิทยากรจาก Urbana Champaign Independent Media Center องค์กรสื่อชุมชน, Prometheus Radio องค์กรส่งเสริมวิทยุกำลังส่งต่ำ, และ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) องค์กรสิทธิเสรีภาพสื่อ
ถ่ายทอดเสียง www.prachatai.com/live และ www.media4democracy.com
<object align="center" classid="clsid:6bf52a52-394a-11d3-b153-00c04f79faa6" height="64" id="Torrent-Team Music" width="400">
<param name="URL" ref="" value="http://203.150.231.23:8005"> <param name="Volume" value="80"> <param name="rate" value="1"> <param name="balance" value="0"> <param name="currentPosition" value="0"> <param name="defaultFrame" value=""> <param name="playCount" value="1"> <param name="autoStart" value="-1"> <param name="currentMarker" value="0"> <param name="invokeURLs" value="-1"> <param name="baseURL" value=""> <param name="mute" value="0"> <param name="uiMode" value="mini"> <param name="stretchToFit" value="0"> <param name="windowlessVideo" value="0"> <param name="enabled" value="-1"> <param name="enableContextMenu" value="0"> <param name="fullScreen" value="0"> <param name="SAMIStyle" value=""> <param name="SAMILang" value=""> <param name="SAMIFilename" value=""> <param name="captioningID" value=""> <param name="enableErrorDialogs" value="0"> <embed align="center" autostart="-1" balance="0" baseurl="" captioningid="" currentmarker="0" currentposition="0" defaultframe="" enablecontextmenu="0" enabled="-1" enableerrordialogs="0" fullscreen="0" height="64" invokeurls="-1" mute="0" playcount="1" rate="1" samifilename="" samilang="" samistyle="" src="http://203.150.231.23:8005" stretchtofit="0" uimode="mini" url="http://203.150.231.23:8005" volume="80" width="400" windowlessvideo="0"></embed> </object>
technorati tags:
community radio,
Campaign for Popular Media Reform,
community media
by bact on
January 15, 2010 07:27 PM ·
permalink
Polawat Phetra - เรียนสีน้ำ
เมื่อวานที่ Opendream มีการจัดกิจกรรมเรียนวาดภาพสีน้ำครั้งแรก โดยมีน้องแพ็ครับหน้าที่เป็นผู้สอน, course แรกเริ่มด้วยการแจกรูปลายเส้นขนมเค็ก พร้อมกับให้ดูภาพจริงบน computer จากนั้นก็สั่งสั้นๆว่า "ระบาย"
ผู้เรียนทั้งหลายก็ก้มหน้าก้มตาระบาย (บางคนก็ประทัวงบ้างว่า ยังไม่สอนเลย จะระบายได้อย่างไร)

ผมชอบวิธีเรียนแบบนี้นะ ทักษะการระบายสีคือการปฎิบัติ อยากรู้ก็ต้องระบาย จะมามัวเรียนว่าจับพู่กันอย่างไร, หรือเรียนรู้ basic introduction ของสีน้ำ มันก็ไช่ที่
ผมเคยหัดเขียนสีน้ำ เมื่อตอนยังหนุ่มๆเหมือนกัน สมัยนั้นพบว่า อุปสรรคสำคัญของคนที่อยากจะเรียนสีน้ำ ก็คือ "ความกลัว" กลัวว่าจะวาดหรือระบายออกมาไม่สวย. ก็เลยไม่กล้าลงมือทำ น่าสนใจตรงที่ว่า ความกลัว นั้นมันเกิดมาได้อย่างไร. เป็นผลจากการศึกษาหรือ culture หรือเป็น Generalize ของมนุษย์
เพื่อเป็นกำลังใจให้น้องๆที่ชอบคาดหวังกับตัวเอง ก็เลยไปค้นรูปสีน้ำรูปแรก(18 ปีแล้ว) มาให้ดู

ถ้าคาดหวังไว้สูงเกินจริง หรือมีความคิดลบกับตัวเอง ก็คงเลิกไปแล้ว
แต่ถ้าวาดไปเรื่อยๆ ไม่กลัว สักวัน(ของผมนี่หลายปีอยู่) มันก็จะพอดูได้ขึ้นมา (อันนี้ก็ราวๆ 13 ปีแล้วมั้ง)

ประเด็นที่สำคัญของการระบายสีน้ำสำหรับผม ก็คือ ความสุขอยู่ที่ระหว่างการระบาย ถ้าไป focus ผิดที่ก็จะไปวางความสุขไว้ที่ผลลัพท์ อยากเห็นผลลัพท์ที่สวยงาม จริงๆแล้ว ผลลัพท์ที่สวยงามเป็นแค่ผลพลอยได้
Quote ที่ตรงที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ
Experience is what you get when you didn't get what you wanted.
เวลาลงสี จะเห็นได้ชัดเลยว่า มันออกมาไม่เหมือนที่เราอยากได้
by pphetra on
January 14, 2010 12:20 PM ·
permalink
Opendream's Blog - [24 Jan] training: my private library, easy
ปรับปรุง 2010.01.25: เพิ่มเอกสารการติดตั้ง Alexandria และการตั้งค่าให้ใช้ฐานข้อมูลหนังสือ Amazon - ดาวน์โหลด
โครงการนักอ่านจิตอาสา จัดอบรมซอฟต์แวร์จัดการห้องสมุด เพื่อสร้างห้องหนังสือส่วนตัว โอเพ่นดรีมกับ OKMD ก็ไปช่วยเขาด้วย
ชวนเพื่อน ๆ คนรักหนังสือและบรรณารักษ์ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการห้องสมุด พร้อมแนะนำซอฟต์แวร์และบริการต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Alexandria โปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่ช่วยให้การจัดเก็บและค้นหาหนังสือที่เรามีอยู่ได้อย่างสะดวก และบริการออนไลน์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราได้เจอคนคอเดียวกัน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนการอ่านกัน
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553, 13:00-16:00
ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ธนาคารกสิกรไทย, จามจุรีสแควร์ ชั้น 2 (MRT สามย่าน)
รับไม่เกิน 20 คน - ลงทะเบียน
กำหนดการ
- 12:00 ลงทะเบียน
- 13:00 ห้องสมุดออนไลน์คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร?
- 13:45 จัดการห้องสมุดส่วนตัวด้วยโปรแกรม Alexandia
- 15:00 แนะนำชั้นหนังสือออนไลน์ที่เราสามารถเข้าไปร่วมวงได้ (Shelfari, GoodReads, LibraryThing)
- 16:00 จบงาน
มี @kengggg @bact กับ @Ylibraryhub ไปร่วมคุย มี @joyz ประสานสิบทิศ
by Opendream on
January 13, 2010 07:01 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Finger Tip Evolution
เป็นข้อสังเกตคร่าวๆ นึกได้ก็เลยวาดไว้ โดยแบ่งการใช้นิ้วกับโทรศัพท์มือถือเป็น 3 ยุค
- ยุคปุ่มกด – ตั้งนิ้วสัก 60 องศา เพื่อกดปุ่ม
- ยุคหน้าจอสัมผัส resistive – ใช้หัวนิ้วหรือเล็บ ตั้งนิ้วเกือบ 90 องศา เพื่อจิ้มหน้าจอ
- ยุคหน้าจอสัมผัส capacitive – ตั้งนิ้วสัก 30 – 45 องศา
by kengggg on
January 10, 2010 06:19 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Moving iPhoto Library to External Drive
Digital camera eliminates all film related costs, but come with a storage cost. Even I’ve paid for an unlimited storage on the cloud at US$25 a year, but I want to keep some of them on my tiny 160GB hard drive, on iPhoto, and iPhoto’s library has invaded my hard drive space from time to time. It was 5GB left on my hard drive last time, therefore it’s time to move those photos, which is less frequent access, out of my computer to somewhere external.
“One click to rule them all” button helps me.
1. Quit iPhoto
2. Copy the iPhoto Library as an entity from your Pictures Folder to the External Disk.
3. Hold down the option (or alt) key while launching iPhoto. From the resulting menu select ‘Choose Library’ and navigate to the new location. From that point on this will be the default location of your library.
4. Test the library and when you’re sure all is well, trash the one on your internal HD to free up space.
I’m wondering at the time of cloud storage is getting popular. Why do I need a physical storage? And how about other people?
by kengggg on
January 09, 2010 10:48 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - Functional Langauge Programming Meeting
ได้ยิน Erlang จาก พี่ป๊อก มานานหลายปี Haskell ผ่านหูมาก็หลายเพลา แต่ไม่เคยลองจริงจริงจังจัง เลยสักครั้ง ครั้งล่าสุดก็คือการพยายามทำความเข้าใจ quick sort บน Haskell เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ก็พบว่าร่วงตั้งแต่บรรทัดแรก
เลยขยาดๆ
แต่งวดนี้เจอหลายๆ คนที่ใช้ functional language programming เป็นหลัก และได้เข้าร่วมฟัง/ถามใน meeting รอบนี้ช่วยให้มองมุมมองการเข้าใน functional language มากขึ้น อย่างน้อยก็เห็นภาพว่า เขียน Haskell นี่มันคือการเขียนสมการธรรมดานี่เอง และมีศัพท์หลายๆ คำเริ่มเกาะอยู่ในหัวเพื่อเป็นแกนผลึก (ศัพท์พี่ป๊อก) อาทิ Immutable, Higher order function, etc.
ท้าย meeting มีคุยกันว่าอนาคตของ functional language จะเป็นอย่างไร ก็ได้ความเห็นตรงกันว่า ช่วงนี้จะเป็นเหมือนตอนยุคเปลี่ยนผ่านระหว่าง procedural programming กับ OOP จึงค่อนข้างเห็นด้วยว่า functional language มาแน่
งาน ad-hoc meetup แบบนี้มีบ่อยๆ ขอบคุณท่านพี่ @roofimon ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงริเริ่มงาน เดือนกุมภาพันธ์ ตั้งหัวข้อไว้แล้วว่า NoSQL
by kengggg on
January 09, 2010 10:23 PM ·
permalink
Thanyawan Mingsong - 2 เหตุการณ์ที่ทำให้ไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT
ช่วงนี้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เป็นรถสาธารณะที่ใช้ค่อนข้างจะบ่อย เพราะมันสะดวกและใกล้กับที่พัก เวลาที่เดินผ่านไอแท่นตรวจนั้นบางทีก็ ตี๊ดดด บางทีก็เงียบ ก็ไม่เห็นเค้าจะตรวจอะไรซักเท่าไร เคยสงสัยเหมือนกันว่าถ้าเราพกอาวุธมาจริงๆ เค้าจะรู้ได้ไง บางทีเราเองก็มีมีดคัตเตอร์ติดกระเป๋าอยู่ ถือเป็นอาวุธได้ป่ะ?
ก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะโดนเจ้าหน้าที่ห้ามไม่ให้ขึ้น
ครั้งแรก – ไปรับรางวัลที่ได้จากการเล่นเกมกับ GTH (7 สิงหา 52)
รางวัลที่ได้ก็คือ standee ของหนังเรื่อง “หนีตามกาลิเลโอ”
standee คืออะไร??
มันก็คือไอป้ายโฆษณาของหนังแต่ละเรื่องที่วางไว้หน้าโรงหนังอ่ะ
ช่วงเวลานั้นประมาณ 6 โมง เจ้าหน้าที่บอกว่า ช่วงนี้คนเยอะค่ะของชิ้นใหญ่เกินไปไม่สามารถให้นำขึ้นไปได้ ต้องรอให้คนซาๆ ก่อน ประมาณ 2 ทุ่ม เอ่อ….ทำไงดี มีพี่อีกคนที่ได้รางวัลเหมือนกันก็เดินตามๆกันมา พี่เค้าตัดสินใจชำแหละ standee แกะเป็นชิ้นๆ ทอดทิ้งพี่เร แล้วหิ้วน้องต่าย น้องเต้ย กลับแทน เราก็เอ่อ พี่เร จะให้ทอดทิ้งพี่เรหรอ ม่ายยยยย ทำไม่ลง
สรุปว่าเราเลยแบกพี่เรขึ้น taxi กลับ


ครั้งที่สอง – เหตุเกิดจากสเปรย์ปรับอากาศ (6 กันยา 52)
ก็ของใช้มันหมด เราก็ไปช้อปปิ้งซื้อของเข้าห้องกันปกติ ซื้อเสร็จก็เดินตัวเบาของเต็มไม้เต็มมือ เดินผ่านไอแท่นนั้นมันก็ทำหน้าที่ของมันตามปกติ ตี๊ดดดดด เค้าก็ขอดู เราก็ให้ดู แล้วเค้าก็หยิบกระป๋องสเปรย์ขึ้นมา แล้วพลิกๆมองๆ แล้วก็บอกว่าชิ้นนี้ห้ามเอาขึ้นค่ะ เป็นวัตถุไวไฟ เอ่อ……อีกแล้วหรอ วิธีแก้ปัญหาก็นั่ง taxi กลับ



by khuntuck on
January 09, 2010 06:29 PM ·
permalink
Panu Tangchalermkul - Hack App Engine to send email using Gmail in development server
Development server ของ Google App Engine ไม่สามารถตั้งให้ส่งอีเมลผ่าน SMTP โดยใช้ Gmail ได้ เนื่องจาก development server ไม่สนับสนุนการยืนยันตนด้วย TLS ซึ่ง Gmail ต้องใช้
ความต้องการคือแค่มันส่งอีเมลได้ จะใช้อย่างอื่นนอกจาก Gmail ก็ได้ไม่ว่าอะไร
Google App Engine ให้ทางเลือกนอกจากจะใช้ SMTP แล้ว ยังสามารถใช้ Sendmail ได้ด้วย ซึ่งพอติดตั้ง Fake Sendmail for Windows ไปแล้ว App Engine ก็ยังส่งไม่ได้ ลองรัน Sendmail ตรงๆผ่าน command line ก็ส่งอีเมลได้ไม่มีปัญหา นั่งลองอยู่พักใหญ่ก็ตัดใจ
กลับมาที่ทางเลือก SMTP ต่อ ก็ลองตั้ง SMTP Server ที่เครื่องตัวเองดู ตั้งค่าให้ App Engine เรียกจาก localhost ตั้งโน่นตั้งนี่ ลองโน่นลองนี่ ก็ไม่สำเร็จ
หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็เจอ dirty hack โดย Blixt ในเว็บ Stack Over Flow เพื่อที่จะให้ App Engine สนับสนุน TLS และสามารถใช้ร่วมกับ Gmail ได้ โดยการแก้ไขไฟล์ api/mail_stub.py ดังนี้
# After smtp.connect(self._smtp_host, self._smtp_port)
smtp.ehlo()
smtp.starttls()
smtp.ehlo()
หลังจากที่ลองแล้ว ก็ได้ผลดี ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งก็คงต้อง hack แบบนี้ไปน่ะนะ ใช้งานอยู่แค่ใน development server ไม่กระทบกับ production server อยู่แล้ว
หมดเวลาไปทั้งคืน แค่จะให้ App Engine ส่งอีเมล … แล้วเมื่อไหร่จะทำเว็บเสร็จเนี่ย
by panuta on
January 09, 2010 05:50 PM ·
permalink
Siriwat Aumngamsup - Random life



















Roti (alpha) thinks you may like these
by noomz on
January 08, 2010 03:41 PM ·
permalink
Supatjaree Khumnuan - วาดๆขีดๆเขียนๆ
หลังจากป่วยรับปีใหม่ไปซะ 2 วัน =_=”
วันที่ 6 จึงได้เริ่มโปรเจ็ค วาดๆขีดๆเขียนๆ โฮ๊ะๆๆ

รูปแรกของปี 2010 เลยวาดอวยพรปีใหม่ซะเลย สวัสดีปีเสือ 2553
ดัดแปลงมาจากภาพหนุมานอ้าปากอมพลับพลา (ใช่มั้ยหนอ?)
กลายเป็นเสือนอนอ้าปากแทน ฮ่ะๆ
.
.
.
ถัดมาเป็นภาพวาดๆขีดๆเขียนของวันที่ 7 ม.ค. 2553

ก็อยากจะวาดอะไรที่มันดูมีความหมายนิดหน่อย ไม่ถึงกับลึกซึ้งมากมาย(เพราะวาดแบบลึกซึ้งๆไม่ค่อยเป็น
ส่วนมากจะวาดเล่น ไม่ก็วาดตามแบบไม่ค่อยได้ใช้ความคิดเท่าไหร่ << เยี่ยมจริงๆ =_=”)
ภาพนี้ก็ใช้สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเป็นตัวแทนของสีต่างๆ เช่น แอปเปิ้ล+แตงโมแทนสีแดง , ทะเล+
ท้องฟ้าแทนสีฟ้า , ส้มแทนสีส้ม , ต้นไม้แทนสีเขียว ฯ ซึ่งเมื่อมารวมกันแล้วก็ทำให้เกิดภาพที่ดูมีชีวิตชีวา
มีความหมายต่อผู้วาดและคนที่อาจจะได้รับภาพนั้นเป็นของขวัญ
ปล.ภาพเป็นขาวดำคงต้องนึกสีกันนิดหนึ่งนะคะ ฮ่ะๆ
by packyy on
January 08, 2010 04:34 AM ·
permalink
Polawat Phetra - เล่นน้ำฝน
เมื่อวานฝนตกหนัก โชคดีที่หนีออกจาก Opendream ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ก็เลยไม่ต้องผจญกรรม(รถติด)มากนัก
ไปถึงบ้าน ฝนกำลังกระหน่ำ ก็เลยชวนลูกชายเบอร์สองออกไปเล่นน้ำฝนกัน (คนแรกไม่ชวน เพราะว่าพ่อพาขี่จักรยานตากฝนไปโรงเรียนบ่อยแล้ว)

เล่นได้พักเดียว ฟ้าผ่าเปรี้ยง เจ้าลูกชายวิ่งแนบเข้าบ้าน
by pphetra on
January 07, 2010 06:28 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - Leave Tracking with Google Docs
I’m a lazy software developer.
And you can imagine a lazy developer working on human resources management. Slightly unmatched skill by the way. At the first 10 seconds, I was thinking about writing a small application on Google App Engine with a simple features, request, notify and approve, but I suddenly realised I’m a lazy software developer and decided that I won’t code
Therefore I come up with a simple collaborative online leave tracking for a small team with Google Speadsheet here <3.
Sweet.
by kengggg on
January 06, 2010 05:39 PM ·
permalink
Nattapol Kengkhuntod - คราม bodyslam
หลังจากที่เพิ่งจะได้ฟังเพลง คราม ของ bodyslam (เค้าออก single มาตั้งแต่พฤษจิกายนปีที่แล้ว)
ชอบมาก!!!!!!!!
ผมฟัง bodyslam มาทุกอัลบัม ซื้อเก็บทุกอัลบัม(ตอนนี้เหลือแค่ซีดีช่วงที่วงเปลี่ยนเป็นสี่คน เพราะว่าเทปมันยานไปหมดแล้ว) รวมถึงอัลบัมของวง ละอ่อน
หลังจากที่ไม่มี imeem ที่สามารถเล่นเพลงวนซ้ำ ๆ กันได้ การฟังเพลงครามของผมจึงต้องเป็นการโหลด youtube ให้เสร็จแล้วก็มานั่งกดให้มันเล่นใหม่ วนไปเรื่อย ๆ
ผมชอบฟังเพลงเพลงเดียวซ้ำหลาย ๆ รอบ หลาย ๆ วัน ฟังมันเพลงเดียว
ตอนที่ bodyslam ออก single เพลงยาพิษ ผมก็ฟังเพลงในลักษณะนี้(ฟังเพลงเดียวอยู่เป็นอาทิตย์ ๆ)
การที่ต้องฟังเพลงจาก youtube ทำให้ได้ดู MV ของเพลงนี้ไปในตัว
ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร คิดว่านางเอกสวย ฉากสวย
คิดว่ามันก็คงเป็น MV ที่เน้นความสวยงาม(ของสีครามแบบหม่น ๆ)
แต่ว่ามาติดตรงที่ มีการขุดหลุมฟังศพในตอนท้ายเพลง เอ๊ะ มันยังไง?
เลยลองมาดูใหม่ดีๆ MV นี้ดำเนินเรื่องไปพร้อมกับเพลงตลอดเวลา ทำให้ถ้าตั้งใจดูก็จะเข้าใจได้ง่าย
เมื่อเข้าใจแล้วก็ทำให้ยิ่งชอบเพลงนี้เข้าไปอีก
<object height="344" width="425"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/7xCGm7nJtZ4&hl=en_US&fs=1&"><param name="allowFullScreen" value="true"><param name="allowscriptaccess" value="always"><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="344" src="http://www.youtube.com/v/7xCGm7nJtZ4&hl=en_US&fs=1&" type="application/x-shockwave-flash" width="425"></embed></object>
จากวิธีการฟังเพลง ชีวิตผมชอบอะไรที่มันซ้ำ ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงจนต้องวิ่งตามให้เหนื่อย(ขี้เกียจนั่นเอง)
รึว่าผมจะชอบในสิ่งที่มันฝืนกับธรรมชาติ
สุดท้ายแล้วชีวิตผมจะมีความสุขได้รึเปล่า
by nattapol_ke on
January 06, 2010 03:32 AM ·
permalink
Patipat Susumpow - Nexus One
Nothing to be blogged than “The superphone won’t ship to Thailand”.
All wicked features are here.
by kengggg on
January 05, 2010 07:18 PM ·
permalink
Patipat Susumpow - New Office Layout
ช่วงหยุดปีใหม่เป็น Golden Week หยุด 10 วันของ Opendream เราในฐานะพนักงานที่ดีนอกจากจะประชุมทั้งหลายเก็บตกก่อนสิ้นปีและใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าและไร้สาระ แล้วเราก็มีไอเดียบรรเจิดจัดโต๊ะทำงานใหม่เพื่อบรรยากาศการทำงานที่น่าจะดีขึ้น
จริงๆ แล้วจะพยายามจัดโต๊ะทำงานใหม่ทุกๆ หลายๆ เดือนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานและกระจายการนั่งให้ทุกคนได้มีโอกาสนั่งสบตากัน แต่ครั้งนี้ถึงจุดวิกฤติเมื่อมีคนถึง 11 – 12 คนนั่งทำงานในพื้นที่ขนาด 40 ตารางเมตร เลยจำเป็นต้องแบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 2 ส่วน (วิวัฒนาการโต๊ะทำงานดูได้ตามลำดับ 1 2 3)
ชั้น 1 สำหรับทีมพัฒนาระบบผู้ที่ใช้ Laptop กันอย่างเดียว
ชั้น 2 สำหรับทีมออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ใช้ iMac ขนาดใหญ่บิ๊กเบิ้ม
การจัดแบบนี้มีข้อดีและข้อเสียคือ
ข้อดี
- พื้นที่ทำงานและพื้นที่เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น ทำให้มีความเป็นส่วนตัว ไม่แออัดมากขึ้น
- การจัดโต๊ะชุดละ 2 ตัว ทำให้ไม่แออัด
- มีพื้นที่นั่งพักผ่อนเป็นสัดส่วนมากขึ้น
- เป็นการบังคับให้แต่ละทีมต้องเดินขึ้น-ลงบันไดไปในตัว ลดโอกาสตูดชา เพิ่มโอกาสการพักผ่อน (แอบอู้
)
ข้อเสีย
- มีการแบ่งทีมทางกายภาพชัดเจน ทำให้บางทีอาจจะเกิดการรู้สึกว่าโดนทอดทิ้ง แต่ก็แก้ได้ด้วยการเดินไปเดินมาบ่อยๆ (ทำให้แอบอู้ได้มากขึ้น
)
- การสื่อสารทางกายสัมผัสและกลิ่นอาจจะหายไป บางกรณีอาจจะรู้สึกเวิ้งว่างเปล่าเปลี่ยว
- ชั้น 1 ยังเป็นบรรยากาศเย็นๆ ชืดๆ อาจจะเป็นเพราะนั่งทำงานบนพื้นกระเบื้อง
ยังมีเรื่องที่ต้องคิดต่อหลังจากจัดออฟฟิศใหม่ว่าจะจัดการหนังสือในส่วนที่แอบเป็นห้องสมุดให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง เห็นตา @pruet และอาท แนะนำ Alexandria ไว้ยังไม่ได้ลอง
by kengggg on
January 05, 2010 02:40 PM ·
permalink
Polawat Phetra - Dynamically generate code in Erlang
ปัจจุบัน application framework ทั้งหลาย พยายามจะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ด้วยการลด noise ที่เราไม่จำเป็นต้องเห็น, generate code ที่จำเป็นต้องใช้ให้เรา
Chicago Boss Framework ก็อยู่ในกระแสนี้เช่นกัน ตัว Relation Mapping layer ของมันก็พยายามจะลดรูปให้เหลือน้อยที่สุด, คำถามสำหรับผมก็คือ ใน Erlang นี่เขาใช้เทคนิคอะไรมาช่วย generate code หรือทำ magic บ้าง
ลองดูตัวอย่างการใช้งานก่อน เริ่มด้วยการ define Domain model
-module(blog_post, [Id, Title, Text, AuthorId]).
-compile(export_all).
-belongs_to(author).
-module(author, [Id, Name]).
-compile(export_all).
-has_many(blog_posts).
เทคนิคแรกที่เขาใช้ก็คือ
Parameterized Module ซึ่งช่วยให้ Module มีพฤติกรรมในลักษณะ OOP ได้
ลองดู code ตอนที่เรา new instance domain ของเรา
FakeAuthor = (author:new(id, "YOUR NAME")):save(),
BlogPost = blog_post:new(id,
"BLOG TITLE",
"BLOG CONTENT",
FakeAuthor:id()),
SavedBlogPost = BlogPost:save(),
จะเห็นว่า module ของเรามี function "save", "getter"(ตรงที่ get id จาก fakeauthor) เพิ่มขึ้นมาให้เองโดยที่เราไม่ต้องเขียน คำถามก็คือ เขาใช้เทคนิคอะไรในการ generate code ส่วนนี้
เริ่มแรกสุด code ในส่วน module นี้จะไม่ load ขึ้นมาผ่านกลไกปกติ แต่จะทำผ่านกลไกของตัวเอง โดยเริ่มต้น มันจะทำการ parse erlang file โดยใช้ function
epp:parse_file ผลที่ได้เราเรียกว่า Form
ทดลองใช้ epp:parse_file กับ
ตัวอย่างโปรแกรมที่น้องป้อเขียน -module(p).
-export([start/0, say_something/2]).
say_something(What, 0) ->
done;
say_something(What, Times) ->
io:format("~p~n", [What]),
say_something(What, Times - 1).
start() ->
spawn(tut14, say_something, [hello, 3]),
spawn(tut14, say_something, [goodbye, 3]).
จะได้ Form ที่มีหน้าตาประมาณนี้
{ok,[{attribute,1,file,{"p.erl",1}},
{attribute,1,module,p},
{attribute,2,export,[{start,0},{say_something,2}]},
{function,3,say_something,2,
[{clause,3,
[{var,3,'What'},{integer,3,0}],
[],
[{atom,4,done}]},
{clause,5,
[{var,5,'What'},{var,5,'Times'}],
[],
[{call,6,
{remote,6,{atom,6,io},{atom,6,format}},
[{string,6,"~p~n"},{cons,6,{var,...},{...}}]},
{call,7,
{atom,7,say_something},
[{var,7,'What'},{op,7,'-',...}]}]}]},
{function,8,start,0,
[{clause,8,[],[],
[{call,9,
{atom,9,spawn},
[{atom,9,tut14},
{atom,9,say_something},
{cons,9,{...},...}]},
{call,10,
{atom,10,spawn},
[{atom,10,tut14},
{atom,10,say_something},
{cons,10,...}]}]}]},
{eof,11}]}จะเห็นว่ามีลักษณะเป็น Abstract Syntax Tree + Meta Data
พอได้ form มา เจ้า ChicagoBoss ก็จะทำการแทรก,แปลง code ให้เป็นไปตามต้องการ โดยมันจะใช้ function ใน library
erl_syntax ช่วยในการ generate Form
ตัวอย่าง code ในส่วนที่สร้าง getter
parameter_getter_forms(Parameters) ->
lists:map(fun(P) ->
erl_syntax:add_precomments([erl_syntax:comment(
[lists:concat(["% @spec ", parameter_to_colname(P), "() -> ", P]),
lists:concat(["% @doc Returns the value of `", P, "'"])])],
erl_syntax:function(
erl_syntax:atom(parameter_to_colname(P)),
[erl_syntax:clause([], none, [erl_syntax:variable(P)])]))
end, Parameters).
parameter_setter_forms(ModuleName, Parameters) ->
lists:map(
fun(P) ->
erl_syntax:add_precomments([erl_syntax:comment(
[
lists:concat(["% @spec ", parameter_to_colname(P), "( ", P, "::",
case lists:suffix("Time", atom_to_list(P)) of
true -> "tuple()";
false -> "string()"
end, " ) -> ", inflector:camelize(atom_to_list(ModuleName))]),
lists:concat(["% @doc Set the value of `", P, "'."])])],
erl_syntax:function(
erl_syntax:atom(parameter_to_colname(P)),
[erl_syntax:clause([erl_syntax:variable("NewValue")], none,
[
erl_syntax:application(
erl_syntax:atom(ModuleName),
erl_syntax:atom(new),
lists:map(
fun
(Param) when Param =:= P ->
erl_syntax:variable("NewValue");
(Other) ->
erl_syntax:variable(Other)
end, Parameters))
])]))
end, Parameters).
พอ transform code เสร็จ ก็จะทำการ compile เป็น binary ด้วย function
compile:formscompile เสร็จก็จัดการ load เข้า runtime โดยใช้ function
code:load_binary
by pphetra on
January 05, 2010 06:20 AM ·
permalink
Panu Tangchalermkul - Productive Commuter
เวลาที่ใช้ในการเดินทางไปที่ทำงาน (รวมขาไปและขากลับ) ก็ประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 ชั่วโมงที่เสียไปเปล่าๆกับการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง นอกซะจากจะให้คนขับรถให้แล้ว จะใช้เวลานี้เปิดโน๊ตบุ๊คทำงานก็ไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ได้ ดูหนังไม่ได้ นอนต่อก็ไม่ได้ … จะเปิดเพลงฟังไปเรื่อยๆก็ไร้ค่า ไม่ต่างอะไรกับอยู่เงียบๆเท่าไหร่ … วิธีเดียวที่จะใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดคือ ฟัง audio podcast!
โหลด audio podcast จาก itunes มาลง ipod touch เยอะมาก (เกือบเต็ม 32G) ซึ่งก็ฟังไปขับไป มีสมาธิขับรถลดลงบ้างนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ยังโอเค เทียบไม่ติดกับการคุยโทรศัพท์
ที่โหลดมาฟังก็มักจะเลือกสิ่งที่อยู่ในความสนใจ เรื่องที่ยังไม่รู้ เรื่องที่มีประโยชน์กับชีวิต ฯลฯ เช่น Stuff You Should Know, Brain Stuff, Quick and Dirty Tips – Public Speaker, Stack Over Flow Podcast เป็นต้น
ถ้าดูในรายการ podcast ทั้งหมดที่โหลดมา จะเห็นว่ามีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียงแค่ไม่กี่อันเท่านั้น นั่นเพราะตัวเองรับรู้เรื่องพวกนี้ผ่านช่องทางอื่นๆอยู่แล้ว คุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ดี ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งฟังเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่
ช่วงนี้จะชอบฟังอัน Public Speaker มาก เพราะเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ และหลายๆเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าควรทำอย่างไร ในเว็บนอกจากมีเสียงให้ฟังแล้ว ยังมี transcript ให้อ่านได้ด้วย น่าจะลองไปดูกัน
คิดว่าจะลองสรุปสั้นๆของแต่ละตอนดู นอกจากจะช่วยย้ำให้กับตัวเองแล้ว คนที่มาอ่านน่าจะได้ความรู้นิดๆหน่อยๆด้วย
by panuta on
January 04, 2010 03:18 PM ·
permalink